พระราชวังหลวงต้าิกง ภายในอุทยานไท่ยี่ ทหารราชองครักษ์ในชุดสีแดงเข้ม ยืนยามเฝ้าทางเข้าออกอุทยานทุกแห่ง ไม่ว่าผู้ใดหากไม่มีรับสั่งก็ไม่อาจผ่านเข้าไป องค์ฮ่องเต้กำลังประทับอยู่ในอุทยาน ที่ศาลากลางน้ำรายล้อมไปด้วยดอกบัวหลากหลายสี กำลังบานสะพรั่ง รอบข้างงดงามด้วยดอกไม้ต้นไม้ดูร่มรื่น ถังเสวียนจงประทับอยู่กับขุนนางวัยชราผู้หนึ่ง มีขันทีชรายืนรับใช้อยู่ที่ด้านข้าง
“ฝ่าา หมากกระดานนี้ไม่อาจรีบร้อนจนเกินไป เบี้ยของข้าพระองค์แม้เสียไปไม่น้อยหากแต่ยังมีโอกาสพลิกฟื้น สถานที่ที่ทรงคาดไม่ถึง ความจริงดูคล้ายจุดอับ หากแต่ก็เป็ตำแหน่งพิฆาต” มหาเสนาบดีหยางฉง ค่อยๆ บรรจงวางหมากขาวของตัวเองลงไปในตำแหน่งหวาดเสียวที่ท้ายกระดาน หากแต่ว่าเมื่อวางลงไปแล้ว หมากดำที่รายล้อมอยู่กลับเป็ฝ่ายถูกกินไปกว่าครึ่งกระดาน ทำให้ถังเสวียนจงถึงกลับชะงักพระหัตถ์ค้างไว้ หมากดำที่ถือเอาไว้ตอนนี้ไม่อาจหาที่วางลงได้
“จิ้งจอกเฒ่าเช่นเ้า แสร้งทำเป็ถอยที่แท้รอจังหวะหวนคืน” ถังเสวียนจงขบคิดหาหนทาง หมากดำในพระหัตถ์เปลี่ยนจากตำแหน่งเดิมวางลงไปท่ามกลางหมากขาวที่รายล้อมอยู่
“ท่ามกลางศัตรูรายล้อม แม้ทรงเสี่ยงอันตรายไปบ้าง หากแต่ทรงมองเห็นได้ชัดเจน หมากตานี้ของฝ่าาถือว่าสะกดข่มได้ทั้งกระดาน ทำเอากระหม่อมไม่อาจเดินต่อไปได้ ไม่ว่ากระหม่อมวางหมากลงที่ตรงไหน ยังคงไม่อาจหนีจากหมากดำที่คุมอยู่ทั้งสี่ทิศแปดทางไปได้ กระหม่อมขอยอมแพ้พะยะค่ะ” มหาเสนาบดีหยางฉงเป็ฝ่ายหยุดคิด เนินนานยังไม่อาจหาจุดอ่อนบนกระดานที่จะวางหมากของตัวเองลงไปได้
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า วันนี้แพ้ให้เ้าแค่กระดานเดียว ถือว่าเจิ้นชนะสองต่อหนึ่ง ท่านเสนาบดีวันนี้ไม่ใช่ท่านแกล้งออมมือให้เจิ้นหรอกนะ”
“ฝ่าาทรงปรีชา จำนวนครั้งที่กระหม่อมเอาชัยได้ลดน้อยลงทุกที เล่นกันคราวหน้ากระหม่อมคงไม่อาจมีชัยเหนือฝ่าาสักกระดานเป็แน่”
จางกงกงที่ยืนคอยรับใช้อยู่ด้านข้าง เห็นทั้งสองจบกระดานหมากแล้ว ไม่ต้องรอให้ฮ่องเต้มีรับสั่ง ก็จัดการเก็บกระดานหมากตัวเบี้ยลงใส่กล่องไม้ที่แกะสลักประดับด้วยเครื่องเงินเป็ลวดลายสวยงามยกไปไว้ที่โต้ะด้านข้าง จากนั้นจัดการชงชาหอมกรุ่นถวายให้ฮ่องเต้กับมหาเสนาบดีหยางฉง
