03
ไร้การควบคุม
ตอนนี้เซลล์ในร่างกายของข้ามันยังไม่สมานเข้ากับเซลล์ในร่างของเ้าต่างดาวนี่นักรู้สึกเ็ปไปหมดทุกสัดส่วน เ็ปไปทั่วร่างกายขยับตรงไหนเป็อันต้องรู้สึกปวดร้าว เ้าต่างดาวนี่ไม่รู้จักออกกำลังกายบ้างหรืออย่างไรร่างกายก็ผอมโซไร้เรี่ยวแรง “รู้สึกไม่ค่อยดีเลยแฮะ…รู้สึกไม่ค่อยดีจริงๆ” แต่อย่างไรซะ หากข้าเื่มากนักก็คงไม่ทันการณ์บางทีพวกนั้นอาจกำลังตามล่าข้าอยู่ก็เป็ได้ เฮ้อ คงต้องใช้ร่างของเ้าต่างดาวนี่ไปสักระยะเป็ห่วงก็แต่สหายข้า อูลม่า หวังว่าเ้านั่นคงจะหนีออกมาทันก่อนที่จะโดนพวกมันจับตัวไป
“แต่อย่างไรซะข้าคงต้องลองขยับร่างใหม่นี่ดูเสียหน่อย” ข้ายันตัวลุกขึ้นนั่งพยายามยันเท้าและขาทั้งสองข้างเพื่อยันตัวยืนขึ้น “ฮึบ” เ็ปไปหมดซะจริงร่างข้าตอนนี้ ไม่สิ เอ่อ หมายถึงร่างที่เคยเป็ของเ้าต่างดาวนี่ตอนนี้มันเป็ของข้าเออ ช่างเถอะ มันสั่นหงึกไปหมด บังคับก็ยากพอตัว “บังคับยากจริงๆเลยแฮะ”แต่พอจะจับจุดยืนได้สักพักมันก็…
กรอก
“อ๊าก!!!” ซวยแล้วไง ตอนนี้ข้าบังคับร่างกายนี่ไม่ได้เลยจริงๆ แรงดึงดูดดึงพาร่างกายของข้าโน้มเอนไปด้านหลังแขนทั้งสองของข้าหมุนคว้างราวกับกังหันเพื่อช่วยพยุงตัว แต่ก็ไร้ประโยชน์เสียจริงหัวข้าฟาดเข้ากับขอบแข็งของชั้นวางของ ต่อด้วยก้นของข้ากระแทกลงกับพื้นและต่อด้วยหัวของข้ากระแทกตึงกับพื้นอีกครั้ง โธ่วว ชีวิตข้า มันช่าง…น่าอดสูเสียจริง
ภาพด้านหน้าของข้าตอนนี้มันเบลอพร่าเลือนรางไปหมดทุกอย่างเริ่มมืดบอด พละกำลังที่เคยมีก็มลายสิ้น นี่หรือว่าข้า กำลังจะตาย
“นางฉิ่ง!!”
