บทที่208เสียงของปฐพี
ข่าวการตายของธรรมบาลยุทธ์และธรรมบาลคาถามาถึงนิกายเทวะวจนะทั้งยังแพร่สะพัดไปทั่วปฐพีแผ่นดินใหญ่ในระยะเวลาอันสั้น ประกอบกับข่าวคราวการทรยศของธรรมบาลปัญญาเป็นเหตุให้มันถูกผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์เล่นงานจนดับสูญไร้ร่องรอยเหล่านี้นับเป็นข่าวสำคัญที่สร้างความแตกตื่นทั่วปฐพีอย่างใหญ่หลวง การสูญเสียตัวตนระดับสูงแห่งปฐพีพร้อมกันเช่นนี้นับเป็นลางร้ายบอกเหตุที่ผู้คนทั้งปฐพีเริ่มอกสั่นขวัญแขวน ชื่อของจอมมารแห่งปฐพีที่เคยเป็นที่โจษขานในอดีตคืนกลับมาสร้างความหวาดวิตกอีกครั้งสังหารตัวตนที่ยิ่งใหญ่ไปถึงสอง หัวหลักอีกหนึ่งก็ทรยศ ในขณะที่มหาเทวะเทียนหมิงยังเก็บตัวนี่นับเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายในรอบหลายร้อยปีของนิกายเทวะวจนะก็ว่าได้
ศิษยานุศิษย์แห่งเทวะวจนะทั่วปฐพีจึงต่างตบเท้ามุ่งหน้าสู่นิกายอย่างมิได้นัดหมายเพราะพวกมันรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี ปราการสุดท้ายอันเป็นที่พึ่งทางใจของพวกมันคือเทวะวจนะหากไร้ซึ่งเทวะวจนะ พวกมันก็อาจจะกลับกลายเป็นผู้ถูกไล่ล่าแทนเหล่าผู้ฝึกญาณอันนอกรีตอย่างมิอาจต่อต้านก็เป็นได้
ไม่รู้ว่าพลังความกล้าแข็งของจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนเพิ่มพูนขึ้นมาเพียงใดในระหว่างที่มหาเทวะเทียนหมิงของพวกมันยังเก็บตัวอยู่ พวกมันต้องร่วมแรงร่วมใจปกป้องนิกายเทวะวจนะมิให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรองต่อศัตรู
เหล่าศิษยานุศิษย์ล้วนมีความคิดเดียวกัน ส่วนเหล่าสาวกแห่งนิกายเทวะวจนะโดยตรงเมื่อก่อนพวกมันเคยแบ่งแยกวิหารไม่ร่วมมือ ทว่านับแต่ที่พวกมันเสียหัว ความทนงอวดดีก็มลายหายความหวาดกลัวและหวั่นวิตกเกาะกุมในจิตใจ พวกมันจึงรวมกลุ่ม พวกมันจึงหาที่พึ่งใหม่กลับกลายเป็นความสามัคคีกลมเกลียวชนิดที่มิเคยเกิดขึ้นมาก่อน
นิกายเทวะวจนะที่ยืนหยัดเหนือใต้หล้าอย่างองอาจนับหลายร้อยปีบัดนี้กลับกำลังบังเกิดความระส่ำเพราะชายเพียงผู้เดียว
อวิ๋นเซี่ยวซุน!