ถังเสวียนจงครองราชย์ได้ไม่ถึงยี่สิบปี ต่อจากพระบิดาถังรุ่ยจง ถือว่าเข้าวัยกลางคนแล้ว ทรงมีพระพักตร์สี่เหลี่ยม พระนลาฏ (หน้าผาก) อิ่มเอิบ ทรงไว้พระมัสสุสั้น (หนวด) ตัดเล็มอยู่เหนือพระโอษฐ์ที่บางเฉียบ วันนี้ทรงฉลองพระองค์แบบลำลองสีครามมีลวดลายัทับด้วยเสื้อตัวนอกสีเดียวกันยาวจนคลุมเลยเข่า หลังจากรับน้ำชาแล้วทรงตรัสว่า
“ท่านเสนาบดี เื่ที่เจียงหนานคราวนี้ตัวการใหญ่คงไม่ใช่แค่ผู้ตรวจการมณฑลอย่างที่คาดเดาแล้วกระมัง จากสารที่เจิ้นหนานโหวส่งขึ้นมา เกรงว่าผู้ที่อยู่เื้ัคงไม่ได้คิดเพียงแค่เบียดบังเงินที่ส่งไปสร้างเขื่อนเพียงเท่านั้น
จางกงกง”
“กระหม่อมอยู่พะยะค่ะ”
“พรุ่งนี้หลังประชุมเช้า ให้รัชทายาท ส่านอ๋อง โซ่วอ๋อง หยางฉงเ้ากับเจิ้นหนานโหวก็ด้วย ตามเจิ้นไปที่ตำหนักซวนเจิ้น เพื่อหารือเื่นี้ต่อ”
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ”
มหาเสนาบดีหยางฉงอายุหกกว่าสิบปีแล้ว รับใช้ราชสำนักมาั้แ่วัยหนุ่ม ั้แ่ครั้งสมัยพระนางอู๋เจ๋อเทียน หากแต่เพราะนิสัยยืนกรานดื้อรั้น ถวายฎีกาให้พระนางอู๋เจ๋อเทียนสละราชบัลลังก์ให้กับรัชทายาทหลี่เสียน (ภายหลังครองราชย์ พระนามว่า ถังจงจง) เพื่อคืนสิทธิ์การบริหารแผ่นดินกลับไปที่สกุลหลี่ จึงถูกลงโทษให้ออกจากราชการ หากมิใช่ตี๋เหรินเจี๋ยทูลขออภัยโทษให้ คงถูกปะาไปไม่ต่ำกว่าสามครั้ง จนเมื่อถังเสวียนจงขึ้นครองราชย์ ทรงมีราชโองการให้หยางฉงกลับเข้ารับตำแหน่งใหม่ เป็มหาเสนาบดีเพื่อช่วยเหลือพระองค์บริหารราชการแผ่นดิน นับได้ว่าเป็เสนาบดีคู่พระทัย ทราบว่าถังเสวียนจง้าให้ตัวเองกลับไปเตรียมตัวเื่การหารือในวันพรุ่งนี้จึงรีบชิงกล่าวบังคมทูลลา “ฝ่าานี่ก็บ่ายมากแล้ว ข้าบาทคงต้องขอทูลลา”
ถังเสวียนจงมิได้ตรงตรัสสิ่งใด จนกระทั่งหยางฉงจากไปจากคลองจักษุจึงมีรับสั่ง “จางกงกง ไทเฮา ประทับอยู่ที่สุสานหลวงทรงขาดเหลือสิ่งใดหรือไม่”
“พระอาญาไม่พ้นเกล้า ข้าบาทตรวจสอบด้วยตัวเอง ทรงพระเกษมสำราญดีพะยะค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าเซียกับฮูหยินแม่ทัพใหญ่เองก็อยู่เป็เพื่อนกับไทเฮา”
“อีกสามเดือนก็จะสิ้นปีแล้ว ค่อยให้ไทเฮาเสด็จกลับมาฉลองปีใหม่ก็แล้วกัน เ้าว่าเจิ้นอกตัญญูต่อนางหรือไม่”
