การประลองเดินทางมาถึง วันที่สาม บรรยากาศรอบลานประลองกลางเมืองหนาแน่นไปด้วยผู้คนที่มารอดูจุดสูงสุดของผู้เยาว์ในมณฑล รอบ 8 คนสุดท้ายถูกแบ่งออกเป็นสองสายชัดเจน:
สายมังกร: เจี้ยนอู๋เซิน vs สำนักหอกอุดร และ หลินชิวเซียน vs กู่เสวี่ยเหมย
สายพยัคฆ์: หยวนซื่อเจี๋ย vs สำนักดาบคลั่ง และ อวิ๋น vs สำนักวายุ
เจี้ยนอู๋เซิน ก้าวขึ้นเวทีด้วยท่าทีเฉยเมย มือกุมกระบี่ไม้คู่ใจที่ดูไร้พิษสง ฝั่งตรงข้ามคือศิษย์เอกสำนักหอกอุดรผู้แบกหอกเหล็กทมิฬยาวแปดศอก ทันทีที่เริ่มการต่อสู้ หอกเหล็กพุ่งทะลวงเข้าหาดุจมังกรคะนองศึก ทว่าอู๋เซินกลับแสดงการควบคุมระดับสูงด้วยการรวบรวมปราณไว้ที่ปลายนิ้วแล้วส่งผ่านไปยังกระบี่ไม้ แม้ใน ระดับก่อเกิดแก่นปราณ การบรรจุปราณลงในวัตถุจะทำได้ยาก แต่อู๋เซินกลับทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เขาเบี่ยงกายหลบเล็กน้อยและสะบัดกระบี่ไม้ตัดเข้าที่จุดวิกฤตของด้ามหอก เปรี้ยง! ปราณที่แผ่ออกมาเพียงหนึ่งฝ่ามือรอบคมไม้กระแทกจนด้ามหอกเหล็กขาดสะบั้น อู๋เซินชนะผ่านไปอย่างง่ายดายท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนที่เห็นกระบี่ไม้ตัดเหล็กกล้าได้ราวกับปาฏิหาริย์
คู่ที่ 2 หลินชิวเซียน ปะทะ กู่เสวี่ยเหมย
เมื่อทั้งคู่เดินเข้ามาในสนาม ผู้คนต่างจับจ้องราวกับทั้งสนามลืมหายใจ นี่คือศึกที่จะตัดสินความเป็นหนึ่งในวรยุทธ์สายควบคุม
"ที่ผ่านมาไม่มีใครคู่ควรพอ... แต่สำหรับเจ้า หลินชิวเซียน ข้าจะให้เจ้าได้เห็นวิชาที่แท้จริง" กู่เสวี่ยเหมยแค่นเสียงเย็น นางสะบัดมือเรียกอาวุธลับ "ลวดเงินสังหาร" ที่บางเฉียบจนเกือบมองไม่เห็นออกมา ด้วยวิชาลับนางสามารถเชื่อมต่อแก่นปราณเข้ากับเส้นลวด บังคับมันให้เคลื่อนไหวได้ดั่งใจนึกภายในรัศมีการควบคุม
"เริ่มได้!"