ไม่เพียงแต่นิกายเทวะวจนะที่เป็นกังวล เหล่าชาวบ้านหรือปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปก็ยังนึกประหวั่นไม่รู้ว่าเมื่อใดพวกตนจะโชคร้ายถูกความเหี้ยมเกรียมของจอมมารแห่งปฐพีเล่นงานเข้า เมื่อไม่รู้จึงเกิดเป็นความวิตกเมื่อวิตกก็เกิดความกลัว บ้านเมืองหลายแห่งจึงเริ่มร้างไร้ผู้คน เพราะพวกมันต่างคิดว่าที่ที่ปลอดภัยมากที่สุดเห็นทีจะมีแต่แดนตะวันออก มีเพียงที่ที่แสงแห่งเทวะวจนะส่องถึงพวกมันจึงจะปลอดภัยไร้อันตราย
นักพรตที่คล้ายอยู่ในช่วงวัยกลางคน ข้างเอวจากที่เคยเหน็บไว้ด้วยขลุ่ยไม้ไผ่เลาหนึ่งบัดนี้หลงเหลือแต่เพียงความว่างเปล่า มันยกมือขึ้นมาจ่อริมฝีปากอย่างลืมตัว สิ่งสำคัญที่ติดตัวมาทั้งชีวิตมันพึ่งใช้ออกไปเพื่อรักษาชีวิต เมื่อไม่มีขลุ่ยให้เป่าจึงได้แต่ทอดถอนใจ
สตรีชราผู้หนึ่งที่ถูกนักพรตผู้นั้นช่วยรักษาอาการบาดเจ็บเนื่องเพราะถูกรถม้าของเศรษฐีพุ่งชนนางกล่าวว่า
“ปฐพีที่เต็มไปด้วยมารย่อมทำให้คนไม่สบายใจมีแต่ทอดถอนใจเช่นนี้จึงจะช่วยผ่อนคลายได้บ้าง ท่านเองก็คงกำลังวิตกต่อมารอันแสนชั่วร้ายที่คุกคามเช่นเดียวกันสินะ"
อวิ๋นเซี่ยวซุนมองสตรีชรา
“ในมุมมองท่าน อะไรคือมาร"
สตรีชราตอบโดยทันที
“ย่อมเป็นอวิ๋นเซี่ยวซุนผู้โฉดชั่ว"
อวิ๋นเซี่ยวซุนถาม
“สิ่งใดที่ประเมินว่าโฉดชั่ว"
สตรีชราอธิบาย
“นักพรตท่านนี้ ท่านยังไม่รู้สินะ มันสังหารท่านธรรมบาลผู้สูงส่งทั้งสองผู้ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวของคนทั้งปฐพี นี่จะไม่เรียกว่าโฉดชั่วได้อย่างไร"
อวิ๋นเซี่ยวซุนยิ้มอย่างจนใจ
“เพียงข่าวลือก็สามารถตัดสินคนได้”
“ข้าเห็นว่าท่านมีน้ำใจจึงรีบบอกต่อ รีบหนีไปที่แดนตะวันออกเถอะหากช้าอาจตายเพราะจอมมารผู้โฉดชั่วได้ มีเพียงแสงแห่งเทวะวจนะจึงจะปกป้องพวกเราจากจอมมาร”
อวิ๋นเซี่ยวซุนมองเข้าไปยังนัยน์ตาที่ซื่อตรงปนโกรธแค้นของสตรีชรามันก็ต้องจนใจในความเชื่อและศรัทธาของสตรีชรานางนั้น คนหากได้ศรัทธาสิ่งใดแล้ว สิ่งตรงข้ามก็ยากจะมองเห็นข้อดีอวิ๋นเซี่ยวซุนจึงหันไปที่แดนตะวันออก มองไปที่แสงอาทิตย์ที่กำลังแผ่แสงปกคลุมผืนฟ้าในเมื่อผู้คนเชื่อมั่นศรัทธาเพียงนี้ ไฉนแสงนั่นจึงคอยกัดกินศรัทธาอย่างเลือดเย็นได้หากโลกเต็มไปด้วยแสงเช่นนี้ มันก็เต็มใจที่จะเป็นความมืดเพื่อต่อต้านกับแสงนั่น!
“นิกายเทวะวจนะ… ข้าย่อมไปอย่างแน่นอน"
สตรีผมขาวที่อยู่อย่างเงียบขึมมาโดยตลอด เมื่อได้เห็นผู้คนมองกงจักรเป็นดอกบัวมองผิดเป็นถูก สาปแช่งตัวตนที่ยื่นมือช่วยตนตรงหน้า นางจึงทอประกายตาที่คมวาวแล้วพ่นลมออกทางจมูกหนึ่งครา
“เฮอะ"
อวิ๋นเซี่ยวซุนมองสตรีผมขาวที่ติดตามตนนางนั้นแล้วเดินนำหน้าต่อ พลางกล่าวว่า
“โลกก็เป็นเช่นนี้ เมื่อไม่รู้ย่อมมิอาจจะโทษว่าใครผิดหากจะโทษก็ควรโทษคนที่ชี้นำพวกมันแบบผิดๆ ดีกว่า… ทว่าซักวันหนึ่งผู้คนก็คงจะได้ยินเสียงที่ร่ำไห้ของปฐพีที่แท้จริงได้อย่างแน่นอน ข้าเชื่อเช่นนั้น"