จางกงกงไหนเลยกล้าตอบสิ่งใด ถังเสวียนจงทรงตรัสถามไม่แน่ว่าทรง้าคำตอบจริง ๆ หากแต่เพียง้าระบายเื่ราวภายในพระทัย ถังเสวียนจงทรงครองราชย์มาเกือบยี่สิบปี ตั้งพระทัยที่จะบริหารแผ่นดินถังให้กลับไปรุ่งเรืองเหมือนครั้งสมัยของถังไท่จง ทรงตรากตรำพระวรกายมาั้แ่สมัยยังทรงพระเยาว์ เมื่อขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา พระราชบัลลังก์ยังไม่มั่นคง ตอนต้นรัชสมัยต้องจำพระทัยปะาพระญาติในสกุลหลี่ไปไม่น้อย ไทเฮาเองก็มิใช่พระมารดาแท้ ๆ หากแต่ทรงรำลึกถึงบุญคุณที่นางมีต่อพระองค์เมื่อสมัยยังทรงพระเยาว์จึงแต่งตั้งนางขึ้นเป็ไทเฮา
หากแต่ว่าสตรีในราชสำนักหากมีอำนาจแล้วไม่ว่าผู้ใดมักยึดถือพระนางอู๋เจ๋อเทียน เป็แบบอย่าง ก้าวล่วงพระราชอำนาจ ไทเฮาเองก็ตามถึงแม้มิได้ทรง้าพระราชบัลลังก์ แต่ก็ใช้อำนาจขัดขวางเื่ราวหลายประการที่ถังเสวียนจงทรงวางแผนระยะยาวเอาไว้ เมื่อทรงกริ้วจึงมีรับสั่งให้ไทเฮาเสด็จไปเฝ้าสุสานหลวง
“หากไทเฮากลับมาแล้ว เจิ้นค่อยไปถวายพระพรนางก็แล้วกัน จางกงกงเ้าให้คนส่งข่าวไปที่ป่าไผ่ แจ้งให้คนแซ่อู๋สืบข่าวที่เจียงหนาน บอกเขาว่าภัยมาจากสุย”
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ”
ณ จวนแม่ทัพใหญ่เซียจื่อโจว
เซียถิงกลับมาที่จวนใหญ่สกุลเซียเพื่อหารือกับบิดาเื่การหย่า เมื่อเข้ามาในจวนพบเห็นบ่าวไพร่กำลังขนของลงจากรถม้าเข้ามาในจวน จึงเอ่ยปากถามบ่าวที่กำลังทำงานอยู่ “เป็ข้าวของของผู้ใด แล้วท่านพ่อเล่า”
“เรียนแม่ทัพน้อย นายหญิงเพิ่งจะมาถึงขอรับ นายท่านอยู่กับนายหญิงที่สวนด้านในขอรับ”
“ท่านแม่ กลับมาแล้ว?” เซียถิงไม่ได้พบมารดามาเกือบปี ทราบว่ามารดากลับมาก็รีบชักเท้าไปยังสวนที่ด้านในของจวนทันที ที่ด้านในของจวนแม่ทัพใหญ่แบ่งเรือนออกเป็ส่วนนอกกับส่วนใน ที่ด้านในปลูกสร้างแบบเรือนสี่ประสานตรงกลางมีสวนดอกไม้ ที่ศาลาใหญ่มองเห็นบิดากำลังสนทนากับมารดาอยู่ไม่ไกล
เซียจื่อโจวเพิ่งเจอกับบุตรชายไปเมื่อตอนเช้า คิดไม่ถึงว่าตกบ่ายบุตรชายยังกลับมาหาที่จวนอีกครั้ง ซ้ำยังมีสีหน้าไม่สู้ดี “เ้ามาพอดี มารดาเ้าเพิ่งมาถึงได้ไม่ถึงชั่วยาม ใช่ยังตามหมอไปรักษาคนเจ็บไม่ได้หรือไม่”