ลวดเงินนับสิบเส้นพุ่งวาบเข้าหาชิวเซียนราวกับงูพิษ แฝงด้วยปราณแหลมคมที่แผ่ออกมาเพียงหนึ่งฝ่ามือรอบเส้นลวด ชิวเซียนรวบรวมปราณครามไว้รอบตัว วาดกระบี่เป็นวงกลมต่อเนื่องในท่า "เพลงกระบี่ไท่ซวน: วังวนวารี" ใช้รัศมีปราณรอบคมกระบี่เบี่ยงทิศทางของลวดเงินประดุจสายน้ำที่ม้วนเอาใบไม้ให้เบี่ยงเบน ทุกครั้งที่ลวดเงินเฉียดผ่านร่างกาย ปราณป้องกันของนางจะปะทะกับปราณที่ปลายลวดจนเกิดเสียง "ชิ้ง!" ดังระงม
เสวี่ยเหมยเร่งเร้าพลังจนลวดเงินสอดประสานกันเป็นตาข่ายสังหาร บีบระยะการเคลื่อนไหวของชิวเซียนจนแทบไร้ที่ยืน ในจังหวะวิกฤต ชิวเซียนตัดสินใจเสี่ยงเดิมพัน นางรวบรวมปราณทั้งหมดไว้ที่แก่นกลางก่อนจะระเบิดออกมาในจังหวะที่ก้าวสวนเข้าหา ม้วนตัวลอดผ่านช่องว่างม่านลวดด้วยท่าเท้าอันลื่นไหล
บนพลับพลาที่ประทับ องค์ชายรอง ในคราบคุณชายบัณฑิตจ้องมองไปยังลานประลองที่กำลังดุเดือดด้วยสายตาพึงพอใจ ทรงหุบพัดจีบในมือพลางเปรยขึ้นด้วยความสงสัย
"ยอดเยี่ยม... ข้านึกว่าแม่นางกู่จากสี่สำนักหลักจะไร้คู่ต่อสู้ในสายควบคุมเสียแล้ว แต่แม่นางหลินกลับรับมือได้รัดกุมนัก ท่านอาเกา... ในสายตาของท่าน การควบคุมของทั้งคู่ต่างกันอย่างไร?"
องครักษ์เกา ผู้มีดวงตาคมกริบประดุจพญาอินทรี ขยับกายก้าวมาข้างหน้าเล็กน้อยก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เปี่ยมไปด้วยความรู้แจ้ง
"ทูลองค์ชาย... โดยปกติแล้ว ผู้ที่อยู่ใน ระดับก่อเกิดแก่นปราณ แม้จะเริ่มควบแน่นพลังได้เสถียร แต่การจะส่งผ่านลมปราณลงสู่อาวุธนั้นถือเป็นเรื่องที่ยากเข็ญยิ่ง โดยเฉพาะอาวุธที่ทั้งบางและยาวอย่าง 'ลวดเงิน' ซึ่งไร้ความมั่นคงในตัวเอง แต่แม่นางกู่ผู้นี้คืออัจฉริยะในหมู่ศิษย์เอก นางใช้พรสวรรค์ขั้นสูงประสานกับวิชาลับของสำนักเพื่อเชื่อมต่อแก่นปราณเข้ากับเส้นลวดโดยตรง ทำให้นางสามารถบงการลวดเงินเหล่านั้นได้ราวกับเป็นอวัยวะส่วนที่สามสิบสาม เพียงปลายนิ้วขยับ เส้นลวดก็พุ่งทะยานดุจแขนขาที่ยืดหดได้ตามใจนึก นี่คือความน่ากลัวของผู้ใช้วรยุทธ์สายควบคุมที่เน้น 'การคุกคาม' พื้นที่"
องครักษ์เกาหยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองหลินชิวเซียนที่กำลังควงกระบี่รับมืออย่างเหนียวแน่น "ส่วนแม่นางหลินนั้นใช้แนวทางที่ต่างออกไป นางหยิบเอาเอกลักษณ์ของ สำนักไท่ซวน มาใช้ได้อย่างลึกซึ้ง พื้นฐานของนางคือ 'ความสมดุล' ที่เป็นศูนย์กลางประดุจแกนพายุ นางไม่ได้พยายามควบคุมอาวุธของตนเองให้พิสดาร แต่ใช้วิธีปล่อยลมปราณออกมาห่อหุ้มรัศมีรอบกายให้กลายเป็นกระแสน้ำวน ทุกครั้งที่ลวดเงินของคู่ต่อสู้พุ่งเข้ามา มันจะถูกแรงเหวี่ยงจากปราณสายน้ำของนาง 'ควบคุมทิศทาง' ให้เบี่ยงเบนออกไป"
เขาสรุปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "ฝ่ายหนึ่งคือการควบคุมอาวุธเพื่อสังหาร อีกฝ่ายคือการควบคุมกระแสพลังเพื่อตั้งรับและสวนกลับ แม้แนวทางจะต่างกัน แต่ทั้งคู่ต่างเข้าถึงแก่นแท้ของ 'นักยุทธ์สายควบคุม' อย่างถ่องแท้ ศึกครั้งนี้จึงเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นการชิงตำแหน่ง จอมยุทธ์สายควบคุมอันดับหนึ่งของรุ่น อย่างแท้จริงพะยะค่ะ"
"พิรุณต่อเนื่อง: คลื่นกระแทก!"
