เมื่อเห็นหลานสาวคนโตที่อยู่เบื้องหน้ามีเจตนาประจบสอพลอ ทั้งยังมีท่าทางเชื่อฟังเช่นนี้ฮูหยินผู้เฒ่าดีใจมากจริงๆหัวใจพลันอ่อนยวบยาบ เกิดความรู้สึกสนิทสนมขึ้นบ้าง จึงไม่ได้ปฏิเสธ“หากอยากมาก็มาเถิด เอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือนก็ใช่ว่าจะดี”
เซียวซื่อที่อยู่ข้างกันได้ยินเช่นนั้นก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดวันนี้จู่ๆ เสิ่นเย่ว์เฉินก็เปลี่ยนนิสัยกะทันหันกลายเป็กระตือรือร้นขึ้นมาเสียอย่างนั้น หากต่อไปนางมาคารวะฮูหยินผู้เฒ่าทุกวันประจบสอพลอจนฮูหยินผู้เฒ่าชื่นชอบขึ้นมา ตำแหน่งของตนในตระกูลเสิ่นย่อมต้องเปลี่ยนแปลงเป็แน่มิหนำซ้ำอีกฝ่ายยังเป็บุตรสาวคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกอีกด้วย…
ตอนที่เสิ่นเย่ว์เฉินเพิ่งมาอยู่ในจวนนางสุขภาพย่ำแย่คล้ายจะป่วยออดแอดอยู่ตลอด ฮูหยินผู้เฒ่าจึงจงใจให้คนไปบอกนางว่าไม่ต้องมาคารวะทุกวันประการแรกเป็เพราะกลัวนางนำโชคร้ายมาติดตัว ประการที่สองเป็เพราะไม่เต็มใจพบนาง
คราวนั้นเสิ่นเย่ว์เฉินเพิ่งกลับมาแม้จะปรับตัวให้คุ้นชินกับชีวิตยุคโบราณได้แล้ว ทว่าในใจยังคงต่อต้าน ‘บ้านใหม่’ แห่งนี้อยู่กอปรกับิญญาที่อยู่ในร่างเป็ิญญาที่ทะลุมิติมาจากยุคปัจจุบัน จึงรังเกียจการโขกศีรษะย่อตัวคารวะเป็อย่างมากนางทราบดีว่าฮูหยินผู้เฒ่าไม่ยินดีพบนาง ต่อให้นางไปคารวะทุกวันก็ใช่ว่าจะได้รับความรักความโปรดปรานจากฮูหยินผู้เฒ่าไม่แน่ว่าอาจถูกต่อต้านด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้หากต้องไปพบหน้าคนที่รังเกียจชิงชังตนทุกวันมิสู้ทำตัวรู้ความ มาหาตามมารยาทแค่วันที่หนึ่งกับวันที่สิบห้าของทุกเดือนจะดีกว่า
เดิมทีเสิ่นเย่ว์เฉินอยากทำตัวเป็มนุษย์ล่องหนอยู่ในตระกูลเสิ่นอย่างสงบสุขเช่นเมื่อก่อนต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะพบโอกาสที่เหมาะสมแล้วถอนตัวออกจากที่นี่ ตอนนี้นางอายุครบสิบห้าปีแล้วหลายสิ่งหลายอย่างจึงต้องคิดวางแผนั้แ่เนิ่นๆ
ตอนแรกที่นางตัดสินใจกลับมาอยู่ในตระกูลเสิ่นเป็เพราะสถานการณ์บังคับไม่อาจตัดสินใจเองและไม่อาจปฏิเสธ ถึงอย่างนั้นนางจะต้องกุมชะตาชีวิตของตนในอนาคตมาไว้ในมือให้จงได้
หลังจากทักทายปราศรัยกันสองสามประโยค อนุเฝิงที่ยืนไม่พูดไม่จาอยู่ข้างๆมาตลอดก็ถือโอกาสเดินเข้ามาคารวะทักทายเสิ่นเย่ว์เฉินนางถือผ้าสักหลาดรองนั่งเข้ามา กล่าวว่า “คุณหนูใหญ่เชิญนั่งเ้าค่ะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินกล่าวขอบคุณพร้อมคลี่ยิ้มงาม ไม่ได้ถ่อมตัวปฏิเสธ ก่อนจะนั่งลงอย่างเนิบช้า
