"ตูม!!!"
ณ พิภพอันดำมืด อันเป็นแหล่งที่ตั้งของตำหนักริตติกาลอันน่าพิศวง ที่คฤหาสน์ขนาดใหญ่ในโถงนิกายเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับออร่าแห่งความมืดที่มากล้น และนั่นไม่ใช่อะไรที่ไหนนอกจากความโกรธเกรี้ยวของผู้นำตำหนักรัตติกาลหวูคงนั่นเอง
"บัดซบ!!เจ้าพวกหอกระบี่ดาวตก!! พวกมันทำลายแผนการของข้าอีกแล้ว!!"หวูคงกล่าวอย่างเดือดดาลจนเหล่าผู้อาวุโสและจ้าวนิกายในอาณัติพากันสั่นกลัว ออร่าแห่งความมืดของประมุขตำหนักรัตติกาลหนักอึ้งเกินกว่าพวกมันจะรับไหว
"ท่านพ่อ ได้โปรดใจเย็นๆก่อนเถิด ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่มีประโยชน์ที่โกรธเกรี้ยว อีกทั้งหอกระบี่ดาวตกก็ไม่ได้กระจอกงอกง่อยเราจะทำอะไรบุ่มบ่ามไม่ได้"หวูหลิงผู้เป็นบุตรสาวกล่าวขึ้น ตั้งแต่กลับมาจากมิติเร้นนางก็เล่าทุกอย่างให้กับบิดาฟังไปแล้วรวมทั้งชายที่ชื่อเฟยหรงที่มีสายเลือดเทพสมุทรอยู่ในตัวด้วย
"เห้อ! บัลลังก์ราชันก็หาไม่เจอสักบัลลังก์ อีกทั้งการเข้าถึงปราณพิเศษก็ถูกขัดขวาง ลูกจะให้พ่อเย็นได้อย่างไร"หวูคงนั่งลงพร้อมกล่าวขึ้น การรวบรวมสัตว์อสูรเหล่านั้นเพื่อที่จะใช้พิธีกรรมโบราณที่ถูกเขียนไว้ในตำราของตำหนักรัตติกาลรุ่นแรกเพื่อที่จะเข้าถึงปราณรูปแบบพิเศษชนิดหนึ่งและหวูคงคาดหวังกับมันมากจึงไม่แปลกที่เมื่อถูกเฟยหรงและเฟยเทียนขัดขวางแผนการจะทำให้มันเดือดดาลขนาดนี้
"แล้วการหาบัลลังก์ราชันไปถึงไหนแล้ว!"หวูคงกล่าวถามบรรดาเหล่าผู้อาวุโสในทันที ผู้อาวุโสคนหนึ่งจึงเดินออกมาด้วยอาการสั่นอย่างช่วยไม่ได้ "ท่านประมุขเราพบพบเบาะแสใดๆเลยขอรับ แต่จากการคาดเดาคนที่ได้ถือครองบัลลังก์เหมันต์น่าจะเป็นนางมารเหมันต์ปฐมกาลเสวียเหม่ย เพราะนอกจากนางแล้วไม่มีใครก้าวเข้ามหาดินแดนเยือกแข้งได้อีกแล้ว"
"หืม!! เสวียเหม่ย! หญิงสาวคนนี้ประหลาดเกินไป อีกทั้งไม่มีใครกล้ายั่วยุ บัลลังก์เหมันต์เราคงต้องปล่อยไป ตามหาบัลลังก์ที่เหลือให้เจอให้ได้อย่างน้อยจะต้องได้ถือครองบัลลังก์ราัชนแห่งความมืด"
"ขอรับ!"
