กำเนิดจักรพรรดิสงคราม

    บทที่ 42 ฝากตัวเข้าเป็นศิษย์

            บทที่ 42

            ฝากตัวเข้าเป็นศิษย์

            ยังอยู่ในช่วงเดือนเจ็ดหลังจากผ่านพ้นบททดสอบครั้งใหญ่ในรอบปีของสำนักหุบเขาก็ดีไปเรียบร้อยแล้วตอนนี้ผู้ที่มีความสามารถผูกเรื่องออกมาจากในบรรดาสิทธิ์มากมาย

            ในวันนี้หลังจากที่เข้ามาภายในหลังเขาของสำนักหุบเขากระบี่วันที่จะยกน้ำชาฝากตัวเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักก็ได้เดินทางมาถึง

            ถึงแม้ว่าจะเป็นสำนักเดียวกันแต่ว่าภายในสำนักนี้ออกอย่างชัดเจน

            ท่านเจ้าสำนักรับสิทธิ์สายตรงเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นเพราะแบบนั้นคนธรรมดาทั่วไปภายในสำนักหรือว่าผู้ที่อยู่ภายในฝันนะพวกเขาไม่ได้รับการสั่งสอนจากท่านเจ้าสำนักโดยตรงจะกล่าวว่าเป็นศิษย์ของท่านเจ้าสำนักได้อย่างไรกัน

            เพราะแบบนั้นถ้าอยากจะฝากตัวเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักก็จำเป็นต้องเข้าพิธียกน้ำชาตามความเหมาะสมแน่นอนว่าลูกศิษย์ทุกคนภายในสำนักแทบจะผ่านวิธีการยกน้ำชามาหมดแล้วเหลือแต่เพียงแค่ตัวของลู่หมิงเท่านั้น

            ตัวของมันเข้ามาอยู่ภายในสำนักแห่งนี้โดยที่มีฐานะแตกต่างจากคนอื่นอื่น

            ไม่มีอาจารย์ไม่มีสังกัดไม่มีหมวดหมู่ที่เรียนตั้งแต่เข้ามาภายในสำนักแทบจะไม่ได้เหมือนกันฝึกฝนหรือพูดตนเลยแม้แต่น้อยเพราะว่าผู้คนส่วนใหญ่รู้ดีว่าถึงตัวของเค้านำเรียนไปก็ไร้ประโยชน์

            เพราะแบบนั้นภายในสำนักมันเลยไม่มีอาจารย์ผู้ใดที่รับตัวของมันเป็นสิทธิ์เลยแม้แต่คนเดียว

            ในตอนนี้ท่านเจ้าสำนักรับตัวของมันเป็นสิทธิ์แน่นอนว่าต้องเข้าพิธีในการยกน้ำชารับเป็นอาจารย์

            ท้องนภาเปิดโล่งในวันนี้ฤกษ์ยามเหมาะสมลู่หมิงตัวของมันทำการคำนับยกน้ำชาแก่ท่านเจ้าสำนักเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์

            พิธียกน้ำชาง่ายดายถ้าจะไร้ซึ่งกฎระเบียบและกฎเกณฑ์อะไรมากมายเพราะว่าภายในสถานที่แห่งนี้มีเพียงห้าท่านก้าวสำนักเท่านั้น

            พิธียกน้ำชาของหลังเขาแตกต่างจากบริเวณด้านหน้าอย่างชัดเจนบริเวณด้านหน้าของหุบเขากระบี่พวกผู้อาวุโสต่างๆในการยกน้ำชาแต่ละครั้งพวกมันมีกฎระเบียบและกฎเกณฑ์อันใดมากมาย

            ไม่เหมือนกับท่านเจ้าสำนักที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายเพียงแค่ยกน้ำชาแสดงตัวว่าเป็นศิษย์ก็เพียงพอ

            เพราะแบบนั้นวิธีการยกน้ำชาจึงผ่านพ้นไปอย่างง่ายดายพิธียกน้ำชาผ่านไปท่านเจ้าสำนักที่ตอนนี้เปรียบเปยว่าตนเองเป็นอาจารย์ชักชวนลู่หมิงที่เป็นสิทธิ์ในการนั่งทานอาหาร 

            ชิงเหมยตัวของนางมีวิชาการทำอาหารอยู่บ้างเพราะแบบนั้นจึงจัดสำรับอาหารให้ทั้งสอง

            บริเวณโต๊ะด้านหน้าเรือนท่านเจ้าสำนักภายในสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความเงียบร่มเงาของต้นไม้บดบังแสงแดดในยามบ่ายของวัน