แม้อนุเฝิงกับอนุว่านจะเป็อนุภรรยาของเสิ่นจื้อเจียนเช่นเดียวกันแต่ฐานะของทั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่เดิมอนุเฝิงทำงานจิปาถะอยู่ที่เรือนประจิมเกิดมาฐานะต่ำต้อย ไร้ญาติมิตรไร้ให้พึ่งพิง แต่นางรูปโฉมงดงามพอสมควร เซียวซื่อจึงถูกใจและมอบให้เป็นางบำเรอของเสิ่นจื้อเจียนจนได้ชื่อว่าเป็อนุภรรยานางหนึ่ง
อนุเฝิงมีนิสัยรักสันโดษ ปกติไม่ชอบพูดคุย ดูภายนอกเป็คนซื่อสัตย์ เสิ่นเย่ว์เฉินรู้จักนางเพียงผิวเผินแต่ทุกครั้งที่พบกันอีกฝ่ายล้วนมีท่าทางเกรงอกเกรงใจ
เสิ่นเย่ว์ฉางลุกขึ้นยอบกายส่งๆ ก่อนเบนสายตาขึ้นมองสำรวจพัสตราภรณ์และเครื่องประดับบนตัวเสิ่นเย่ว์เฉินจากนั้นจึงแอบเบ้ปากเล็กน้อย ในใจเริ่มเกิดความรู้สึกขุ่นหมอง
สำหรับเสิ่นเย่ว์ฉาง ผ้าไหมหางโจวสองพับนั้นไม่นับเป็ของหายากแต่อย่างใดทว่าพอเห็นฮูหยินผู้เฒ่ามอบให้ผู้อื่นกลับทำให้นางนึกถือสาขึ้นมาเสียอย่างนั้น
อย่างไรก็เป็เพียงคนไม่เคยพบเห็นโลกภายนอกได้รับของเล็กน้อยเพียงเท่านั้นกลับมีความสุขจนยกหางขึ้นโอ้อวดเสียแล้ว
ขณะเดียวกันเหล่าสาวใช้ก็ยกชาเข้ามา เสิ่นเย่ว์ฉางหยิบจานขนมเหลียงเกา[1]ส่งไปตรงหน้าเสิ่นเย่ว์เฉินแล้วยิ้มพลางเอ่ย“นี่คือขนมเหลียงเกาที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวของร้านหรูอี้ปิ่งพี่สาวคงไม่เคยกินกระมัง รีบชิมดูหน่อยเถิดเป็อย่างไร”
นางทราบดีว่าปกติเสิ่นเย่ว์เฉินไม่ค่อยมีโอกาสกินขนมราคาแพงเช่นนี้จึงจงใจกล่าวไปตามนั้น
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินก็เผยยิ้มออกมา นางไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเื่กระจ้อยร่อยของน้องสาวบ้านรองเพียงยื่นมือไปหยิบขนมเหลียงเกาขึ้นมาชิ้นหนึ่ง กัดลงไปคำเล็กลิ้มชิมรสชาติอย่างพิถีพิถัน ไม่มีเสียงเคี้ยวดังออกมาแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นเสิ่นเย่ว์เฉินกินขนมด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยเสิ่นเย่ว์ฉางพลันหมดสนุกได้แต่กลับไปนั่งที่แล้วก้มลงจิบชา ทันใดนั้นก็ต้องขมวดคิ้ว“เหตุใดชาถึงได้ร้อนเช่นนี้”
ชุนิสาวใช้ขั้นสองที่รับผิดชอบดูแลเื่ชาในเรือนฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินดังนั้นก็รีบเดินเข้ามาย่อเข่า เอ่ยว่า “บ่าวจะรีบไปชงให้คุณหนูใหม่เ้าค่ะ”
อันที่จริงชานี้ตั้งทิ้งไว้จนอุ่นพอดีดื่มแล้ว
เสิ่นเย่ว์ฉางวางถ้วยชา เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “อากาศร้อนเช่นนี้เหตุใดยังยกชาร้อนมาให้อีก ไปเปลี่ยนเป็ชาเย็นมาให้ข้า”
ชุนิย่อเข่าอีกครั้ง “คุณหนูเพิ่งกินอาหารเย็นหากดื่มชาเย็นเกรงว่าจะไม่ดีต่อกระเพาะนะเ้าคะ…”
เสิ่นเย่ว์ฉางรังเกียจที่นางพูดมาก อีกฝ่ายยังไม่ทันพูดจบนางก็โบกมือกล่าวอย่างนึกรำคาญ “ช่างเถิด ไม่ต้องเปลี่ยนแล้ว อยากดื่มชาสักถ้วยยังต้องมากเื่ถึงเพียงนี้เชียว”กล่าวจบก็วางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรงเพื่อแสดงว่าตนไม่พอใจ
ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้ว มองไปยังเสิ่นเย่ว์ฉาง กำลังจะกล่าวอะไรบางอย่าง ทว่ากลับมีเสียงใสแจ๋วราวเด็กน้อยดังแว่วมาจากด้านนอกเสียก่อน“ท่านย่า ท่านแม่” จากนั้นนางก็เห็นว่าเสิ่นจื้อเจียนจูงเด็กชายท่าทางแข็งแรงน่าเอ็นดูเข้ามาในห้อง
เด็กคนนั้นอายุประมาณสามสี่ขวบ ริมฝีปากแดงฟันขาว ดวงตาคล้ายอนุว่านยิ่งนักใบหน้าเล็กๆ แดงระเรื่อดูเ้าเนื้อนุ่มนิ่ม เดินเตาะแตะท่าทางน่ารักน่าชัง
เขาคือเสิ่นิฟางบุตรชายคนรองที่เกิดจากอนุภรรยาของเสิ่นจื้อเจียนปีนี้เพิ่งอายุสี่ขวบเต็ม ปกติเป็ที่รักใคร่ชื่นชอบของฮูหยินผู้เฒ่ามาก
ทันทีที่ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นเขา ใบหน้าพลันเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม นางรีบกวักมือเรียก“ฟางเกอเอ๋อร์ มาหาย่าเร็ว”
อนุว่านเงยหน้าขึ้นมองเขาพลางผลิยิ้มเช่นกันรอยยิ้มบนใบหน้าที่เดิมทีคล้ายประดับไว้ตามมารยาทพลันแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มงามดั่งหยาดน้ำจากห้วงธารา
เสิ่นิฟางได้รับการเลี้ยงดูโดยเซียวซื่อ เช่นเดียวกับเสิ่นิหย่วนผู้เป็พี่ั้แ่ตอนที่เขาอายุครบเดือนแม้อนุว่านจะคิดถึงบุตรชายอย่างสุดหัวใจทว่าอุปสรรคอยู่ที่ฐานะอนุภรรยาของตนจึงทำได้เพียงอดกลั้นเอาไว้
เซียวซื่อไม่มีบุตรชาย ที่ผ่านมาเสิ่นจื้อเจียนจึงขอร้องให้ฮูหยินผู้เฒ่า นำชื่อบุตรชายของอนุภรรยาทั้งสองคนมาอยู่ใต้ชื่อเซียวซื่อเปลี่ยนจากบุตรชายอนุภรรยาให้เป็บุตรชายภรรยาเอก แต่ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ยอมพยักหน้าตกลงในใจยังหวังว่าเซียวซื่อจะตั้งท้องบุตรชายในอนาคต
ทันทีที่เสิ่นิฟางปล่อยมือบิดาก็วิ่งเข้าไปหาฮูหยินผู้เฒ่าอย่างรวดเร็วระหว่างทางยังเกือบหกล้ม ดีที่อนุว่านยื่นมือไปพยุงเขาไว้ได้จากนั้นก็ส่งเขาถึงเบื้องหน้าฮูหยินผู้เฒ่าชนิดมือต่อมือ
เสิ่นิฟางทิ่มศีรษะเข้าสู่อ้อมกอดของฮูหยินผู้เฒ่าราวกับลูกสุนัขตัวน้อยๆถูไถไปมาอย่างออดอ้อน
ฮูหยินผู้เฒ่าลูบหลังเขา เอ่ยเย้าเบาๆ “ฟางเกอเอ๋อร์ของพวกเราวันนี้เป็เด็กดีหรือไม่ อาหารเย็นอร่อยหรือเปล่า”
“หลานคารวะท่านย่า วันนี้หลานเป็เด็กดีมาก อาหารเย็นก็อร่อยมากขอรับ”เสิ่นิฟางเงยหน้าขึ้นทำท่าทำทางคารวะ เมื่อกล่าวจบก็มุดหน้าเข้าสู่อ้อมกอดของฮูหยินผู้เฒ่าอีกครั้ง
ตอนนี้อนุว่านถอยไปอยู่ข้างๆ แล้ว สายตาจับจ้องเสิ่นิฟางอยู่ตลอดไม่ยอมละแม้เพียงครู่เดียว
เซียวซื่อเลิกคิ้วมองนาง จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน จงใจเข้าไปอุ้มเสิ่นิฟางที่ตัวติดหนึบอยู่ในอ้อมกอดของฮูหยินผู้เฒ่าลงมาก่อนยกยิ้มพลางเอ่ย “ฟางเกอเอ๋อร์เด็กดี มาหาแม่เร็วอย่าทำให้ท่านย่าเหน็ดเหนื่อย”
