่บ่ายในวันเดียวกัน
กว่าทุกอย่างจะเสร็จเล่นเอาเธอล้าไม่น้อยเหมือนกัน วรดาเข้ามานั่งพักภายในห้องของตัวเอง ต่อจากนี้เธอจะใช้เป็ที่ซุกหัวนอนไปจนถึงตอนไหนก็ไม่รู้
คิดมาแล้วได้แต่เวทนากับชีวิตของตัวเองเหลือเกินจากคนที่มีบ้านให้กลับ มีครอบครัวให้คิดถึง ต่อจากนี้คงเหลือไว้เพียงความทรงจำว่ากาลครั้งหนึ่งเธอเคยมีครอบครัวที่แสนอบอุ่นรออยู่
น้ำตาเม็ดเล็กร่วงหล่นกระทบบนแก้มป่องหญิงสาวรีบยกมือขึ้นปาดออกอย่างรวดเร็วราวกับเป็สิ่งต้องห้าม
สองสัปดาห์ที่ผ่านมาวรดาแทบไม่มีเวลาได้เสียใจเนื่องจากต้องเตรียมจัดงานศพและยังต้องหาเอกสารเบี้ยประกันชีวิตที่พ่อแม่ของเธอทำไว้ มันกลายเป็ภาระอันหนักอึ้งสำหรับเธอมากในเวลานั้น
เอกสารสำคัญต่าง ๆได้ถูกเผาไปพร้อมกับบ้านหัวเธอหมุนเป็ลูกข่างยุ่งตัวเป็เกลียวจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูก
จนไม่รู้ว่าจะเริ่มจากเื่ไหนก่อนดีทั้งเื่กรรมสิทธิ์ที่ดิน ทั้งการเตรียมหาที่อยู่ใหม่
นับว่ายังมีความโชคดีที่เธอมีกานดาคอยให้คำปรึกษาอยู่ข้างๆ และยังเมตตาให้เธอได้อาศัยหลับนอนที่บ้านของท่านใน่ที่เธอกำลังตกที่นั่งลำบาก
หญิงสาวให้เวลากับตัวเองอ่อนแอสักพักก่อนจะลุกไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ภายในห้องพักเช็ดหน้าเช็ดตาตัวเองเพื่อเรียกวรดาคนเดิมกลับมา คนที่เข้มแข็งให้กับทุกเื่ คนที่ยิ้มง่ายหัวเราะง่ายคนนั้นต้องรีบกลับคืนมาโดยเร็ว
พอเดินออกมาจากห้องน้ำ เธอก็เริ่มมองสำรวจห้องใหม่อีกครั้ง
ห้องนอนขนาดสี่เหลี่ยมที่ไม่ใหญ่มากมีชุดเตียงนอนขนาดห้าฟุต ตู้เสื้อผ้าที่มีโต๊ะเครื่องแป้งในตัวหนึ่งหลัง
และยังมีชุดโต๊ะกับเก้าอี้ขนาดเล็กสำหรับนั่งพักผ่อนตั้งอยู่ตรงมุมห้องเยื้องกับเตียงนอน
จากการสำรวจเพียงเท่านั้นเธอกลับพบว่าแทบจะไม่ต้องทำความสะอาดอะไรเพิ่มเติมเลย
มีแค่เสื้อผ้าก็พร้อมเข้าอยู่ได้เลยแต่ที่เซอร์ไพรส์สำหรับเธอมากคือมีประตูด้านหลังสามารถเปิดออกไปรับลมได้ด้วย
ขณะที่วรดากำลังวุ่นวายอยู่กับการสำรวจห้องพักใหม่ของอย่างเพลิดเพลิน
หญิงสาวไม่ทันสังเกตว่าบนบ้านหลังใหญ่ตรงชานระเบียงที่ยื่นออกมา มีใครบางคนกำลังมองลงมาในห้องของเธอที่เปิดประตูห้องทิ้งเอาไว้แถมยังเปิดหน้าต่างออกอ้าซ่า เสมือนเปิดโอกาสให้เขามองอย่างโจ่งแจ้ง
แววตาคมกริบทอประกายเ้าเล่ห์มองลงมาอย่างใจเย็นมุมปากหยักยิ้มขึ้นอย่างพอใจ
‘ใจเย็นไว้ เขายังมีเวลาอีกมากมายสำหรับเธอ’
ครืด..ครืด..ครืด
“ว่าไงจา”
ขณะที่เธอกำลังจะนำเสื้อผ้าออกมาจากกระเป๋าเพื่อนำไปแขวนไว้ในตู้ต้องวางทุกอย่างลงก่อนแล้วมารับสาย
