มังกรพลิกสวรรค์

    ตอนที่ 34 ประตู

            ตอนที่ 34 ประตู




            ครึ่งเดือนผ่านไปกิจวัตรประจำวันของหลินเฟยคือการดูดซับพลังลมปราณที่มากมายมหาศาลกักเก็บไว้จนท่วมท้นเรือนกาย

            เมื่อยามเช้ามาเยือนหลังจากที่พลังลมปราณจากวัตถุทรงกลมประหลาดถูกผนึกไว้จึงเป็นเวลาที่เขาได้ย่อยสลายพลังในร่างเพื่อเพิ่มพูนตบะของเขา ครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ตบะขั้นปราณยุทธขาวช่วงท้ายของเขาก็ได้ขยับก้าวหน้าไปถึงปราณยุทธขาวขั้นสมบูรณ์แบบ!


            อีกเพียงครึ่งก้าวเท่านั้นก็จะสามารถกลายเป็นปราณยุทธเงินได้!


            ความรวดเร็วในการฝึกตนของหลินเฟยนี้มากพอกลับอัจฉริยะของสำนักใหญ่ที่พรั่งพร้อมไปด้วยทรัพยากรในการฝึกตน หรืออาจถึงขั้นเหนือกว่า

            แม้ว่าจะมีเส้นลมปราณที่หนาใหญ่กว่าชาวบ้านชาวช่องเขา แต่นั่นก็ได้โชควาสนาที่พบเจอในที่แห่งนี้ หากไม่แล้วการที่เขาจะขยับมาถึงปราณยุทธขาวขั้นสมบูรณ์แบบนี้ได้ทั้งยังไม่มีทรัพยากรที่เหลือล้นเหมือนกับศายานุศิษย์ของบรรดาสำนักใหญ่


            เช่นนั้นแล้วอาจเนิ่นนานถึงหลายขวบปีกว่าหลินเฟยจะตามทันการฝึกตนของตนเองในครึ่งเดือนนี้ได้ ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง


            หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปเขาคงจะฝ่าทะลุขั้นได้ในเร็ววันนี้ และนั่นก็ทำให้การกลับไปยังสำนักโลหิตมังกรย่นเข้ามาเร็วขึ้น เร็วขึ้นอีกหนึ่งวัน! แค่นั้นก็พอแล้ว! ขอเพียงพบเจอโชควาสนาเช่นนี้อีกสักสิบครั้ง!  ต่อให้เป็นจิ้งจอกเฒ่าเจียนเหินเขาก็ยังคงต้องปวดหัวหากได้เห็นตบะของเขาในยามนั้น!


            ขณะที่หลินเฟยกำลังวาดฝันถึงอนาคตอันสวยงามอยู่นั้นเองพลังลมปราณที่มากมายมหาศาลที่ส่งออกมาจากวัตถุประหลาดก็พลันหยุดลงกลายเป็นเงียบสงบ


            “เช้าแล้วหรือ? ก็ไม่นี่นาข้าพึ่งดูดซับลมปราณมาได้ไม่ถึงชั่วยามเองนะ” หลินเฟยขมวดคิ้วมุ่นรำพันอยู่ในใจเปิดเปลือกตาจ้องไปที่วัตถุทรงกลมสีดำพาดด้วยลวดลายลักลับนั้น


            ตอนนี้มันกลับเกิดรอยร้าวและกำลังปริแตก!


            หลินเฟยร้องเสียงหลงอยู่ในใจปากก็อ้าพะงาบๆฟองอากาศก็พลันพุ่งออกจากปากเขาไม่มีหยุด ท่ามกลางรอยปริแตกที่ค่อยขยายขึ้นนั้นมีแสงสว่างสีขาวบริสุทธ์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้แยงลอดออกมาตามรอยแตกพวกนั้น


            แสงนี้อาบไว้ด้วยความน่าศรัทธาจนเกินคำบรรยายอีกทั้งยังให้ความรู้สึกน่าเกรงขามถึงขีดสุดราวลำแสงนั้นมีไว้เพื่อสาดส่องออกไปเพื่อชำละล้างโลกใบนี้!

            ท่ามกลางรอบปริแตกที่มากขึ้นจนเปลือกสีดำหลุดล่อนออกหมดนั้นเองแสงสีขาวบริสุทธ์นั้นก็พลันระเบิดคลื่นพลังศักด์สิทธิ์ออกมาอีกครั้งระยะของแสงนั้นสว่างขึ้นไปครอบคลุมทั้งบึงใหญ่ขนาดพอหลายร้อยจั้งจนมองไม่เห็นสิ่งใด

            สว่างสไวเสียยิ่งกว่าตอนกลางวันพลังปราณอันสูงส่งปะทุออกมาถึงกลับบิดเบือนนภากาศจนในที่สุดแสงนั้นก็ค่อยๆย่นระยะลงจนจางหายไปในที่สุด


            “นี่มัน...”