เซียถิงทำการคารวะบิดามารดา จากนั้นจึงนั่งลงที่ข้างมารดา “ท่านพ่อ เื่หมอนับว่าเรียบร้อยดี ท่านแม่เหตุใดท่านจึงกลับมาแล้ว แล้วท่านย่ากับไทเฮาใช่กลับมากับท่านด้วยหรือไม่”
“แม่รู้ว่าเ้ากลับมาจากชายแดนแล้ว จึงขอพระราชทานอนุญาตจากไทเฮากลับมาดูเ้าสักสี่ห้าวัน จากนั้นก็จะกลับไปอยู่เป็เพื่อนไทเฮากับท่านย่าเ้าต่อ ไม่พบเ้าั้แ่เสร็จสิ้นงานแต่งงาน เซียถิงเ้าใช่ผอมลงไปหรือไม่” เซียฮูหยินกล่าวพลางใช้สองมือสำรวจร่างกายบุตรชาย
“เ้าเพิ่งกลับมาถึงได้ไม่กี่วัน ก็วิ่งวุ่นหาคนไปรักษาทหารที่าเ็ เื่ประดานี้ความจริงใช้ผู้อื่นทำแทนก็ได้ เหตุใดต้องลงมือเองไปเสียทุกเื่ เ้าไม่ได้พบเจอฮูหยินตั้งเกือบปีเหตุใดไม่ใช้เวลาดูแลเขาให้ดี” เซียฮูหยินความจริงไม่ยินดีที่บุตรชายต้องรับบุรุษมาเป็ภรรยาเอกหากแต่เื่นี้สุดที่นางจะทำอย่างไรได้ แต่เมื่อรับผู้อื่นเข้ามาในตระกูลแล้วจะอย่างไรสมควรดูแลให้ดี นางเองตั้งใจว่าตอนที่บุตรชายต้องออกไปราชการที่ชายแดนจะไปเยี่ยมหาบุตรสะใภ้ดูแลแทนบุตรชาย
คิดไม่ถึงว่าไทเฮาจู่ ๆ มีพระดำริจะไปเฝ้าสุสานหลวง แม่สามีของนางเป็พระญาติร่วมปู่กับไทเฮา เมื่อทรงเสด็จออกนอกเมือง นายหญิงผู้เฒ่าจึงติดตามเสด็จด้วย นางเป็สะใภ้ย่อมจำเป็ที่จะต้องติดตามดูแลแม่สามี ทำให้ที่ผ่านมาไม่อาจดูแลเสียนฟ่างแทนบุตรชายได้อย่างที่ตั้งใจไว้ เซียจื่อโจวเป็แม่ทัพใหญ่ ซ้ำยังเป็ชายไม่สะดวกที่จะแวะไปหาบุตรสะใภ้ ที่ผ่านมาจึงไม่ทราบเื่ราวที่เกิดขึ้นที่จวนของเซียถิง
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ที่ข้ามาก็เพราะเื่ของเสียนฟ่าง”
“เสียนฟ่าง เขาเป็ไรแล้ว ใช่เพราะเ้าบกพร่องต่อหน้าที่ทำให้ฮูหยินเ้าไม่พอใจ เซียถิงเ้าก็เอาอกเอาใจเขาให้มากหน่อย แม่เองก็อยากจะไปเยี่ยมเ้าที่จวน ใช่้าให้แม่ไปปลอบใจฮูหยินเ้าหรือไม่”
“ท่านแม่ คงไม่ต้องแล้ว เสียนฟ่าง้าหย่า ข้ามาก็เพราะเหตุนี้”
เซียจื่อโจวได้ยินคำว่าหย่าจากปากบุตรชายก็มีสีหน้าคร่ำเคร่งลงอย่างเห็นได้ชัด ที่ในสวนยังมีบ่าวสองสามคนคอยยืนรับใช้อยู่ด้านข้าง เซียจื่อโจวไม่้าให้ผู้อื่นรับฟังเื่เหล่านี้จึงโบกมือไล่ให้บ่าวที่อยู่ในสวนออกไปจนหมด ซ้ำยังกำชับไม่ให้ใครเข้ามาด้านในหากมิได้เรียกหา
“แล้วเ้าเล่า ้าที่จะหย่าหรือไม่” เซียจื่อโจวเอ่ยถามบุตรชาย