(เป็ไงบ้าง มีที่อยู่หรือยัง มาอยู่กับจาก่อนมั้ยอิพี่โจมันรู้ข่าวแล้วเร่งให้จาโทรมาถามวิวอยู่เนี่ย) ปลายสายเอ่ยเสียงติดรำคาญเล็กน้อย
จารวีร่ายยาวมาแบบนี้แสดงว่าคงรู้เื่ทั้งหมดแล้ว
“วิวขอบใจจามากเลย แล้วก็ฝากขอบคุณพี่โจด้วยวิวมีที่อยู่แล้ว เดี๋ยวเจอกันที่มหาวิทยาลัยพรุ่งนี้ จะเล่าให้ฟัง”
(ได้ๆ โอเค พรุ่งนี้วิวต้องมานะเดี๋ยวจะเรียกพี่โจมันมาฟังด้วย ี้เีตอบคำถามแล้ว)
“อื้มขาดไม่ได้อยู่แล้ว จะสอบแล้วนี่ ขอบใจมาก ๆ เลยนะที่เป็ห่วง”
เธอรู้สึกซาบซึ้งใจ ในความเป็ห่วงของสองพี่น้องคู่นี้อย่างแท้จริงนอกจากจารวีแล้วเธอก็ไม่มีเพื่อนที่สนิทคนอื่นอีก ไปไหนไปกันสองคนมีอะไรพวกเธอก็เล่าสู่กันฟังแทบจะทุกเื่
“งั้นเดี๋ยวไว้เจอกันที่มหาวิทยาลัยนะ”
(โอเค ๆ)
เสียงหวานใสเอ่ยคุยกับเพื่อนไปอย่างเป็กันเองโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า มีใครบางคนกำลังตั้งใจฟังบทสนทนาอยู่อย่างใจเย็นทว่าแววตากลับแผ่รังสีบางอย่างออกมา จากดวงตาคมกริบคู่นั้นอย่างน่ากลัว
เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วขับกล่อมต้อนรับเช้าวันใหม่อันแสนสดใส
อากาศในยามเช้ากับกลิ่นของธรรมชาติที่ลอยพัดมาตามสายลมเบาๆ ช่วยให้อาการของสาวน้อยที่กำลังเร่งรีบได้ผ่อนคลายลงมาบ้าง
วันนี้คือวันสุดท้ายของการสอบหลังจากเธอช่วยงานในครัวเสร็จ จึงใช้เวลาที่เหลือในการเตรียมตัวเธอมีสอบตอนเช้าลากยาวไปจนถึงบ่ายสอง
หญิงสาวเดินไปเปิดดูเวลาในมือถือตัวเองที่ชาร์จแบตทิ้งเอาไว้ั้แ่เมื่อคืน
“เฮ้อ...แล้วจะไปยังไงดีล่ะทีนี้”
เจ็ดโมงกับอีกสี่สิบห้านาทีสองวันที่ผ่านมาเธอมีก้องภพขับมอเตอร์ไซค์ไปส่ง ทว่าวันนี้กลับโดนเ้านายโทรตามเข้าไปในฟาร์มั้แ่เช้ามืดซะงั้น
ที่เธอรู้นั่นเพราะก้องภพเป็คนโทรมาบอกเอง ถ้าเธอจะโทรเรียกก็เกรงใจทั้งก้องภพและเ้านาย
วรดาแต่งตัวด้วยชุดนักศึกษากระโปรงทรงเอยาวเกือบถึงเข่า หญิงสาวเร่งรีบเดินออกจากบ้านพักโดยที่ไม่ลืมล็อกประตูห้องให้เรียบร้อย
ทว่าจังหวะหันกลับมาสายตาเธอสะดุดเข้ากับ ผู้ชายตัวสูงร่างใหญ่บึกบึนน่าหลงใหลรวมทั้งใบหน้าคมคายราวกับรูปปั้นแกะสลัก บุคลิกมาดขรึมนั้น ทำให้เขาดูดุน่าเกรงขามไม่น้อยเลยทีเดียว
สายตาที่เขามองมาว่างเปล่าจนเธอไม่สามารถเดาได้เลยว่า สิ่งที่เขากำลังมองเป็เธอหรืออย่างอื่นกันแน่
ในขณะที่จ้องมองสำรวจเขาอยู่นานพร้อมกับสมองพยายามครุ่นคิด ทว่าดวงตาคู่หวานกลับเบิกโพลงขึ้นพร้อมกับปากสวยที่อ้าค้างไว้ ‘ซวยแล้ว’ เป็คำแรกที่เธอนึกออกในตอนนี้หรือว่าเขาจะเป็เ้าของฟาร์ม ดูจากการแต่งตัวของเขาแล้วเหมือนกับวันนั้นไม่มีผิด
ไม่ผิดแน่!
