ค่ำคืนในค่ายทหารมักจะเงียบสงัด มีเพียงเสียงยามเดินตรวจตรา เสียงหอบหายใจของเหล่าทหารที่หลับใหล และเสียงหอนของลมที่พัดผ่านกระโจมผ้าใบ หลงเฟยตื่นขึ้นมากลางดึกอีกครั้ง เหงื่อกาฬซึมทั่วแผ่นหลังที่เย็นเฉียบ ภาพฝันนั้นยังคงชัดเจนราวกับเกิดขึ้นเมื่อครู่ เปลวเพลิงสีแดงฉานที่ลุกโชนจนแสบตา เสียงกรีดร้องโหยหวนที่บาดลึกเข้าไปในโสตประสาท และดวงตาที่จ้องมองของมารดาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินทุกอย่าง เขาพยายามสะบัดศีรษะเพื่อขับไล่ภาพเ่าั้ แต่ก็ไร้ผล ยิ่งพยายามลืมมากเท่าไหร่ ภาพนั้นก็ยิ่งชัดเจนและรบกวนจิตใจเขามากเท่านั้น
"เป็อะไรไป?" เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยของเว่ยอู๋จี๋ดังขึ้น ทำให้หลงเฟยสะดุ้งสุดตัว เขาไม่รู้ว่าเว่ยอู๋จี๋เข้ามาในกระโจมั้แ่เมื่อไหร่ แม่ทัพยืนอยู่ตรงนั้นในความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์ลอดผ่านช่องผ้าใบเข้ามาเล็กน้อย ทำให้เห็นโครงร่างที่ดูน่าเกรงขามและสูงใหญ่ทาบทับลงมาบนร่างของเขา บรรยากาศภายในกระโจมดูเงียบสงบ แต่ก็เต็มไปด้วยความกดดันบางอย่างที่หลงเฟยรู้สึกได้
"เปล่าขอรับ...ข้าน้อยแค่...นอนไม่หลับ" หลงเฟยตอบเสียงแ่ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ เว่ยอู๋จี๋ไม่พูดอะไร เพียงแต่เดินเข้ามาใกล้ เขาหยุดยืนอยู่ข้างเตียงของหลงเฟย เงาของเขาทาบทับลงบนร่างเล็ก ๆ ทำให้หลงเฟยรู้สึกหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ แม้จะเคยชินกับการอยู่ใกล้ชายผู้นี้มาตลอดหลายปี แต่บางครั้งความรู้สึกหวาดกลัวและเกรงขามก็ยังคงเกาะกุมอยู่ในจิตใต้สำนึกของเขาอย่างไม่รู้ตัว
"ความอ่อนแอจะนำมาซึ่งความพ่ายแพ้" เว่ยอู๋จี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้อารมณ์ใด ๆ "หากเ้าอยากแข็งแกร่ง จงอย่าให้สิ่งใดมาบงการจิตใจ" เขายื่นมือออกไป ไม่ใช่เพื่อแตะต้อง แต่เพื่อวางหนังสือเล่มหนึ่งไว้ข้างหมอนของหลงเฟย มันเป็หนังสือเล่มหนาที่ดูเก่าแก่ "นี่คือตำราพิชัยาของซุนวู ศึกษาให้ถ่องแท้ มันจะช่วยให้เ้าเข้าใจธรรมชาติของการรบ และการควบคุมอารมณ์ในยามคับขัน"
จากนั้นเว่ยอู๋จี๋ก็เดินออกไปจากกระโจมอย่างเงียบเชียบ ราวกับเขาไม่เคยปรากฏตัวอยู่ที่นั่น ทิ้งให้หลงเฟยอยู่กับความมืดและความรู้สึกที่ผสมปนเปกัน เขามองไปยังตำราพิชัยาเล่มนั้นอย่างช้าๆ มันเป็ตำราเก่าแก่ที่ถูกใช้งานมาอย่างโชกโชน ขอบกระดาษเหลืองกรอบและมีรอยยับย่นมากมาย บ่งบอกถึงการถูกอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลงเฟยเปิดมันออกช้าๆ ในความมืด เขาลูบไล้ตัวอักษรที่สลักลึกเข้าไปในหน้ากระดาษอย่างแ่เบา ััถึงพลังและความรู้ที่บรรจุอยู่ภายใน
แม้คำพูดของเว่ยอู๋จี๋จะดูเ็าและปราศจากความรู้สึก แต่หลงเฟยก็รู้สึกได้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่เื้ั ท่าน้าให้เขาแข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่รวมถึงจิตใจด้วย นั่นเป็ครั้งแรกที่เขาได้รับ 'ของขวัญ' จากเว่ยอู๋จี๋ เป็ของขวัญที่ไม่ได้มีมูลค่าทางวัตถุ แต่กลับมีคุณค่าทางจิตใจอย่างมหาศาล มันทำให้ความเคารพที่มีต่อแม่ทัพเพิ่มพูนขึ้นไปอีกขั้น เขาเริ่มจมดิ่งลงไปในตำราพิชัยา พยายามทำความเข้าใจปรัชญาและกลยุทธ์ที่บรรจุอยู่ภายใน ราวกับจะใช้มันเป็เกราะกำบังจิตใจจากความทรงจำอันเ็ปที่คอยตามหลอกหลอนเขาอยู่ตลอดเวลา เขาเชื่อว่าหากเขาสามารถควบคุมอารมณ์และความคิดของตนเองได้ดุจดั่งที่ซุนวูได้กล่าวไว้ เขาจะสามารถเอาชนะความหวาดกลัวและอดีตที่เลวร้ายนั้นได้ในที่สุด เขาเริ่มทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านและทำความเข้าใจตำราเล่มนี้ คล้ายจะใช้มันเป็เครื่องมือในการเยียวยาจิตใจที่ยังคงบอบช้ำอยู่ลึกๆ ภายใน