หนิงตวนเฉิงได้รับการช่วยเหลือแล้วบาดแผลที่แขนถูกพันและห้อยไว้ที่คอชั่วคราว หมิงหยวนตรวจดูบาดแผลพูดคุยกับเขาสองสามคำถึงเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่จากนั้นจึงมอบหมายทหารที่หยางจวินแบ่งให้เขาไปจัดเรียงเสบียงและกำลังพล ส่วนตนเองก็เตรียมตัวออกตรวจสนามรบกับหยางจวิน
หมิงหยวนมองเขาอย่างเหม่อลอยรู้สึกว่าหยางจวินที่อยู่บนสนามรบช่างแตกต่างจากหยางจวินที่เขารู้จักในเมืองเจี้ยนคังอยู่บ้างคนนี้ดูองอาจกล้าหาญกว่า ส่วนอีกคนดูร่าเริงเป็นกันเองกว่าไม่รู้ว่าคนไหนคือตัวตนที่แท้จริง หรือทั้งสองคนอาจเป็นตัวตนที่แท้จริงก็ได้เขาก็ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกที่ซับซ้อนในใจได้ แต่ดูเหมือนจะมีทั้งความประหลาดใจและความรู้สึกสูญเสียอย่างบอกไม่ถูก
หยางจวินพูดคุยกับเขาพร้อมกับหัวเราะระหว่างทางเดินผ่านทหารศัตรู เขาก็เตะพวกนั้นทีละคน หากมีใครส่งเสียงครวญครางเขาก็จะใช้ดาบแทงซ้ำ
หมิงหยวนเฝ้ามองอย่างเงียบๆแม้จะเข้าใจเหตุผลดี แต่หลังจากศึกษาหลักธรรมแห่งความเมตตากรุณามาหลายปีใจของเขาก็ยังยากที่จะยอมรับได้
“ความเมตตาไม่เหมาะกับการบัญชาการทหารความซื่อสัตย์ไม่เหมาะกับการค้าขาย สนามรบก็เป็นเช่นนี้”
หยางจวินพูดเสียงเบาหมิงหยวนพยักหน้าอย่างเงียบๆนึกถึงคำพูดที่โอ้อวดของตนเองในวัยเยาว์ที่อยากจะรวมเหนือใต้ให้เป็นหนึ่งเดียวใช้เส้นทางเป็นโครงกระดูกและเลือดเนื้อแต่ใครจะรู้ว่าภายใต้คำพูดเหล่านั้นจะมีโครงกระดูกสีขาวกองอยู่มากมายหยางจวินอายุมากกว่าเขาไม่กี่ปีแต่กลับถูกขัดเกลาจากสนามรบจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
ทันใดนั้นก็มีคนมารายงานว่าหวังอี้จือฟื้นแล้วหมิงหยวนจึงรีบพาหยางจวินไปพบ
หวังอี้จือใบหน้าซีดเซียวนอนอยู่ใต้ต้นไม้ พยายามพยุงตัวขึ้นนั่ง “ขออภัยท่านไจ้เฉิน ข้าเสียมารยาท ขออภัย...”
หมิงหยวนได้แต่ยิ้มแห้งๆไม่ว่าอย่างไรหวังอี้จือก็ยังคงเป็นคุณชายตระกูลใหญ่แม้จะเผชิญหน้ากับความเป็นความตายมาแล้ว สิ่งแรกที่เขานึกถึงก็คือกิริยามารยาท
“เกิดเรื่องใดขึ้น? บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”
หวังอี้จือทำท่าทางเขินอาย “เป็นโรคประจำตัวตั้งแต่เยาว์วัยพอเห็นเลือดแล้วเป็นลม”
หมิงหยวนไม่เข้าใจ “เช่นนั้นเหตุใดถึงได้ดื้อรั้นจะมาที่นี่ด้วย”
หวังอี้จือได้แต่ยิ้มแห้งๆไม่ได้ตอบสิ่งใดออกไป หมิงหยวนคาดเดาว่าอีกฝ่ายคงมีเหตุผลที่บอกไม่ได้จึงไม่ถามต่อ
“เยี่ยเก้อเอ๋อร์อยู่ที่ใด?”