เขาแน่นอน!
แกซวยแล้ว วรดาเอ้ย
ผู้ชายร่างสูงใหญ่บึกบึนที่เธอนั้นว่าคือคนเดียวกันกับที่เธอสะดุดขาตัวเอง ไปนั่งบนตักของเขา แล้วยังเป็คนเดียวกันกับที่เธอเรียกเขาว่าลุง เมื่อครั้งที่มาช่วยงานกานดา
หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอกเธอได้ภาวนาขอให้สิ่งที่คาดเดาไปก่อนหน้านี้ ไม่เป็ความจริง และขอให้เขาเป็เพียงแขกของเ้าบ้านเท่านั้น
วรดารีบสาวเท้าลัดเลาะไปตามทางเชื่อมมุ่งหน้าสู่ห้องครัวด้านหลังบ้านทันทีทว่ายิ่งก้าวเดินเร็วเท่าไร ใจก็ยิ่งสั่นไหวไปตามจังหวะที่เร่งรีบ
เมื่อเดินมาถึงประตูด้านหลังครัวเธอก็เห็นกานดากำลังง่วนอยู่กับอาหารเช้าพอดี
เธอเลือกยืนปรับลมหายใจให้กลับมาคงที่เพื่อไม่ให้กานดาจับสังเกตได้
จนเมื่อมั่นใจว่ากลับมาเป็ปกติจึงเดินเข้าไปถามผู้เป็ป้าใกล้ๆ
“ป้าจ๊ะ มีใครพอจะให้หนูติดรถไปลงที่ตัวอำเภอได้บ้างมั้ย” เธอขอแค่ติดรถไปลงที่ตัวอำเภอก็พอไม่ต้องไปส่งที่มหาวิทยาลัยก็ได้
“ติดรถเหรอป้าก็ลืมบอกพี่กุ้งไว้ด้วยสิลูก โทรตอนนี้ไม่รู้ว่าจะทันมั้ย”
เช้านี้กวินตายังไม่ออกมาจากบ้านด้วยเธอก็ลืมบอกลูกสาวไว้เสียสนิท หลังจากทราบเื่ที่ลูกชายถูกโทรเรียกตามตัวไปั้แ่เช้ามืด ทั้งที่เป็วันหยุดของก้องภพแล้ววันนี้วรดาก็มีสอบแต่เช้าด้วยสิ
“เอ่อ...ไม่เป็ไรดีกว่าค่ะป้า” วรดารีบห้ามญาติผู้ใหญ่ ที่นับถือประดุจเหมือนกับญาติตัวเองจริงๆ “งั้นหนูให้เพื่อนมารับดีกว่าเกรงใจด้วยค่ะ”
“เอาแบบนั้นเหรอลูก จะไปทันสอบมั้ยล่ะถ้าอย่างนั้น” กานดาจ้องมองหลานสาว ที่รักเหมือนลูกเหมือนหลานแท้ๆของตัวเอง
“งั้นไปพร้อมกับฉันมั้ยล่ะ กำลังจะเข้าในเมืองพอดี” อติรุจน์เดินลงมาจากบันไดกำลังจะเดินเข้าครัวมาทานมื้อเช้าได้ยินเข้าพอดี
ส่วนแม่กับพ่อเขาเข้าไปพักที่บ้านใหญ่ในตัวจังหวัด ั้แ่เมื่อวานตอนเย็นแล้วเช้านี้จึงมีเพียงเขา
“ว่ายังไงล่ะ เราจะไปพร้อมกับฉันหรือเปล่าถ้าไม่รีบเดี๋ยวจะสายนะ”อติรุจน์พูดกดดัน ให้คนตัวเล็กตัดใจอีกครั้ง
“...”