            หนึ่งสิทธิ์หนึ่งอาจารย์นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสำหรับอาหารถูกจัดเตรียมเอาไว้ด้วยฝีมือของแม่นางชิง

            ในตอนนี้หลี่ฉีหงจ้องมองศิษย์คนเล็กของตนเองที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามลูกหนิงมันแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงง “มีอันใดหรือไม่ขอรับเหตุใดจึงจ้องข้าด้วยสายตาแบบนั้น ” 

            “ ในตอนนี้ตัวของข้าอยากจะรู้ว่าเจ้ามีวิถีหรือว่ามีเส้นทางในการก้าวเดินของตนเองในฐานะผู้ฝึกฝนหรือยัง” ผู้เป็นอาจารย์เอ่ยถามศิษย์ของตนเองออกมา

            หลังจากที่ได้ยินคำถามนั้นลู่หมิงที่กำลังนั่งอยู่แสดงใบหน้าสงสัย“ เส้นทางในการก้าวเดินอย่างงั้นหรือขอรับ ”

            “ ถูกต้องเส้นทางในการก้าวเดินอย่างเช่นผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณมักจะเลือกทางใดทางหนึ่งในการที่จะทำให้ตนเองนั้นประสบความสำเร็จในฐานะผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณมากที่สุด”

            “ หรือจะเลือกจากสิ่งที่ตนเองนั้นชื่นชอบก็ได้สำหรับผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณแล้วถูกแบ่งแยกออกเป็นหลากหลายแขนงหลายเส้นทาง” 

            “ วิถีแห่งการต่อสู้เชี่ยวชาญในด้านการฝึกฝนวรยุทธวิถีแห่งค่ายกลเชี่ยวชาญในด้านพวกอักขระโบราณสร้างกลไกมากมายขึ้นมา  ”

            “ หรือแม้กระทั่งวิถีแห่งสติปัญญาผู้ที่เป็นปราชญ์ผู้หยั่งรู้”

            “ ถ้าตัวของเจ้าอยากจะเริ่มทำการฝึกฝนและทำการก้าวเดินอย่างจริงจังก็จำเป็นจะต้องเลือกซักอย่างขึ้นมาทำให้ตนเองนั้นสามารถก้าวหน้าได้แน่นอนการเลือกนี้ไม่ใช่การเลือกครั้งเดียว ”

            “ การฝึกฝนและก็การศึกษาควบคู่กันไปนั้นเองก็เป็นอีกหนึ่งวิธีทาง”

            “ ภายในสำนักแห่งนี้คือสำนักหุบเขากระบี่แน่นอนว่าวรยุทธ์ส่วนใหญ่ที่ร่ำเรียนวิชากระบี่แต่ว่าก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการสั่งสอนวิชาอื่น” 

            “ ความสามารถของเจ้าในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะโดดเด่นไปในทางต่อสู้ภายในหลังเขาของสำนักหุบเขากระบี่แห่งนี้มันมีวิชาอยู่มากมายข้าเก็บเอาไว้ภายในหอตำรา”

            “ ในวันพรุ่งนี้ตัวของเจ้าลองเข้าไปภายในหอตำราแล้วก็ลองเลือกศึกษาวิชาภายในนั้นดูนี่คือบทเรียนแรกของข้าข้าไม่มีอะไรจะสอนเจ้าในตอนนี้เพราะแบบนั้นจงเรียนรู้ด้วยตัวเองซะ ”

            “ จริงสิอีกห้าวันมันจะมีการส่งมอบกระบี่มารมาให้กับเจ้าเตรียมตัวรับด้วยละ” หลี่ฉีหงพูดทั้งหมดออกมาแล้วยกยิ้ม 

            หลังจากที่ได้ยินผู้เป็นอาจารย์พูดออกมาแบบนั้นตัวของมันยังคงแสดงใบหน้าที่นิ่งสนิทการเป็นศิษย์ของท่านเจ้าสำนักของสำนักหุบเขากระบี่ที่ผู้คนมากมายล้วนแล้วอยากเป็นสิทธิ์สายตรงผู้ใดจะรู้ว่าจะออกมาในรูปแบบนี้

            บทเรียนแรกคือการศึกษาด้วยตนเองท่านเจ้าสำนักไม่ทำการสอนอันใดเลยแม้แต่น้อยเพียงบอกว่าให้เข้าไปภายในหอตำราและก็ไปศึกษาตำราภายในนั้นเอาเอง 

            สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วคงจะงุนงงแล้วก็เลือกเส้นทางในการเดินไม่ถูกแต่มันแตกต่างจากลู่หมิงลู่หมิงงุนงงอยู่เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นหลังจากนั้นมันก็ตั้งสติได้