“ข้า...ท่านพ่อ ข้าไม่รู้ แต่หากเขา้าที่จะหย่า ข้าก็ไม่อยากจะฝืนใจผู้อื่น”
เซียฮูหยินแม้ไม่เข้าใจสิ่งที่บุตรชายกล่าวทั้งหมดแต่ก็พอจะจับน้ำเสียงได้ นางเป็สตรีซ้ำยังเป็มารดาคน บุตรชายั้แ่เยาว์วัยมักทำตัวเป็ผู้ใหญ่เกินอายุ ชอบไม่ชอบสิ่งใดก็ไม่แสดงออกให้ผู้อื่นรับรู้ วันทั้งวันเอาแต่ฝึกซ้อมวิทยายุทธ เมื่อได้รับตำแหน่งแม่ทัพั้แ่อายุยังน้อยก็เร่งรีบทำความดีความชอบ ไม่้าให้คนภายนอกกล่าวหาว่าได้เป็แม่ทัพเพียงเพราะบารมีของเซียจื่อโจว
“หากเ้าไม่้าที่จะหย่า ใยไม่หาวิธีค่อย ๆ พูดจา เสียนฟ่างรักชอบเ้าตลอดมา หากเ้าดีต่อเขามากกว่านี้ เสียนฟ่างไม่แน่ว่ายินยอมเปลี่ยนความตั้งใจ” เซียฮูหยินกล่าว
“เฮ้อ...ต่อให้เ้ายินดีที่จะหย่าจริง ๆ เื่นี้ยังคงต้องดูพระพักตร์ฝ่าาก่อน เซียถิง เ้าก็รู้เื่ที่สองตระกูลหมั้นหมาย เป็ฝ่าาเอ่ยปากด้วยพระองค์เอง ในตอนนั้นเ้าอายุเพียงสามขวบ เสียนฮูหยินเพิ่งตั้งครรภ์ ยังไม่ทราบว่าทารกเป็หญิงหรือชาย ภายหลังเสียนฮูหยินให้กำเนิดบุตรชาย ท่านย่าเ้าทราบข่าวก็รีบเข้าวัง ขอร้องให้ไทเฮาทูลขอต่อฝ่าาให้ทรงยกเลิกการหมั้นหมาย ฝ่าาเพียงรับฟังแต่มิได้ตรัสอันใด ไทเฮาทูลเื่นี้อยู่หลายครั้งจนฝ่าารับสั่งไม่ให้กล่าวถึงอีก สกุลเซียมีเ้าเป็ผู้สืบทอด ฮูหยินเ้าแต่งเข้าเป็ภรรยาเอกไม่อาจให้กำเนิดบุตรธิดา ผ่านไปสามชั่วคน ลูกหลานสกุลเซียไม่มีผู้สืบทอด ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่กลับคืนสู่ราชสำนัก เ้าเข้าใจในเจตนาของฝ่าาหรือไม่”
“ท่านพี่ แต่ว่าตอนที่ฝ่าารับสั่งหมั้นหมายไหนเลยจะทรงทราบว่า เสียนฮูหยินจะให้กำเนิดบุตรชาย” เซียฮูหยินถาม
“ตอนแรกไม่ทรงมีเจตนา ภายหลังทรงทราบแล้วไม่ทรงเปลี่ยนแปลงยกเลิก นับว่ามีเจตนาแล้ว แผ่นดินถังในเวลานี้สงบร่มเย็น ชายแดนต่อให้มีชาวทุ่งหญ้าทะเลทรายคอยรบกวนอยู่บ้างกลับไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ยัง้ากองทัพยิ่งใหญ่ในมือผู้อื่นไว้ทำอะไร ต่อให้ยังทรงต้องใช้กองทัพ มิสู้เป็กองทัพที่อยู่ในพระหัตถ์ขององค์ฮ่องเต้เอง”