“พอดีเลยคุณรุจ น้าขอฝากหลานไปด้วยนะคะลูกชายป้ายังอยู่ในฟาร์มอยู่เลย กว่ามันจะออกมา ก็กลัวว่าทางนี้จะสายอีกโชคดีที่เช้านี้คุณรุจยังไม่ได้เข้าฟาร์ม”
“ครับ”ยังไม่ได้เข้าฟาร์มหรือ เขาออกมาก่อนเวลาที่ตัวเองเคยทำปกติต่างหาก
ชายหนุ่มตอบรับ คนที่ตัวเองเคารพไม่ต่างจากญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งออกไปอย่างสุภาพ ซึ่งมันเป็ปกติสำหรับเขาและคนใกล้ตัวอยู่แล้ว
แต่สำหรับวรดาที่ยืนฟังกลับรู้สึกว่ามันแปลกหูตัวเองอย่างไรไม่รู้เพราะมันไม่เข้ากันกับบุคลิกของเขาเลยสักนิด
"คุณรุจจะรับมื้อเช้าก่อนมั้ยคะ"
"ไว้ค่อยกลับมาทานครับน้าก้าน"
“ขอบคุณลุ...เอ่อ...” วรดาเม้มปากเป็เส้นตรงด้วยความประหม่าที่เกือบหลุดปากเรียกเขาว่าลุงออกไป “ขอบคุณ...คุณรุจมากเลยนะคะที่ให้หนูติดรถมาด้วย”หญิงสาวยิ้มเจื่อน ออกมาอย่างขอโทษ เกือบไปแล้ววรดาเธอเกือบเผลอเรียกเขาว่าลุงอีกครั้งแล้ว
อติรุจน์นึกขำแม่สาวน้อยในใจยังจะเรียกเขาว่าลุงอีกรึ ชายหนุ่มอมยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองคนที่นั่งข้างกัน
“ฉันดูแก่ขนาดนั้นเลย?” คิ้วหนาเลิกสูงขึ้นเป็เชิงถาม มุมปากยังคงไม่หยุดส่งยิ้มไปให้คนตัวเล็กที่นั่งจ้องหน้าเขาตากลมแป๋ว “ฉันอายุสามสิบหกปียังไม่สี่สิบเลยด้วยซ้ำเรียกพี่ก็พอแล้ว” ว่าพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม
“หืม~ ว่าไงฉันดูแก่ขนาดนั้นเลยเหรอ”เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กยังนิ่งเงียบ อติรุจน์จึงถามย้ำอีกครั้งพร้อมกลับยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้หญิงสาวมากกว่าเดิม
หัวใจเธอเต้นรัวจนผิดจังหวะร่างกายแข็งทื่อราวกับต้องมนต์สะกดไปชั่วขณะ ระบบการทำงานของร่างกายหยุดชะงักลง
เมื่อััได้ถึงลมหายใจอุ่นๆของเขา ที่เป่ารดกระทบผิวเธอ ตามจังหวะการหายใจเข้าออก
“เอ่อ...”วรดาหาเสียงตัวเองแทบไม่เจอ
ยังไงดีล่ะถ้าเขาสามสิบหกปีงั้นก็แสดงว่าเขาแก่กว่าเธอตั้งสิบห้าปีเชียวนะ ยังไงก็แก่กว่าเธออยู่ดี
“แก่..ที่ไหนกันล่ะคะ” วรดาคิดหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองอยู่นาน “แต่ก็แก่กว่าหนูอยู่ดี” เสียงหวานพึมพำเบาๆ กับตัวเองทำให้คนที่อยู่ใกล้อย่างเขาได้ยินชัดเจนทุกคำ
“แล้วที่ว่าแก่ กว่าเราน่ะ กี่ปี”
“สะ...สิบห้าค่ะ” เขาได้ยินเธอพูดเหรอ
“อืม...ฉันคงจะแก่แล้วจริง ๆนั่นแหละ” คนร่างใหญ่พยักหน้าอย่างยอมรับความจริง