เหล่าผู้อาวุโสกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกันและพากันเดินออกไป ในเวลานี้หวูคงพอที่จะสงบใจได้แล้ว แม้แผนการรวบกินดินแดนของมันจะถูกทำลายโดยหอกระบี่ดาวตกไปแล้วแต่มีหรือที่มันจะลดละความพยายาม ตอนนี้ความแข็งแกร่งของมันคือลำดับที่สี่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นรองเพียง เป่ยอวิ้นเอ๋อ เสวียเหม่ย และเป่ยเฉินเท่านั้น และนั่นเป็นลำดับที่เกิดขึ้นหลังจากมันใช้ตระกูลไห่พยายามรวบกลืนตระกูลเป่ยนั่นเอง ใครจะคิดกันว่าเป่ยเฉินจะซุกซ่อนความแข็งแกร่งของตนเองไว้ได้มิดชิดขนาดนี้ พอความแข็งแกร่งนั้นถูกเปิดเผยออกมาพร้อมกับเป่ยอวิ้นเอ๋อหวูคงก็ถูกดีดจากอันดับสองกลายเป็นอันดับสี่ในทันที
"คอยดูเถอะ!!ข้าจะเป็นหนึ่งในแผนดินให้ได้!!ใครที่คิดขวางทางมันจะต้องมลายสิ้น!!"หวุคงกำหมัดแน่นพร้อมประกาศเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ หวูหลิงผู้เป็นบุตรสาวเมื่อเห็นดังนั้นก็ยกยิ้มขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ นี่สิถึงจะเป็นพ่อที่นางภาคภูมิใจทั้งห้าวหาญและแข็งแกร่ง
ตัดกลับมาที่เฟยหรงหลังจากสะสางเรื่องต่างๆเสร็จสิ้นแล้วชายหนุ่มก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการอยู่กับครอบครัวของเขาจะมีบางครั้งบางคราวที่ชายหนุ่มจะออกไปสอนเมิ่งฉี เหล่ยอิง หลงเหม่ยเหม่ย และหลงเหม่ยอิง
หลังจากที่ได้รับคำแนะนำจากชายหนุ่มพวกนางก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียว เมิ่งฉีบรรลุระดับหกของนักปรุงโอสถได้สำเร็จ เหล่ยอิงได้ค้นพบวิถีกระบี่แห่งอัสนีที่เป็นวิถีกระบี่ของนางเองที่มีทั้งคมรวดเร็วและเฉียบคม หลงเหม่ยเหม่ยนั้นบรรลุวิถีกระบี่วารีที่อ่อนโยนและเรียบง่าย และสุดท้ายคือหลงเหม่ยอิงนางบรรลุวิถีกระบี่วายุที่คมกริบราวกับจะตัดได้ทุกสรรพสิ่งคล้ายกับของเฟยเทียนเลยทีเดียวอาจจะเป็นเพราะทั้งเฟยเทียนและหลงเหม่ยอิงมีธาตุหลักคือสายลมเหมือนกันก็เป็นได้ จะแตกต่างกันก็แค่ของเหม่ยอิงนั้นจะเป็นสายลมของมังกรที่แข็งแกร่งและทื้อกว่าปราณเทพแห่งสายลมของเฟยเทียนเพียงเท่านั้น
"เอาละที่เหลือพวกเจ้าก็เอาไปฝึกกันเองแล้วกัน ข้ามีธุระต้องออกไปทำน่ะ"เฟยหรงกล่าว
"เจ้าค่ะ"ทั้งสี่คนกล่าวขึ้นพร้อมกัน ดูเหมือนพวกนางทั้งสี่คนนั้นจะพอใจกับการพัฒนาในเองในเวลานี้มากจริงๆอีกไม่นานคงจะได้ขึ้นสู่ระดับเทวะอย่างแน่นอน
เฟยหรงยกยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนที่ชายหนุ่มจะทะยานร่างออกไปจากหอกระบี่ดาวตกโดยพลันสิ่งแรกที่เขาจะต้องหาคือบัลลังก์ราชันแห่งเมฆา และจากที่ได้คำใบ้มาทำให้เฟยหรงหาง่ายขึ้นเยอะเลยทีเดียว
'หมู่มวลเมฆาลอยเด่นเป็นอิสระ เช่นนั้นมันต้องอยู่ที่สูงอย่างแน่นอน'ชายหนุ่มยิ้มกริ่มในใจ เมื่อได้โอกาสเขาก็พุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศในทันใด เพื่อตามหาสถานที่ตามคำใบ้ของเจ้าบัลลังก์
ชายหนุ่มร่องลอยอยู่เหนือชั้นบรรยากาศเช่นนั้นไปจนเกือบทั่วทั้งทวีปศักดิ์สิทธิ์แต่กลับไม่พบเจอสิ่งใดผิดฝกติจนกระทั้งหนึ่งเดือนผ่านไปชายหนุ่มก็คิดได้ว่าการหาท่ามกลางชั้นบรรยากาศเช่นนี้มันราวกับงมเข็มในมหาสมทุรอย่างไรอย่างนั้น เฟยหรงจึงได้ครุ่นคิดถึงสถานที่ๆเป็นไปได้มากขึ้นโดยพลันโดยคิดไปถึงสถานที่ๆมีธาตุลมหนาแน่นก่อนเป็นอันดับแรก