ชิวเซียนเข้าถึงตัวในระยะประชิดหนึ่งฝ่ามือ สะบัดกระบี่กระแทกเข้าที่จุดรวมเส้นลวดในมือของเสวี่ยเหมย แรงปะทะที่ต่อเนื่องดุจคลื่นซัดฝั่งทำให้เสวี่ยเหมยเสียสมดุล ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามใช้ลมปราณเข้าปะทะหักล้างกัน ความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินทั้งสองฝ่าย ทั้งสองต่างพักหอบหายใจเพื่อรีดเร้นลมปราณเฮือกสุดท้าย
ในชั่วขณะนั้น กู่เสวี่ยเหมยจ้องมองไปยังหลินชิวเซียนที่ยืนตระหง่านต่อหน้านาง ภาพในอดีตที่นางพยายามฝังกลบไว้ก็ผุดขึ้นมา... นางนึกถึงตนเองเมื่อหลายปีก่อน เด็กหญิงตัวน้อยบุตรีตระกูลเศรษฐีเก่าที่วันๆ สนใจเพียงแพรพรรณ จนกระทั่งวันที่ขบวนของเจ้าเมืองหลินเคลื่อนผ่านเข้าเมืองหลวง เสวี่ยเหมยกลับสะดุดตาที่เด็กหญิงรุ่นเดียวกันอย่างหลินชิวเซียนที่นั่งอยู่บนหลังม้าอย่างสง่างามเสมอบุรุษ ท่าทางเปี่ยมศักดิ์ศรีนั้นงดงามเกินกว่าจะละสายตาได้ "ความสุขของสตรี คือการแต่งงานกับขุนนางหรือบัณฑิตดีๆ นะลูก" คำพร่ำสอนที่บิดามารดาหวังให้นางมีชีวิตราบเรียบไม่เคยเข้าถึงหัวใจนางอีกเลย เสวี่ยเหมยอิจฉาในความสง่างามนั้น นางจึงฝึกฝนวรยุทธ์อย่างบ้าคลั่ง ยอมแลกหยาดเหงื่อเพื่อจะ "วิ่งไล่ตาม" เงาของเด็กหญิงบนหลังม้าคนนั้น... เพื่อที่สักวันจะได้ยืนอยู่ในระดับสายตาเดียวกัน
ข้าฝึกมาแทบตาย... ก็เพื่อวันนี้!
เสวี่ยเหมยดึงจิตกลับมาปัจจุบัน แววตานางลุกโชนด้วยไฟแห่งขีดจำกัด นางฟาดลวดเงินเป็นเส้นยาวเส้นเดียววาดตัดผ่านทุกสิ่งเหมือนดาบสังหาร ส่วนหลินชิวเซียนไม่หลบเลี่ยง นางรีดลมปราณไปที่ปลายกระบี่จนสว่างวาบเป็นจุดเดียว ก่อนพุ่งตัวแทงด้วยกระบวนท่า "หยดพิรุณสาดกระเซ็น"
เคร้ง!!!