เขาไม่แก่เลยสักนิดสำหรับเธอเขาดูดีมากกว่าคนที่อายุสามสิบหกจริง ๆ ด้วยซ้ำ ที่เธอเคยเรียกเขาว่าลุงขอคืนคำนั้นทั้งหมด
“แล้วที่วันก่อนนู้นล่ะ ที่เราเรียกฉันว่าลุง” อติรุจน์ยังคงถามต่อ ไม่ยอมให้คนตัวเล็กได้ลงจากรถง่ายๆ
“อ๋อ...หนูคงมองผิดไปเองค่ะขอโทษนะคะ” คนตัวเล็กว่าอย่างสำนึกผิดพร้อมกับยกมือเรียวขึ้นไหว้เขาอย่างสวยงาม
“เอาเป็ว่าฉันจะเชื่อเราแล้วกัน” แก้มแดงๆ ปากอมชมพูน่าแกล้งมาก อติรุจน์มองใบหน้าสวยด้วยความหลงใหล
“งั้นหนูขอตัวไปก่อนนะคะ อีกสิบห้านาทีจะเข้าห้องสอบแล้วค่ะ” ยังดีที่เขาจอดรถไม่ไกลจากตึกที่เธอต้องสอบ
หญิงสาวทำท่าจะหันไปเปิดประตูรถเพื่อพาตัวเองออกไปจากสถานการณ์ชวนใจสั่น
“วิว”
ทว่าเสียงเรียกจากคนตัวโตที่ขับมาส่งกลับรั้งเธอไว้ มือที่กำลังเตรียมจะเปิดประตูลงจากรถหยุดชะงักตามเสียงเรียกไปด้วย
“คะ?”ใบหน้าเนียนสวยหันกลับมามองเขาด้วยความสงสัย
แปลกคนเขาเรียกเธอแล้วไม่ยอมพูดแถมยังส่งยิ้มมาให้เธออีก เขาไม่รู้หรืออย่างไร ว่ามันมีอานุภาพทำลายล้างต่อหัวใจเธอมากแค่ไหน
“คุณรุจมีอะไรหรือเปล่าคะ?” ถามเขากลับไปอีกครั้งถ้าครั้งนี้เธอไม่ได้คำตอบจะลงไปจากรถจริง ๆ แล้วนะ
“ขอมือถือเราหน่อยสิ”
วรดาเลิกคิ้วขึ้นอย่างขอคำตอบแต่ก็ยอมค้นหามือถือจากกระเป๋าสะพายตัวเอง แล้วส่งไปให้อติรุจน์เองกับมือ
จะเอามือถือเธอไปทำอะไรกัน
ชายหนุ่มรับมือถือของวรดามาไว้ในมือแล้วจัดการกดบันทึกเบอร์ของตัวเอง ลงไปอย่างรวดเร็วราวกับเป็เครื่องของตัวเองก่อนที่จะส่งคืนให้กับเ้าของตามเดิม
“ถ้าสอบเสร็จแล้วโทรมานะ เบอร์พี่ในเครื่องเราก็มีพี่ขอเบอร์เราด้วย รหัส 061023”
ไม่ว่าเปล่า ผู้ชายร่างใหญ่ที่โมเมว่าตัวเองเป็พี่เธอกลับยื่นมือถือของเขามาให้พร้อมกับบอกรหัสล็อกหน้าจอมาแล้วเรียบร้อย วรดาได้แต่นั่งทำตาปริบๆ ราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
“เอ่อ..คุณรุจคะ” วรดามีสีหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเธออยากจะะโใส่หน้าแรงๆ ‘คุณเป็บ้าเหรอทำอะไรของคุณเนี่ย’
อติรุจน์คงบ้าไปแล้วแน่ ๆเธอกับเขาพึ่งจะเคยคุยกันครั้งแรก แล้วทำไมมันเป็แบบนี้ไปได้
“เร็ว เดี๋ยวไม่ทันนะ สายแล้ว”
วรดากึ่งวิ่งกึ่งเดินขึ้นตึกอย่างไม่คิดชีวิตเพราะกลัวว่าจะเข้าห้องสอบไม่ทันเวลา เธอมัวแต่เสียเวลากับคนบ้าบนรถไปตั้งนาน
ถือว่าเธอยังพอมีความโชคดีเหลืออยู่บ้างเมื่อมาถึงหน้าห้องสอบยังเหลือเวลาให้เธอได้หยุดยืนพักหายใจหายคออยู่บ้าง
แต่มันก็แค่เพียงหนึ่งนาทีเท่านั้น!