หมิงหยวนส่ายหัวไม่พูดสิ่งใด แต่ขมวดคิ้วแน่น บ่งบอกว่าเป็นห่วงอีกฝ่ายมาก
“ข้าส่งคนหลายหน่วยออกตามหาเขาแล้วข้าดูแล้ว เขาเป็นคนมีบุญ เจ้าอย่ากังวลไปเลย”
หมิงหยวนฝืนยิ้ม “ท่านแม่ทัพหยางดูโหงวเฮ้งเป็นตั้งแต่เมื่อใด?”
หวังอี้จือพยุงตัวลุกขึ้น “ท่านแม่ทัพผู้นี้...ท่านป๋อน้อยหรือ?”
“อี้จือเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อย” หยางจวินมองหมิงหยวนสลับกับหวังอี้จือ “พวกเจ้าสองคนร่วมงานกัน?”
“ร่วมงานกันอันใดครั้งนี้คุณชายหวังเป็นผู้ดูแล พวกข้าเป็นเพียงคนงานที่ขนส่งเสบียงเท่านั้น”
“อมิตาพุทธชาติที่แล้วข้าคงทำบุญมาเยอะ ถึงได้มีคนงานอย่างเจ้า” หวังอี้จือหัวเราะพลางคำนับหยางจวิน “ข้าได้ยินว่าท่านป๋อน้อยวางพู่กันแล้วจับกระบี่แทน คิดภาพไม่ออกจริงๆไม่คิดว่าวันนี้จะได้พบท่านที่นี่ ดูองอาจสง่างามราวกับแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แทบจำไม่ได้เลย”
“ท่านแม่ทัพเซี่ยกล่าวว่าครั้งก่อนข้าประพฤติตัวไม่เหมาะสม โชคดีที่ใต้เท้าหวังช่วยพูดให้วันนี้ข้าจึงมีโอกาสออกรบเพื่อไถ่โทษ ยังไม่ได้ไปขอบคุณใต้เท้าหวังวันนี้ได้พบหน้าคุณชาย ขอให้คุณชายรับคำขอบคุณจากข้าแทนด้วย”
“มิกล้าๆท่านแม่ทัพจงรักภักดีต่อชาติ ยอมสละชีวิตเพื่อประเทศชาติเป็นแบบอย่างแก่คนรุ่นหลัง ปู่ของข้าย่อมต้องชื่นชมความสามารถของท่านเป็นแน่ไม่จำเป็นต้องมากพิธี” หวังอี้จือปฏิเสธอย่างนอบน้อมแล้วมองหยางจวินสลับกับหมิงหยวน ก่อนจะหัวเราะออกมา “สมัยก่อนเผยซูเยี่ยกับเซี่ยโหวเจี๋ย หนึ่งบุ๋นหนึ่งบู๊โด่งดังไปทั่วเมืองหลวง วันนี้ข้าเห็นพวกเจ้าทั้งสองก็ไม่ต่าง หนึ่งบุ๋นหนึ่งบู๊คนหนึ่งพิทักษ์แดนเหนือ อีกคนหนึ่งเป็นดาวประกายพรึก”
“นี่คำกล่าวอันใดกัน?” หมิงหยวนได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งสงสัย
“ฮ่าๆๆๆไจ้เฉินยังไม่รู้หรือ พวกเขาตั้งฉายาใหม่ให้เจ้าตอนอยู่บนเรือบอกว่าเจ้าเป็นดาวประกายพรึกแห่งเมืองเจียงโจวเป็นดาวประจำทิศตะวันตกแห่งแคว้นหนานฉู่”
หมิงหยวนได้แต่ยิ้มแห้งๆ “กล่าวเกินจริงไปแล้ว หากข่าวนี้แพร่ออกไปข้าคงโดนด่าตำหนิติเตียนอีกแน่”