เมื่อเสิ่นิฟางเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของนางกลับมีท่าทางทึมทื่อ ไม่ขยับตัวมั่วซั่วอีกเขาก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ขอรับท่านแม่”
อนุว่านเห็นดังนั้นสีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็ย่ำแย่ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยความขุ่นหมองข้องเคืองแล้วเบนสายตาไปมองที่เซียวซื่ออย่างไม่อาจสงบใจได้ด้านเซียวซื่อกลับทำเป็ไม่เห็น อุ้มเสิ่นิฟางนั่งลงตรงข้ามเสิ่นเย่ว์เฉินพอดิบพอดี
ปกติเสิ่นเย่ว์เฉินออกมาเดินข้างนอกน้อยมาก จึงไม่เคยมีโอกาสมองดูลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยผู้นี้ให้ละเอียดเสิ่นิฟางเห็นนางก็รู้สึกไม่คุ้นเคย นั่งอยู่บนตักเซียวซื่อพลางจ้องมองเสิ่นเย่ว์เฉินอยู่ตลอดดวงตากลมโตกะพริบปริบๆ
เสิ่นเย่ว์เฉินเห็นดังนั้นก็คลี่ยิ้มให้เขา “ฟางเกอเอ๋อร์จำได้หรือไม่ว่าข้าเป็ใคร”
เสิ่นิฟางเห็นนางพูดกับตนก็เงยหน้าขึ้น มองเซียวซื่อด้วยท่าทางระมัดระวังเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบา “ท่านแม่ พี่สาวคนนี้เป็ใครหรือ”
เซียวซื่อยิ้มบางคล้ายไม่ยิ้ม “เ้าเด็กเลอะเลือนคนนี้นี่นางคือลูกพี่ลูกน้องหญิงของเ้า เป็บุตรสาวคนโตของลุงใหญ่”กล่าวจบก็อุ้มเขาวางลงบนพื้นแล้วดันหลังเบาๆ แสดงเจตนาให้เขาเข้าไปคารวะทักทาย
เสิ่นเย่ว์เฉินเห็นเขามองตนอย่างกล้าๆ กลัวๆ จึงเป็ฝ่ายยื่นมือออกไปก่อน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น“ข้าไม่ค่อยออกมาเดินข้างนอก จึงไม่แปลกที่เ้าจะไม่รู้จัก เ้ามาให้พี่สาวดูหน่อยเถิด”
เสิ่นิฟางเดินตรงเข้ามา แต่เพิ่งเดินมาถึงเบื้องหน้าก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆจากร่างของนาง เขาจึงรีบเงยหน้าขึ้น กล่าวว่า “พี่สาวตัวหอมจัง”
เสิ่นเย่ว์เฉินยิ้มพลางลูบศีรษะของเขาพร้อมเอ่ยว่า “เป็กลิ่นไม้จันทน์น่ะ”
ปกติเสิ่นิฟางได้กลิ่นแป้งของหญิงรับใช้จนคุ้นชิน เมื่อได้กลิ่นไม้จันทน์จากร่างของนางเลยรู้สึกว่าทั้งหอมและแปลกใหม่เ้าตัวเล็กชะโงกศีรษะไปด้านหน้าของเสิ่นเย่ว์เฉินเงียบๆ โดยไม่คิดว่าหญิงสาวนางนี้เป็คนแปลกหน้าอีกต่อไป
เสิ่นเย่ว์เฉินยิ้มแย้มหยอกล้อเสิ่นิฟางเพียงไม่นานก็สนิทสนมกับเขาจากนั้นเสิ่นิฟางก็นั่งอยู่ในอ้อมกอดของนางตลอด บ้างก็ดึงแขนเสื้อนางอย่างออดอ้อนบ้างก็เงยหน้าเล็กๆ ขึ้นถามนู่นถามนี่ไม่หยุด
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นทั้งสองคนสนิทสนมกันเช่นนั้นก็คลี่ยิ้มบาง ก่อนจะดึงสายตากลับมามองถ้วยชาในมือไม่ทราบว่าเหตุใดจู่ๆ จึงคิดเื่ตระกูลจูขึ้นมาได้
[1] ขนมเหลียงเกา ขนมที่มีลักษณะคล้ายวุ้นเย็น ปกติจะทำจากแป้งมันสำปะหลังหรือแป้งมันเทศ