กว่าเขาจะปล่อยเธอลงมาได้เล่นเอาเธอลุ้นแล้วลุ้นอีก ยังดีที่เขาไม่ได้จอดรถไกลมาก แต่นั่นก็ทำให้เธอรีบวิ่งมาแทบขาลาก
ร่างบางวิ่งขึ้นตึกไปจนลับสายตาแล้วแต่ชายหนุ่มยังปักหลักอยู่ที่เดิม พอหันสายตากลับมาโฟกัสเบื้องหน้าใหม่
เขากลับต้องสะดุดเข้ากับผู้ชายสองคนกำลังยืนคุยกันอยู่ใต้ต้นไม้ฝั่งตรงข้ามซึ่งมันอยู่ในระยะสายตาที่เขามองไปพอดิบพอดี
เขาจะไม่แปลกใจเลยถ้าพวกมันไม่คุยกันแล้ว หันมาทางรถของเขาอย่างลับๆ ล่อๆ
“ครับนาย”
“เดินขึ้นตึกไปแล้วครับ”
“เหมือนจะมีคนมาส่งด้วยครับผมไม่เห็นว่าเป็ใครแต่รถคุ้นมากครับ”
“ได้ครับ”
หลังจากวางสายเสร็จหนึ่งมีสีหน้าที่หนักใจ จนเพื่อนอีกคน อดที่จะถามออกไปไม่ได้
“ว่าไงบ้างวะ”ชัยถามเพื่อนตัวเองหลังจากที่วางสายสำคัญไป
“จับตาดูต่อไป”หนึ่งหันมองหน้าเพื่อนด้วยสีหน้าที่ดูกดดันเล็กน้อย
“แล้วมึงเป็อะไร ทำหน้าอย่างกับคนมีเื่ให้หนักใจ”
“มึงดูรถคันนั้นสิ มองดูดี ๆ ว่ารถใคร”
ชัยไม่ปล่อยให้ตัวเองได้สงสัยในสิ่งที่เพื่อนพูดนานรีบตวัดสายตากลับไปมองดูรถคันดังกล่าวทันทีทว่าคราวนี้ชายหนุ่มกลับต้องรีบเบือนหน้ากลับมาหาเพื่อนอย่างรวดเร็ว
“หยาบแล้วงานนี้”ใคร ๆ ในจังหวัดนี้ ต่างก็รู้ดีว่า อติรุจน์เป็ที่นับหน้าถือตาไม่ต่างไปจากเ้านายของพวกเขาเลย อาจจะมากกว่าเ้านายตัวเองเสียด้วยซ้ำ
“เออ!”หนึ่งตอบเพื่อนด้วยสีหน้าเครียดจัด
“แล้วมึงบอกนายไปรึยัง”
“ยัง”
“อ้าว”
“กูพึ่งนึกออกตอนวางสายนายพอดี”
“เอาไงต่อวะ”
“กลับ”เขาคิดไม่ออกนอกจากคำนี้แล้วจริง ๆ คงต้องกลับไปตั้งหลักอย่างที่บอกเพื่อนไป
“ห๊ะ!!แล้วเราไม่ตามต่อเหรอวะ กลับไปมีหวังโดนเล่นงานแน่”
“หรือมึงจะอยู่ให้ไอ้นั่นเล่นงานล่ะกลับไปตั้งหลักก่อนค่อยว่ากันใหม่”หนึ่งว่าอย่างไม่ยอมแพ้
รถยนต์ของผู้ชายสองคนนั้นขับออกไปจากอีกฝั่งนานแล้ว แต่ชายหนุ่มยังนั่งปักหลักอยู่ในรถอย่างเดิม ไม่ยอมขยับไปไหน
ครั้นพอหันหน้ากลับเข้าไปมองในตัวอาคารอีกครั้งเขากลับต้องสะดุดกึก เมื่อพบว่ามีใบหน้าของผู้ชายสวมแว่นตากับใบหน้าที่ออกไปทางตี๋ๆ หน่อย แนบหน้าลงมาติดกับกระจกรถ
เอ๊ะ!