เสียงแหกปากโวยวายดังขึ้นมาจากชั้นล่างย่านมหญิงชราผู้รับหน้าที่ดูแลกรีน ตอนนี้เธอกำลังเตรียมอาหารในมื้อเช้าและอาหารก็ใกล้จะเสร็จเต็มที
“แหม…เรียกซะ” ฉิ่งทำหน้าเหยเกแต่ก็พลางผล็อยยิ้มออกมา “มีไรจ้ะป้า”
“ไม่ต้องพูดมาก” ย่าบ่นเธอเลื่อนถ้วยต้มยำมาด้านหน้า และมันคือต้มยำกุ้ง “เอานี่ไปวางไว้ที่โต๊ะเร็วๆก่อนที่มันจะเย็น”
ฉิ่งยิ้มทะเล้น “จ้า จ้า จ้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละจ้า” ก่อนจะยกถ้วยต้มยำไปวางไว้บนโต๊ะอาหารตามคำสั่ง
“วางเสร็จแล้วก็ขึ้นไปตามคุณหนูซะล่ะ”
“เพิ่งจะขึ้นไปตามมาเมื่อกี้เองนะป้า”ฉิ่งตอบ “อืม แต่ก็ดีนะป้า ฉันกำลังคิดว่าจะแอบขึ้นไปดูคุณหนูอาบน้ำอยู่พอดี”พลางหัวเราะร่า
“นางฉิ่งงง!!! หุบปากของแกแล้วรีบไปตามคุณหนูมาซะ”คราวนี้ย่านมแหกปากะโอีกครั้ง “ก่อนที่ข้าวมันจะเย็นเข้าใจไหม”
“นางฉิ่งตลอด…นี่ก็ลงไปกินข้าวเองไม่ได้รึไงต้องให้มาเรียกตลอด”เฮ้อ ฉันก็ทำได้แค่บ่นไปแบบนั้นนั่นแหละ ก็คุณหนูกรีนเขาเป็ถึงทายาทมหาเศรษฐีใหญ่ใครเล่าจะกล้าไปต่อว่าได้ ก็ทำได้แค่บ่นไปในใจเท่านั้นเองแหละนะ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เงียบ… “อะไรอีกล่ะคราวนี้” เบื่อจริงๆ “คุณหนูคะ คุณหนูขา…” เปิดเข้าไปเลยก็แล้วกัน สงสัยคงจะอาบน้ำอยู่ล่ะมั้ง
“เฮือก” นะ...นี่ นี่มัน ซวยแล้วไง ซวยของจริงเลยสิ่งที่ฉันเห็นตอนนี้คืออะไรรู้ไหม คุณหนูน่ะสิ นอนแน่นิ่งกองอยู่บนพื้นอาจจะสลบหรือไม่ก็อาจจะ…ตา…ไม่ๆ อย่างไรต้องเรียกป้าก่อน ใช่ต้องเรียกป้า
“ป้า ป้า ป้า”ฉิ่งพยายามะโออกมาให้สุดเสียงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในตอนนี้ เธอตัวสั่นหวาดกลัวแต่ก็พยายามตั้งสติถึงแม้จะแอบบ่นในบางเวลา แต่เธอเองก็รักและเคารพคุณกรีนของเธอเช่นกัน
“นังนี่มันจะแหกปากอะไรของมันนักหนา”ย่านมบ่นขณะล้างจาน “แกจะแหกปากหา์วิมารอะไรนักหนาห๊ะนางฉิ่ง”
“คุณหนูป้า…ไม่..ไม่หายใจแล้ว”ฉิ่งตอบกลับมา
“ไงนะ!!” ย่านมตะลึง ตอนแรกเธอคิดว่าฉิ่งอาจล้อเล่นด้วยซ้ำแต่ใครในบ้านนี้เล่าจะกล้าล้อเล่นกับเื่ความเป็ความตายแบบนั้นกัน
ย่านมทิ้งของทุกอย่างในมือพลันวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต เมื่อถึงชั้นบน ในห้องของกรีนภาพตรงหน้านั่นทำให้เธอต้องตกตะลึงหนักเข้าไปใหญ่ เป็ไปไม่ได้ ทั้งที่กรีนเองก็ไม่ออกอาการใดๆมาสักพักแล้วแท้ๆนี่มันเกิดเื่อะไรขึ้น
ย่านมพยายามเรียกสติ เธอเขย่าตัวกรีนพยายามเรียกให้เขาฟื้นขึ้นมา แต่ก็ไร้ประโยชน์ ร่างนั้นยังคงนอนแน่นิ่งอย่างไร้สติจนสุดท้าย ย่านมคว้าตัวฉิ่ง เขย่าตัวเธอ“นางฉิ่งแกรีบไปบอกให้คนเอารถออกเดี๋ยวนี้เลย เข้าใจไหม” เธอสั่ง ฉิ่งพยักหน้าตอบรับก่อนจะผันตัวและรีบวิ่งออกไป
ร่างของกรีนถูกอุ้มขึ้นรถในสิบนาทีต่อมารถบึ่งออกไปเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ระหว่างทาง ทุกคนต่างก็ภาวนาขออย่าให้คุณหนูของพวกเขานั้นจากไป