กล่าวจบทั้งสองก็มุ่งเดินทางสู่แดนตะวันออกพร้อมกับเหล่าชาวบ้านชาวเมืองจำนวนมากที่พากันอพยพไป ข่าวสะเทือนขวัญทั่วปฐพี ทั้งยังมีข่าวลือว่าจอมมารจะเรียกระดมพลซึ่งเป็นเหล่ามารอันนอกรีตเดนตายมาเช่นนั้นผู้คนจึงล้วนได้คิด มารเดนตายมีชีวิตที่แสนรันทดมานาน เมื่อพวกมันได้ปลดปล่อยเมื่อนิกายเทวะวจนะระส่ำมิอาจไล่ล่าดังเดิม ย่อมไม่มีใครจะหยุดความป่าเถื่อนโหดร้ายของพวกมันได้หากพวกมันผ่านหมู่บ้านใด ถ้าที่นั่นไม่ราพณาสูรก็คงมิต่างจากขุมนรก พอข่าวลือแพร่สะพัดเช่นนี้ผู้คนถึงได้อพยพหนี เห็นทีจะมีแต่คนยากจนข้นแค้นราวขอทานเท่านั้นที่ไม่มีกำลังทรัพย์พอจะหลบภัยไปยังแดนตะวันออกเช่นผู้อื่นซึ่งคนประเภทนี้ก็มีอยู่ทั่วทุกแห่งหน อาจจะมีเกินกึ่งหนึ่งทั่วปฐพีก็ว่าได้ ทั้งคนเหล่านี้อาจจะพอมองเห็นว่าแสงสว่างที่ผู้คนนับถือแท้จริงอาจไม่สว่างอย่างที่คิด เช่นนั้นแล้วพวกมันก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้จนถึงปัจจุบันเพียงการขูดรีดขูดเนื้อในแต่ละปี พวกมันก็หวั่นวิตกแลย่ำแย่มากแล้ว
สภาพของพวกมันที่อยู่ใต้แสงสว่างในทุกวันแตกต่างจากมารนอกรีตที่เดนตายในซอกหลืบแห่งความมืดอย่างไร
เช่นนั้นยังจะมีที่ใดให้ความสุขใจอย่างแท้จริงแก่พวกมันได้
ตายไปอาจจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับพวกมันชาวบ้านที่ทุกข์เข็นจากการถูกขูดรีดเพื่อสิ่งที่เรียกว่าเครื่องสักการะบูชาล้วนคิดเช่นนี้
พวกมันต่ำตมแทบจมดิน ในขณะที่แสงสว่างแผ่ไพศาลในทุกวัน
อวิ๋นเซี่ยวซุนและฮุ่ยจวินมองเห็นเศษธุลีที่จมดินเหล่านี้พวกมันถึงได้มีปณิธานตั้งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงแสงสว่าง โลกไม่สมควรจะอยู่ภายใต้สัจธรรมที่เรียกว่า‘ปลาใหญ่กินปลาเล็ก’ อีกต่อไป
แดนตะวันออกมีการเคลื่อนไหวใหญ่ ผู้ใดก็มีจุดมุ่งหมายรวมตัวอยู่ที่นั่นแดนตะวันตกอีกฝากหนึ่งของแม่น้ำร้อยลี้ จากที่ทำตัวสงบเสงี่ยมมานาน จากที่เหมือนหันเหเลือกข้างเข้าหาเทวะวจนะบัดนี้เทวะวจนะเกิดเรื่องราว คนของวิหารปัญญาที่ไล่ล่าหาตัวของแพทย์ไร้นามบังเกิดความระส่ำเพราะการทรยศของธรรมบาลปัญญาพวกมันจึงเปรียบเสมือนมังกรไร้หัว ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม ประการสำคัญแดนตะวันตกอยู่ใกล้รังของจอมมารแห่งปฐพีเป็นอย่างมากพวกมันจึงต่างถอนกำลังคืนกลับสู่นิกายเทวะวจนะอย่างทันท่วงที เช่นนั้นท่าทีจากแดนตะวันตกจึงคืนกลับสู่อิสระกระดาษข้อความแผ่นนั้นที่ตัวตนสำคัญแห่งแดนตะวันตกได้รับถูกเปิดเผย ที่มาของกระดาษข้อความย่อมเป็นของแพทย์ไร้นามการที่พวกมันคล้ายทรยศหักหลังแพทย์ไร้นาม แท้จริงแล้วนี่กลับเป็นคำสั่งของเจ้าตัวเองมีแต่อาศัยวิธีนี้ แดนตะวันตกจึงจะไม่ถูกครอบงำโดยนิกายเทวะวจนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเช่นในอดีตเมื่อแดนตะวันตกลอยตัวเหนือปัญหาของแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ ย่อมไม่มีเหตุผลใดให้นิกายเทวะวจนะฉกฉวยได้