ลวดเงินและกระบี่เข้าปะทะกันอย่างรุนแรง พลังปราณที่อัดแน่นเกินกว่าวัตถุจะรับไหวทำให้เกิดรอยร้าวลามไปทั่วอาวุธทั้งสอง ก่อนที่พวกมันจะค่อยๆ แตกสลายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยจากการที่ไม่สามารถรองรับลมปราณได้ แรงปะทะระเบิดฝุ่นตลบไปทั่วสนาม ทันใดนั้น ความเงียบงัน อันน่าประหลาดก็เข้าปกคลุมไปทั่วทั้งลานประลอง ทุกสายตาจ้องมองผ่านกลุ่มควันอย่างลุ้นระทึกจนลืมหายใจ
เมื่อฝุ่นจางลง ภาพที่ปรากฏคือความสงบนิ่งที่ชวนขนลุก หลินชิวเซียน ยังคงยืนตระหง่าน มือที่กุม "กระบี่หัก" นั้นนิ่งสนิทประดุจหินสลัก ไม่มีแม้แต่อาการสั่นไหว ปลายกระบี่ส่วนที่แตกหักยังคงชี้จ่อไปที่ลำคอของกู่เสวี่ยเหมยอย่างแม่นยำ
กู่เสวี่ยเหมยมองเศษลวดเงินที่แตกกระจายเกลื่อนพื้น แววตาของนางสั่นระริกด้วยความพ่ายแพ้ที่มิอาจยอมรับ นางก้มลงมองมือตนเองที่ยังคงสั่นเทาเพราะสูญเสียการควบคุมในวินาทีสุดท้าย "ข้า... ข้าพ่ายแพ้แล้ว" นางพึมพำเสียงแผ่ว ทิฐิของศิษย์เอกสี่สำนักหลักพังทลายลง ทว่าในความพ่ายแพ้นั้น กู่เสวี่ยเหมยกลับค่อยๆ หลุดยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก มันไม่ใช่รอยยิ้มที่ขมขื่น แต่เป็นรอยยิ้มที่โล่งใจอย่างประหลาด ราวกับบัดนี้นางได้หลุดพ้นจากเงาที่วิ่งไล่ตามมาตลอดหลายปี และได้เริ่มเดินบนเส้นทางของตนเองจริงๆ เสียที แม้ในฐานะผู้แพ้ก็ตาม
เสียงโห่ร้องยินดีของชาวเมืองซานเหอดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม เพื่อยกย่องชัยชนะของจอมยุทธ์สายควบคุมอันดับหนึ่งของรุ่นที่ยังยืนหยัดอย่างสง่างามท่ามกลางเศษซากอาวุธ
ทว่าท่ามกลางความตื่นเต้นของฝูงชน กลับมีสายตาเย็นชาคู่หนึ่งจ้องมองภาพความสำเร็จนั้นด้วยความเหยียดหยาม หยวนซื่อเจี๋ย ตัวเต็งจากสายพยัคฆ์แค่นยิ้มที่มุมปากพลางหันหลังกลับอย่างไม่ยี่หระ
สำหรับเขา แม้จะยอมรับในฝีมือและชั้นเชิงของคนทั้งสองอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นเพียง "การร่ายรำ" ที่สวยงามในลานประลองเท่านั้น ในฐานะคนที่เกิดและเติบโตมาในครอบครัวทหารที่กรำศึกมาหลายชั่วอายุคน หยวนซื่อเจี๋ยมีความเชื่อที่ฝังรากลึกอยู่อย่างหนึ่ง... สุดท้ายแล้วในสนามรบที่อาบไปด้วยเลือดและซากศพ มันไม่ใช่ที่ของสตรีอยู่ดี แล้วนับประสาอะไรกับการที่สตรีจะมาเข้าร่วมงานประลองเพื่อชิงความเป็นหนึ่งเช่นนี้
“เสียเวลาดูชะมัด...” เขาพึมพำกับตนเองเบาๆ ขณะเดินกลับไปยังที่พักนักยุทธ์
ความนิ่งสงบของสายมังกรจบลงด้วยชัยชนะของสตรี แต่ในสายพยัคฆ์ที่กำลังจะเริ่มขึ้น... หยวนซื่อเจี๋ยตั้งใจจะสั่งสอนให้ทุกคนรู้ว่า "ความแข็งแกร่งที่แท้จริง" นั้นเป็นอย่างไร และคนไม่มีปราณอย่าง อวิ๋น จะยืนหยัดอยู่ได้นานแค่ไหนในกรงเล็บของพยัคฆ์ร้ายตนนี้