“เฮ้ย!!”อติรุจน์อุทานออกมาด้วยความใ
ส่วนคนด้านนอกรถที่เห็นแบบนั้นรีบยกมือขึ้นเคาะกระจกรถอย่างแรง
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
“ใอะไรของมึงครับคุณดอกเตอร์แล้วนี่คุณมาทำอะไรที่นี่ไม่ทราบครับ”ทันทีที่อติรุจน์ลดกระจกลง วีรภัทรก็ร่ายยาวถามเพื่อนตัวเองแบบไม่รอฟังคำตอบ
“แล้วอาจารย์วีรภัทร มาทำอะไรแถวนี้ครับ” เขาถามกลับด้วย น้ำเสียงติดรำคาญเล็กน้อยเมื่อเห็นชัดๆว่าคนที่เอาหน้าติดกระจกรถคือใคร
มาได้จังหวะพอดีมาก!
“ผมก็มาสอนสิครับ ผมเป็อาจารย์นะ” วีรภัทรมองหน้าเพื่อนตัวเองอย่างสงสัย “หรือว่ามึงจะมาหาเด็กนักศึกษามหาลัยกูครับ” ต้องใช่อย่างที่เขาว่าแน่ ไม่เคยเห็นมันควงใครนานมากแล้วมันต้องมีเด็กซุกไว้แน่นอน
“นั่นมันมึงครับไม่ใช่กู”
“แล้วมึงมาทำอะไรที่นี่”
“ไม่เสือกนะครับอาจารย์” อติรุจน์ว่าเพียงเท่านั้นก่อนจะขับรถออกไปอย่างไม่เร่งรีบจนได้ยินเสียงเพื่อนที่ะโตามหลังมา
“อ้าวเฮ้ย!ไอ้รุจ” มันต้องมีอะไรในก่อไผ่แน่นอนไม่อย่างนั้นเขาไม่มาเห็นมันที่นี่แน่ แถมยังเป็ตอนเช้าแบบนี้แล้วด้วยไม่มีทางเป็อย่างอื่นได้ ปกติอติรุจน์เป็พวกบ้างานตัวเองจะตายเป็เพื่อนที่ตามตัวยากมาก เช้าๆแบบนี้มันต้องเข้าไปอยู่ในฟาร์มแล้ว
จมูกหายใจสูดลมเข้าออกดังฟืดฟาดไม่รอช้าวีรภัทรอาจารย์หนุ่มหน้าตี๋ลูกเสี้ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่รีบค้นหาโทรศัพท์มือถือตัวเองออกมาจากกระเป๋าต่อสายหาเพื่อนอีกคนทันที
“ไอ้วินกูได้กลิ่นแปลก ๆ จากเพื่อนตัวดีของมึง” รอสายอยู่สักพักหลังจากที่เพื่อนกดรับแล้วแต่ยังไม่มีคำใดพูดออกมา คนรอสายที่ใจร้อนอยู่แล้วอย่างเขา จึงอดทนรอไม่ไหวรีบร่ายยาวออกไปจนลิ้นแทบพันกัน
(อะไรของมึงเนี่ยไอ้ภัทร) 'คุณวินขา~' เสียงที่เล็ดลอดออกมาทางปลายสายทำให้วีรภัทรรู้ได้โดยไม่ต้องมีคำอธิบายอะไรเพิ่มเติมว่าตัวเองโทรมาขัดจังหวะของเพื่อนตัวดีแล้วอีกคน
ให้มันได้อย่างนี่สิวะ!
“ไว้กูโทรไปใหม่”ว่าจบพร้อมตัดสายทิ้งทันที ‘เฮ้อ..’ ถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ ให้มันได้อย่างนี้สิวะเพื่อนแต่ล่ะคน
เขาต้องรู้ให้ได้ว่าวันนี้อติรุจน์มาทำอะไรที่นี่ ไอ้เพื่อนรักมึงเจอนักสืบอย่างกูแน่
คิดจะปิดบังกันเหรอ
อย่าได้ฝัน!