เซียจื่อโจวติดตามรับใช้ถังรุ่ยจงฮ่องเต้พระบิดาของถังเสียนจง ั้แ่สมัยที่ยังทรงเป็แค่องค์ชายรัชทายาทที่ถูกขับไล่จากพระมารดา ต่อมายังช่วยเหลือเป็กองกำลังหลักให้กับถังเสวียนจง ต่อสู้กับกองทัพฏขององค์หญิงไท่ผิงผู้เป็เสด็จอา จนราชบัลลังก์มั่นคงมาเกือบยี่สิบปี ฝ่าคลื่นลมในราชสำนักมาไม่น้อย มองเห็นเสนาอำมาตย์ถูกถอดตำแหน่ง บ้างโดนประหัตปะาทั้งตระกูลมาก็ไม่น้อย ทราบว่าฮ่องเต้ทุกพระองค์สุดท้ายแล้วเพียงสนพระทัยแต่ความมั่นคงในราชบัลลังก์ หากผู้ใดมีแนวโน้มที่จะเป็อันตราย ต่อให้เพียงแค่หนึ่งในร้อยส่วน ฮ่องเต้ยังคงไม่อาจปล่อยเอาไว้ให้เป็เสี้ยนหนาม คุณงามความดีที่ผ่านมาหาได้มีค่าในสายตาของโอรส์ไม่
เซียจื่อโจวความจริงคาดคิดถึงเจตนาของถังเสวียนจงได้ั้แ่เมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่ผ่านมาบุตรชายหญิงที่เกิดแต่อนุภรรยา บุตรชายหากอายุครบสิบห้าปี เซียจื่อโจว จะส่งออกไปคุมกองทัพของสกุลเซียที่ชายแดน หากแต่เป็ธิดาเมื่อถึงวัยแต่งการจะจัดการหมั้นหมาย จับตกแต่งออกไปอยู่ในท้องที่อื่นนอกเขตฉางอาน ในเมืองหลวงฉางอานตอนนี้สกุลเซียมีแค่จวนใหญ่ของตัวเองกับจวนของเซียถิงที่ยังเหลืออยู่
เซียจื่อโจวสามคนพ่อลูก เมื่อถึงตอนนี้กลับไม่มีใครกล่าววาจา ต่างมีเื่ในใจให้ขบคิด เซียจื่อโจวเพียงคิดถึงหนทางข้างหน้าของสกุลเซีย เซียฮูหยินกังวลถึงความรู้สึกของบุตรชาย แต่ว่าเซียถิงในใจกลับคิดถึงคนผู้หนึ่งที่ต้องไปรับกลับบ้านก่อนยามโหย่ว (17.00 - 18.59 น) ขึ้นมา
จวนสกุลเสียน
เสียนฟ่างยังคงนั่งสนทนากับบิดาอยู่ในห้องหนังสือ เสียนเซิ่งลี่ในวันนี้อารมณ์ดีอย่างยิ่งไม่ว่าเสียนฟ่างนำเสนอความคิดเห็นเช่นไรหากไม่เห็นด้วย อย่างมากเพียงพูดจาขัดคอไม่กี่คำ
“ตอนนี้จวนจะสิ้นเดือนเก้าแล้ว หากเ้าจะเดินทางไปเจียงหนาน ต้องไปก่อนจะพ้นเดือนสิบ ไม่เช่นนั้นหากรอให้หิมะแรกตกลงมาก่อน การเดินทางจะยากลำบาก อีกอย่างไร่ชา่หน้าหนาวยากที่จะประเมินคุณภาพใบชาได้ เสียนฟ่างเ้าคงต้องรีบดำเนินการหย่าให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว”
“ข้ารู้แล้ว ท่านพ่อช่วยจัดเตรียมคนที่จะไปกับข้า อีกสองสามวันข้าจะกลับมาหารือกับท่านอีกครั้ง” เสียนฟ่างไม่คิดว่าการหย่าจะมีปัญหายุ่งยากอะไร วันนี้ที่เซียถิง กลับไปที่จวนแม่ทัพใหญ่ก็เพื่อจัดการเื่นี้ พอคิดถึงเื่นี้ขึ้นมา เซียถิงบอกว่าก่อนยามโหย่ว (17.00 - 18.59 น) จะมารับ ตอนนี้กำลังจะหมดยามเซิน (15.00 - 16.59 น.) เสียนฟ่างกลับห้ามตัวเองไม่ให้นึกถึงคนที่จะมารับไม่ได้