รู้ว่าสิ่งใดถูกต้องก็จงลงมือทำพูดแล้วต้องทำให้ได้ แม้สิ่งที่เขาทำจะสร้างชื่อเสียงให้เขาไม่น้อยแต่ก็มีหลายคนไม่เห็นด้วย บางคนคิดว่าเขาโอ้อวด ชอบทำตัวโดดเด่นบางคนคิดว่าเขาหยิ่งผยอง ไม่รู้จักประมาณตนอีกทั้งยังมีลูกหลานตระกูลผู้ดีหลายคนดูถูกเหยียดหยาม บอกว่าเขาเป็นแค่คนชั้นต่ำไร้คุณธรรม
หวังอี้จือปลอบใจเขา “อย่าได้ใส่ใจเลย พวกปัญญาชนก็เป็นเช่นนี้”
หมิงหยวนส่ายหัว “คำชมเพียงคำเดียว มีค่ามากกว่าอาภรณ์หรูหรา คำดูถูกเพียงคำเดียวรุนแรงกว่าขวานที่คมกริบ ข้าก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งไม่ได้ดีอย่างที่พวกเขากล่าว และก็ไม่ได้แย่อย่างที่พวกเขากล่าวเช่นกัน”
หยางจวินได้แต่ส่ายหน้าเพราะหวังอี้จืออยู่ที่นี่ เขาจึงไม่สะดวกพูดสิ่งใดมากนัก
ไม่นานก็มีทหารมารายงานว่าจัดการพื้นที่เรียบร้อยแล้วหยางจวินจึงเอ่ยขึ้น “ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากเมืองโซ่วหยางซึ่งเป็นที่ตั้งทัพของข้า พวกเรากลับเข้าเมืองกันก่อนเจ้าทั้งสองจะได้ตรวจตราความเรียบร้อย”
ทั้งสองคนรับคำอย่างรวดเร็วเพราะแท้จริงแล้ว พวกเขาเป็นเพียงขุนนางที่ทำหน้าที่ขนส่งเสบียงเท่านั้นส่วนอีกหน้าที่ที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แก่ใจนั้นไม่ควรเปิดเผย
“แล้วหมิงเยี่ย...”
“อืมวางใจเถอะ ข้าให้คนเฝ้าอยู่ที่นี่ หากเขากลับมา หรือเจอตัวเขาหรือมีข่าวคราวของเขา ข้าจะส่งคนไปแจ้งที่ในเมือง”
หยางจวินสั่งให้ทหารช่วยขนย้ายเสบียงเตรียมพาหมิงหยวนและคนอื่นๆ กลับเมืองโซ่วหยาง
จู่ๆลูกน้องของพรรคต้าเจียงที่กำลังเตรียมเรือเพื่อเดินทางไปทางตะวันออกก็เห็นเจียงเสี่ยวเจียงยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่จะเข้าเมือง จึงร้องตะโกนออกมา “ประมุขน้อย ท่านจะไปทำอันใด!”
“ข้า ข้าข้า...” เจียงเสี่ยวเจียงพูดไม่ออกมองขบวนเรือของตนเองสลับกับหมิงหยวนและโหวฟาง “ข้าจะไปเมืองโซ่วหยาง...”
“ท่านจะไปทำอันใดที่เมืองโซ่วหยาง!ไม่ต้องการเรือแล้วหรือ!” บุรุษในยุทธภพอีกทั้งยังเป็นคนที่เฝ้ามองเจียงเสี่ยวเจียงเติบโตมาตั้งแต่เด็กจึงไม่มีพิธีรีตองกับความเป็นนายบ่าว ตะโกนเสียงดังลั่นแม้แต่นกเหยี่ยวก็ยังร้องเสียงดังตาม
-----