ฮุ่ยจวินมองการไกลไว้แล้วจึงถ่ายทอดคำสั่งนั้นเหล่าผู้นำในแต่ละค่ายพรรคหรือราชวงศ์แห่งแดนตะวันตกก็ล้วนเข้าใจจึงจำต้องฝืนใจปฏิบัติตามด้วยการให้ความร่วมมือไล่ล่าผู้เป็นเสาหลักร่วมกับนิกายเทวะวจนะพอบัดนี้สถานการณ์แดนตะวันตกเริ่มคลี่คลายเพราะเรื่องของจอมมารแห่งปฐพี ความโกลาหลอีกคำรบก็เหมือนกำลังจะปะทุขึ้นใหม่ที่แดนตะวันออกนิกายเทวะวจนะเหมือนจะต้องรับศึกหนัก พวกมันจึงได้เตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมพร้อม
แดนตะวันตกบัดนี้หาได้มีสาวกหรือศิษยานุศิษย์ที่ศรัทธาเทวะวจนะอย่างเต็มใจ
ความเคารพและความศรัทธาของพวกมันล้วนให้แก่แพทย์ผู้หนึ่งที่ไร้ชื่อไปแล้ว
เช่นนั้นเมื่อแดนตะวันออกเกิดปัญหา พวกมันย่อมไม่มีทางยื่นมือไปช่วย
พวกมันเพียงซ่องสุมกำลังพลและอาวุธ เตรียมตัวรับฟังคำสั่งใหญ่หากเมื่อใดแพทย์ไร้นามต้องการกำลังพล แดนตะวันตกก็จะเคลื่อนพลจนสุดหล้าฟ้าเขียว
ต่อให้ต้องเผชิญกับแสงอันไพศาลที่แผดเผาก็ตาม!
ดังนั้นในมุมมองของพวกมัน แดนตะวันตกจะไม่ขัดขวางจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนจะไม่รบราฆ่าฟันกับเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายที่รวมพลปรากฏตัว แม้ครั้งหนึ่งคนเหล่านี้จะเคยเป็นศัตรูทว่าศัตรูที่สำคัญของแดนตะวันตกอยู่ที่แดนตะวันออก ศัตรูของเหล่าผู้ฝึกญาณที่แท้จริงก็อยู่แดนตะวันออก
เช่นนั้นศัตรูของศัตรูจึงเปรียบดั่งมิตร ผู้ฝึกญาณเดนตายสำหรับคนแดนตะวันตกก็คือมิตร!
หากต้องการเปลี่ยนแปลงปฐพีอันบัดซบ ต้องการสยบแสงสว่างที่เอารัดเอาเปรียบพวกมันต้องอาศัยความร่วมมือ!
ที่ตำหนักจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เว่ย จักรพรรดิองค์ปัจจุบันเว่ยเส้าเทียน กำลังปรึกษากับพี่ร่วมสาบานอย่างปู้ชิงเถา รวมถึงเหล่าประมุขและตัวตนสำคัญจากสามพรรคใหญ่แห่งแดนตะวันตกอย่างตรึงเครียด
“ตอนนี้โอกาสนับว่าเปิดกว้างในรอบหลายร้อยปีหากจะเปลี่ยนแปลงก็ต้องเป็นตอนนี้"
“สามในสี่ธรรมบาล สองตกตายอย่างชัดเจน อีกหนึ่งทรยศจึงถูกเล่นงานจนดับสูญไร้ร่องรอยไร้หัวเรือฝีพายย่อมรวน ยากจะหาโอกาสเช่นนี้ได้อีก"
“จอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนแสดงให้เห็นว่ามันมิใช่เพียงบุคคลในตำนานการสังหารสองธรรมบาลได้ในครั้งนี้ ทำให้ผู้คนได้กระจ่างแล้ว มันยังเป็นคู่ปรับของมหาเทวะเทียนหมิงเป็นผู้ที่สามารถเอาชีวิตมหาเทวะได้"
“หากจับคู่ระหว่างจอมมารกับมหาเทวะ ตอนนี้เหลือเพียงธรรมบาลมุทรา”
“เจ้าอย่าได้มองข้ามแสงสังหารแห่งวจนะ"
“ข้ามิได้มองข้าม แต่แสงสังหารแห่งวจนะเองก็มีคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อแล้ว"
“ใคร?”