            หลินเฟยร้องอุทานอยู่ในใจอย่างแผ่วเบาหัวใจเต้นกระหน่ำราวกับกองรบวัตถุทรงกลมนั้นไม่มีอีกแล้วหลังจากเปลือกนอกแตกออกสิ่งที่อยู่ภายในก็คือ


            ลูกตา!


            ลูกตาข้างหนึ่ง!


            ดวงตาหนึ่งข้างนี้ทำให้หลินเฟยใจเต้นตึกตักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้และคาดว่าน้อยคนที่จะเคยได้เห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสูงส่งน่าเกรงขามดวงนี้


            เพียงมองก็รู้สึกถึงคลื่นพลังอันศักดิ์สิทธิ์รายล้อมอยู่อีกทั้งภายในตาดำของดวงตานั้นกลับมีเส้นแสงดาวห้าแฉกสีทองอร่ามน่าพิศวงเมื่อมองเข้าไปก็พลันราวกับหลุดไปอยู่ห้วงนภากาศที่รายล้อมไปด้วยมวลหมู่ดวงดารา

            หลังจากเหม่อมองอยู่นานเท่าไหร่ไม่ทราบเมื่อสติของเขากลับมาหลินเฟยรวบรวมความหาญทั้งหมดที่มีเอื้อมมือเข้าไปหมายจะคว้าดวงตาดวงนี้ไว้


            แต่ตอนนั้นเองกลับมีพลังแข็งแกร่งลึกลับสายหนึ่งพุ่งออกจากดวงตาประหลาดนี้ดูดหลินเฟยหายวับเข้าไปในดวงตาก่อนที่ดวงตานั้นจะค่อยๆจางหายไปราวกับไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน!


            “ที่นี่คือ?”


            หลินเฟยลืมตาขึ้นมาหลังจากรู้สึกตัวแรงดึงดูดมหาศาลที่มาจากลูกกะตาลูกนั้นทำให้เขารู้สึกร่างกายแทบจะแหลกออกมาเสี่ยงๆ จนในที่สุดสติของเขาก็พลันหลุดลอยมารู้ตัวอีกทีเบื้อหน้าของเขาตอนนี้ก็คือ ประตู!


            ประตูห้าบานในห้องศิลาปิดตาย!


            ประตูห้าบานนี้ดูเก่าแก่คร่ำครึเหมือนผ่านกาลเวลามายาวนาน มองไปรอบๆก็มีเพียงกำแพงที่วางซ้อนกันด้วยศิลาแลงขนาดใหญ่ดูอึมครึมน่าหวาดกลัว

            ยังโชคดีที่มีคบไฟติดไว้ให้พอมองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจนขณะกำลังมองสำรวจไปรอบกายนั้นหลินเฟยก็พลันได้ยินเสียงปริศนาดังขึ้นภายในจิตใจเสียงนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนแต่ผสมไปด้วยความรู้สึกที่เด็ดขาด


            “ชะตาของข้า”


            “ชะตาของเจ้า...”


            “หากไม่มีคำว่าชะตาเจ้าคงไม่ได้ยืนอยู่ ณ ธรณีนี้”


            “และหากเป็นโชคชะตาของเจ้า ก็จงมารับไป...”


            “พลังของข้า...”


            “จงเดินไปตามแต่ชะตาของเจ้า...”


            หลินเฟยเหมือนสติคล้ายจะหลุดลอยแม้เสียงนั้นจะเงียบหายไปแล้วแต่ความรู้สึกกดดันและหวั่นเกรงเกิดขึ้นโดยสัญชาติญาณ เขาเพ่งพินิจไปที่บานประตูแต่ละประตูอย่างละเอียด


            พวกมันมีทั้งประตูที่ทำจากไม้ จากดิน จากเหล็ก จากทอง และจากน้ำแข็ง ทุกบานประตูเต็มไปด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณอันน่าครั่นคร้ามไม่ว่าจะเป็นประตูบานไหนก็ดูลึกลับทรงพลัง


            “จะไม่เลือกก็ไม่ได้ ทางออกของข้ามีที่ไหนนอกจากประตูพวกนี้”


            หลินเฟยจ้องบานประตูทั้งห้าจนตาแดงก่ำเส้นเลือดฝอยปรากฏขึ้นไม่น้อยทุกบานประตูล้วนดูเล้นลับอีกทั้งยังสัมผัสได้ถึงอันตรายอย่างสุดขีด


            “บานประตูสีทองนั้นดูดีเกินไปน่าจะเต็มไปด้วยขวากหนามที่รุนแรงที่สุด ส่วนอันที่เป็นน้ำแข็งพนันได้เลยเข้าไปต้องแข็งตายแน่นอน”


            ผ่านไปสองชั่วยามก็ได้ข้อสรุปในที่สุดหลินเฟยหลังจากผ่านการขบคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน...ไปเองก็ได้เดินไปยังบานประตูที่เขาตัดสินใจเลือก


            “งั้นเอาบานนี้แล้วกัน!”