            ตัวของมันศึกษาวิชาด้วยตนเองมาตั้งมากมายมีความรู้ที่ตนเองศึกษาภายในตำราเก่าเก่าในตอนนี้การศึกษาด้วยตนเองจึงไม่ใช่ปัญหา 

            วันถัดมา

            ภายในหอตำราทางทิศเหนือของด้านหลังหุบเขากระบี่ภายในสถานที่แห่งนี้มันเป็นเหมือนกับห้องตำราที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนัก

            เปรียบได้กับห้องตำราห้องหนึ่งที่มีขนาดกลางเมื่อเทียบกับหอตำราภายในสำนักหุบเขากระบี่ที่ตั้งอยู่บริเวณใจกลางสำนักมันแตกต่างกันฟ้ากับเหว

            บริเวณใจกลางสำนักหุบเขากระบี่มีหอตำราส่วนกลางสถานที่แห่งนั้นมีความสูงถึงเจ็ดชั้นแต่ละชั้นมีวิชาชั้นยอดแตกต่างออกไปถูกบรรจุเอาไว้ภายในนั้น

            เมื่อลองนับจากจำนวนตำราชั้นยอดที่ถูกเก็บเอาไว้ภายในหอของหุบเขากระบี่มันมีจำนวนประมาณ70,000 เล่ม 

            แต่สำหรับภายในห้องตำราบริเวณด้านหลังของสำนักหุบเขากระบี่แห่งนี้เป็นห้องตำราขนาดกลางคล้ายว่าตำราภายในนี้คงจะมีบรรจุเอาไว้เพียงแค่ไม่ถึงหมื่นเล่มด้วยซ้ำ 

            ลู่หมิงทำการก้าวเดินเข้าไปบริเวณด้านในเมื่อเท้าทั้งสองข้างก้าวเดินเข้าไปบริเวณด้านในของห้องตำราเท้าทั้งสองข้างเองก็ต้องหยุดลงชั่วขณะมองเห็นบริเวณด้านหน้า

            ภายในห้องกำลังแห่งนี้เป็นสิทธิ์ในการดูแลของศิษย์คนรองของท่านเจ้าสำนัก

            บุรุษวัยสามสิบต้นๆมีรูปลักษณ์สง่างามนั่งอยู่บริเวณเก้าอี้ไม้ด้านขวาของทางเข้าบุรุษวัยเลขสามผู้นี้มีร่างกายสูงโปร่งมีบุคลิกคล้ายคุณชายสง่างามมีใบหน้าที่หล่อเหลามีผมสีดำขับยาวสลวยผิวกายสีขาวซีดมีแววตาที่ดำสนิทสวมใส่เสื้อผ้าอันเรียบง่ายที่เป็นสีขาวบรรยากาศรอบกายปกคลุมด้วยบรรยากาศแห่งสติปัญญา

            มันนั่งอยู่บนโต๊ะพร้อมกับภายในมือที่กำลังถือตำราเล่มหนึ่งทำการอ่านอยู่

            หลังจากที่เดินเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้พบเจอคนผู้นั้นลู่หมิงหยุดเท้าทั้งสองข้างของตนเองลง

            แน่นอนว่าตัวของมันไม่ตกใจเพราะว่าการที่ภายในสถานที่อย่างนี้อยู่ภายในการดูแลของลูกศิษย์คนที่สองของท่านเจ้าสำนักเป็นเรื่องที่ตัวของมันนั้นรู้อยู่แล้ว

            ลู่หมิงที่กำลังยืนอยู่ด้านหน้าตรงมองไปที่คนผู้นั้นใช้มือทั้งสองข้างยกขึ้นมาประสานการก้มศีรษะและทำการกล่าวขึ้น  “ คารวะศิษย์พี่รอง ”

            หลังจากที่ทำการคารวะตามมารยาท ลูกศิษย์คนรองของท่านเจ้าสำนักที่กำลังนั่งอยู่ยกมือของตนเองขึ้นก่อนที่จะสะบัดแล้วก็ให้ลู่หมิงเข้าไป 

            คนผู้นั้นแสดงท่าทางแบบนั้นโดยที่ดวงตาของมันยังคงมองอยู่ที่ตัวอักษรของตำราภายในมือโดยที่ตัวของมันไม่หันขึ้นมามองหน้าลู่หมิงด้วยซ้ำ

            ลู่หมิงแม้จะงุนงงอยู่บ้างแต่ก็ได้รับอนุญาตจึงเดินทางเข้าไปบริเวณด้านใน

            ภายในสถานที่อย่างนี้มันคือห้องตำราหลังเขา 

            จบบท