“เจ้าไม่เคยได้ยินเรื่องศิษย์เอกของจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนเลยหรือ”
“สตรีในชุดคลุมแดงโลหิต"
“ถูกต้อง เมื่อเปรียบเทียบคู่มือแล้ว เห็นทีจะยังขาดแต่คู่มือของธรรมบาลมุทราและที่สำคัญกว่านั้นยังมีสามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์"
ขณะที่ทุกผู้ต่างครุ่นคิดและมองหน้ากันไปมาหน่วยข่าวกรองแห่งราชวงศ์ก็เข้ามารายงานอย่างทันท่วงที
“มีข่าวสำคัญพะยะค่ะ"
“ว่ามา"
“ที่ซากปรักหักพังแห่งแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์คนของเราพบตัวตนปริศนาสองผู้ ผู้หนึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะใช่ธรรมบาลปัญญา…”
เสียงฮือฮาด้วยความยินดีละคนสงสัยดังขึ้นทั่วห้อง
“ที่แท้มันยังไม่ตาย”
“นับว่าเป็นเรื่องดี”
“แล้วอีกผู้หนึ่งเล่า”
“เรียนทุกท่าน หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด คนอีกผู้ก็คือเทพดาเร้นกายตั้วซุนหง”
“พวกมันรวมตัวด้วยเหตุใด?"
“สาเหตุนั้นหน่วยข่าวเรามิอาจทราบได้ รู้เพียงแต่ว่าท่าทีของเทพดาเร้นกายจะเดือดดาลบ้าคลั่งเป็นอย่างมาก มันถึงกับสบทสาบานต่อฟ้าดิน ว่าจะไปถล่มนิกายเทวะวจนะให้ย่อยยับ”
เมื่อได้ฟังรายงานวันนี้ ทุกผู้ก็ต่างกล่าวขึ้นด้วยความยินดี
“เมื่อตัวตนระดับสูงแห่งปฐพีกล่าวเช่นนั้นธรรมบาลมุทราและเหล่าผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์ก็มีคู่มือแล้ว"
“ทว่าหากมองถึงจำนวนและพลังที่เป็นปริศนาของเหล่าเฒ่าศักดิ์สิทธิ์อย่างไรก็ดูน่าเป็นห่วง”
“หากเป็นท่านแพทย์ไร้นามเล่า"
เมื่อมีผู้กล่าวขึ้น ปู้ชิงเถากับเส้าเทียนก็ต่างมองหน้าซึ่งกันพลางคิดในใจ
“น้องเล็กเจ้าอยู่ที่ไหน สถานการณ์ตอนนี้ต้องมีเจ้าแล้วปณิธานของเจ้ามีแต่ต้องอาศัยเวลานี้เท่านั้น ตอนนี้ผู้คนคิดที่จะสู้กับแสงอันไพศาลนั่นแล้ว”
หลังจากนึกคิดขึ้นในหัว ปู้ชิงเถาก็ผงกศีรษะให้แก่เส้าเทียนเส้าเทียนก็ตอบรับอย่างเข้าใจ
“แม้ผู้นำที่แท้จริงของพวกเราจะยังไม่ปรากฏแต่น้องข้าผู้นั้นมีเหตุผลที่ลึกซึ้งเสมอ พวกเราในฐานะที่ร่วมในปณิธานของมัน จะเดินในเส้นทางที่ทำได้ก่อนพวกเราจะเปิดทางสร้างโอกาสให้มันมากที่สุด จนกว่ามันจะมา พวกเราจักต้องปูทางสู่นิกายเทวะวจนะให้แก่มันพวกเราจะมุ่งสู่แดนตะวันออก ผู้ใดเห็นต่างข้าพร้อมรับฟัง”
เสียงกังวานของเส้าเทียนปลุกความฮึกเหิมในใจคนพวกมันถูกกดแทบจมดินมาตลอดทั้งชีวิต จวบจนกระทั่งพบพานแพทย์ไร้นาม พวกมันจึงต่างมีชีวิตที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริงเช่นนั้นแสงสว่างหนึ่งเดียวในใจของคนแดนตะวันตกจึงมีเพียงแพทย์ไร้นาม
“พวกเราจะไป"
“เพื่อปณิธานของแพทย์ไร้นาม เพื่อเปลี่ยนแปลงแสงสว่างอันโสมมพวกเราจะไปเหยียบแดนตะวันออก!”