            ไม้!


            หลินเฟยผลักบานประตูใหญ่ความสูงห้าจั้งที่ทำด้วยไม้เก่าแก่ออกไปเต็มแรงแม้เรี่ยวแรงของเขาจะมหาศาลแต่ดูเหมือนว่ามันจะเพียงแค่ขยับไปอย่างเชื่องช้าเท่านั้น


            “อะไรกันอีกละเนี่ย”


            เมื่อก้าวพ้นม่านกระเพื่อมของอากาศบางๆเข้ามาในทันทีประตูไม้ด้านหลังก็สลายกลายเป็นเถ้าธุลีรอบๆด้านของเขาคือเขาวงกตขนาดยักษ์ที่ทำขึ้นจากกำแพงไม้เก่าแก่เถาวัลย์ขนาดเท่าตัวคนเลื้อยพลันไปทั่วอย่างมั่วซั่ว


            ความรู้สึกกดดันพลันเกิดขึ้นในใจอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง พลันสียงลึกลับก็ดังอึงอลขึ้นอีกครั้ง


            “ไม้...ไม่เลวเลือกจากยากที่สุด”


            “บางทีอาจเป็นเจ้า...ถ้าเจ้ารอด”


            เมื่อเสียงนี่ก้องกังวานอยู่ในหัวสมองหลินเฟยเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางใจ


            เขาใช้เวลานานกว่าจะตัดสินใจคิดว่าประตูไม้เรียบๆน่าจะผ่านไปได้ง่ายที่สุด แต่กลับกันมันกลับกลายเป็นประตูที่ยากที่สุดซะงั้น!


            จากเหตุการณ์ที่ลูกตานี้โดนผนึกแรงดึงดูดที่พาเขาเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ พลังสยบที่น่าเกรงขามจากเหล่าบานประตู ยิ่งเข้ามาด้านในเพียงมองก็พาให้ต้องสูดลมหายใจเฮือกใหญ่


            ทุกอย่างนี้ทำให้เขาคิดว่าที่นี่ไม่ใช่ธรรมดาและโอกาสมีอันตรายถึงชีวิตนั้นสูงมากถึงมากที่สุดเลยทีเดียว


            “นี่...ทำไมข้าไม่เข้าประตูสีทอง”


            หลินเฟยพึมพำรู้สึกเศร้าเสียใจกว่าจะตัดใจจากบานประตูสีทองได้เพราะคิดว่าทางอื่นน่าจะผ่านพ้นไปได้ง่ายดายกว่า


            ยามนี้เหม่อมองท้องฟ้ายามราตรีที่มืดมัวสายฟ้าแลบแปลบปลาบในบางครั้งขับดันให้วงกตด้านหน้าดูอึมครึมน่าหวาดกลัวเสียงกรีดร้องของอะไรบางอย่างแว่วตามสายลมมาเบาๆ


            เสียงนั้นทำให้ขนลุกขนชันขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงยิ่งทำให้เขารู้สึกขลาดกลัวเข้าไปใหญ่ ต้องรู้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาโดนดูดด้วยแรงมหาศาลอย่างนั้นเป็นครั้งแรกความตะลึงพรึงเพลิดยังไม่จางหายไปกลับเจอกับจิตวิทยาบานประตูของลูกตาลึกลับอีก


            ใจเขาเริ่มคิดถึงสำนักโลหิตมังกรขึ้นมาทันทีย้อนถามตัวเองว่า...ออกมาจากที่นั่นทำไม?


            “นี่ๆ ข้าไม่เข้าไปได้ไหม ส่งข้าออกไปหน่อย”


            “ข้ายังมีพ่อมีอาที่ต้องดูแลไหนจะสหายข้าอีก”


            “ไหนจะศิษย์พี่หญิง ไหนจะเสี่ยวเหมย ไหนจะจิวหลิน...”


            เมื่อคิดถึงตรงนี้หลินเฟยก็ไอแห้งๆออกมาสองสามทีเมื่อคิดถึงหญิงสาวทั้งสามหน้าก็พลันแดงขึ้นน้อยๆอารมณ์ดีขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย


            .

            .

            .