“จู่ ๆ ก็ยิ้มขึ้นมา วันนี้เ้าจะอยู่ค้างที่จวนหรือไม่” เสียนเซิ่งลี่อยากให้เสียนฟ่างอยู่กินข้าวเย็นด้วยกัน หากจะค้างคืนที่จวนก็ยิ่งดี คนครัวของสกุลเสียนได้เสียนฟ่างสั่งสอนให้ทำอาหารหลายอย่างที่ไม่มีในยุคสมัยนี้ อาหารการกินของจวนสกุลเสียนรสชาติดีขึ้นอย่างยิ่ง จนเสียนเซิ่งลี่แทบจะไม่อยากรับเชิญไปงานเลี้ยงที่จวนอื่น ๆ
อาหารที่อื่นรสชาติความจริงไม่เลวนัก หากแต่เสียนเซิ่งลี่เหมือนรู้สึกว่าขาดอะไรไปบางอย่าง ทำให้ไม่ว่าอาหารเลิศรสปานใดก็ไม่เหมือนกับที่คนครัวที่จวนสกุลเสียนจัดทำขึ้นมา
“ข้าว่าจะกลับก่อนยามโหย่ว”
“งั้นข้าจะให้บ่าวตั้งโต้ะก่อน เ้ากินข้าวก่อนแล้วค่อยไป อย่างไรอาเจียงก็ทำกับข้าวสู้บ้านเราไม่ได้”
เสียนเซิ่งลี่กำลังจะส่งเสียงออกไปสั่งให้บ่าวตั้งโต้ะ ก็พอดีได้ยินเสียงคนเคาะประตูห้องหนังสือเข้ามา ผู้ที่มาเป็หลิวฮูหยิน เห็นนางส่งสายตาแปลกประหลาดมาที่ตัวเอง ทำท่าเชิงยิ้มไม่เชิงยิ้ม
“คุณชายใหญ่ แม่ทัพเซียมารับเ้า ตอนนี้รออยู่ที่ห้องโถง”
เสียนเซิ่งลี่พลันเข้าใจบุตรชาย ว่าเหตุใดจึงยืนยันจะกลับก่อนยามโหย่ว ที่แท้รอให้แม่ทัพเซียมารับนี่เอง พอได้ยินที่หลิวฮูหยินกล่าวก็ส่งสายตาล้อเลียนไปที่บุตรชาย
เสียนฟ่างได้รับสายตาล้อเลียนทั้งจากบิดากับหลิวฮูหยินแทบจะมุดหน้าหนีลงไปในรู รีบกล่าวคำล่ำลาเดินออกไปหาเซียถิงที่รออยู่ที่ห้องโถงในทันที เสียนเซิ่งลี่ไหนเลยยินยอมพลาดโอกาสอันดี ย่อมเดินตามบุตรชายออกไปรับบุตรเขยด้วยกันที่ห้องโถง
“ท่านพ่อตา” เซียถิงประสานมือคราวะไปที่เสียนเซิ่งลี่สายตาเหลือบมองเสียนฟ่างที่ติดตามมาด้านหลัง พร้อมกับหลิวฮูหยิน
“แม่ทัพเซีย ท่านมาได้จังหวะพอดี ไหน ๆ ก็มาแล้วอยู่กินข้าวเย็นที่บ้านข้าก่อนแล้วค่อยกลับ อาหารของจงตูที่ท่านสอนเสียนฟ่างเอาไว้รสชาติดียิ่ง วันนี้ข้าให้คนครัวทำขึ้นโต้ะเป็พิเศษ”
“อาหารจงตู ข้า...สอน” เซียถิงกล่าวทวนคำพูดของเสียนเซิ่งลี่ คล้ายได้ยินไม่ชัดเจน เมื่อมองไปที่เสียนฟ่างกลับเห็นว่าเสียนฟ่างหันหน้าไปทางอื่นไม่ยอมสบตาตัวเอง
“คงต้องรบกวน ท่านพ่อตาแล้ว อาหารจงตูข้าไม่ได้รับประทานมานานแล้ว ไม่ทราบว่าเสียนฟ่างรำเรียนมาได้มากน้อยเพียงใด”