"ธาตุลมเกรงว่าจะไม่พ้นตระกูลหยุนกระมัง อย่าบอกนะว่าบัลลังก์ราชันอยู่ที่นั่น เหอๆเรื่องนี้ยุ่งยากเสียแล้ว'หากพูดถึงความสามารถในเรื่องสายลมไม่มีใครเกินตระกูลหยุนอีกแล้ว เฟยหรงเมื่อคิดได้ดังนั้นก็รู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาเล็กน้อย เพราะเมื่อครั้งก่อนเขาไปถล่มตระกูลหยุนเสียเละเทะไปหมด อีกทั้งในใจยังไม่อยากยอมรับตระกูลหยุนเสียเท่าไร ดังนั้นเขาจึงไม่อยากไปที่ตระกูลหยุนมากนัก
"เห้อ เอาก็เอาข้าจะแอบเข้าไปหน่อยก็แล้วกัน ข้าแค่ปรับเปลี่ยนพลังปราณและซ่อนใบหน้าเท่านี้ก็ไม่มีใครจำได้แล้ว"เฟยหรงกล่าวอย่างเจ้าเล่ห์ เขารีบพุ่งทะยานไปที่ตระกูลหยุนในทันทีอีกทั้งยังระงับพลังตนเองให้อยู่ในขั้นนิพพานเพื่อให้เหมาะสมกับอายุของตนเอง และปรับเปลี่ยนใบหน้าและรวบผมสีน้ำเงินครามทรงหางม้าเอาไว้ก่อนจะเดินเข้าไปอย่างสง่าผ่าเผย
แน่นอนตระกูลหยุนนั้นต้อนรับคนที่มีความสามารถอยู่แล้วดังนั้นเมื่อเห็นชายหนุ่มอายุแค่ยี่สิบกว่ามีแต่อยู่ในขั้นนิพพานเช่นนี้พวกเขาก็ยินดีต้อนรับเฟยหรงอย่างเป็นมิตรโดยพลัน ดังนั้นเฟยหรงจึงได้เข้าไปอย่างง่ายดาย
"หุหุ เท่านี้ก็เรียบร้อย บัลลังก์ราชันแห่งเมฆาเอ่ย ข้ามาแล้ว"เฟยหรงยิ้มระรื่น ใบหน้าของเขาในเวลานี้แม้จะแตกต่างจากเดินแต่ก็หล่อเหลาและงดงามไม่ต่างกันมากนัก หากชายหญิงคนใดที่พบเห้นอาจจะทั้งตกหลุมรักและอิจฉาเลยก็ว่าได้ เฟยหรงเดินเข้าเมืองหยุนในทันใด เวลานี้สิ่งที่เขาต้องการจะรู้คือข่าวสารนั่นเอง ว่าสถานที่แห่งนี้มีอะไรที่ผิดปกติหรือไม่นั่นเอง
ในขณะที่เฟยหรงกำลังเดินหาข้อมูลนั้นเองที่คฤหาสน์ตระกูลหยุนที่ไม่ไกลจากที่เฟยหรงอยู่มากนักชายผมสีเขียวมรกตที่นั่งหลับตาอยู่ได้ลืมตาขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้า
"ท่านพี่ ท่านยิ้มอะไรของท่านหรือเจ้าคะ"หญิงสาวผมมรกตเดินมาพร้อมกล่าวถามด้วยความประหลาดใจพวกเขาสองคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากประมุขตระกูลหยุนและภรรยานั่นเอง และการที่นางถามด้วยความประหลาดใจเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกแต่อย่างใดแต่ในช่วงเวลานับตั้งแต่เฟยเทียนและเฟยหรงมาเยื่อนที่สามีของนางก็ไม่เคยยิ้มอีกเลย
"เจ้าเหลนตัวแสบนั่นแอบเข้ามาในพิภพหยุนน่ะสิ ดูเหมือนจะมีแผนการอะไรสักอย่าง"หยุนฮ่าวกล่าวด้วยท่าทีที่สนใจไม่น้อย หากถามว่าเขารู้ได้อย่างไรมันก็ตอบได้อย่างง่ายดายว่า พิภพนี้เขาเป็นคนดูแลดังนั้นเขาจึงรู้ทุกการเคลื่อนไหวทุกอย่างในพิภพนั่นเอง
"จริงหรือเจ้าคะ เช่นนั้นข้าจะไปหาเขาเดียวนี้!!"หยุนเซียนกล่าวด้วยท่าทีตื่นเต้น แต่กลับถูกหยุนฮ่าวผุ้เป็นสามีรั้งเอาไว้เสียก่อน
"ใจเย็นๆน้องหญิง เจ้าหนูนั่นไม่ช้าก็เร็วก็คงได้เจอกันตอนนี้เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าเขามาที่นี่มีเป้าหมายอะไรกัน ไม่เช่นนั้นหากเจ้าไปเจอเขาตอนนี้เขาอาจจะหนีเจ้าไปอีกก็เป็นได้"หยุนฮ่าวกล่าว หยุนเซียนได้ยินเช่นนั้นนางก็สงบใจลงในทันที ดูเหมือนว่านางจะรีบร้อนเกินไปจริงๆ