เทียบกับข้าวผัดไข่ของหวางหลงแล้ว ต่างกันราวฟ้ากับเหว เหลียงเมิ่งฉี กินไปได้ไม่กี่คำก็หยิบตะเกียบขึ้นเพื่อคีบเม็ดข้าวมาพิจารณา ‘ดูท่าเถ้าแก่จะไม่ได้โม้อย่างที่ว่าจริงๆ ’ จากนั้นก็คีบเอาไข่ขึ้นมาชิม เธอรู้สึกเหมือนกับว่าเธอได้ลิ้มลองไข่ไก่เป็นครั้งแรก มีแต่แครอทที่ดึงเธอออกจากภวังค์ “แครอทนี่ของจริงไม่ผิดแน่” เธอรู้สึกถึงรสชาติที่คุณเคยได้จากแครอท
“ข้าวผัดนี่ห้าหมื่นก็ไม่ถือว่าแพง เถ้าแก่ขายแค่สองร้อยแปดสิบนี่ถือว่าใจดีจริงๆ ” เหลียงเมิ่งฉี นึกถึงสองสาวที่ออกจากร้านไปเมื่อสักครู่นี้ น่ากลัวว่าถ้าลองกินคงจะรู้สึกพลาดอย่างมากที่เดินออกไป เธออร่อยจนลืมทุกอย่างไปหมด จนเธอกินหมดแล้วถึงดึงสติกลับมาได้
“เถ้าแก่คะ” เหลียงเมิ่งฉี หันไปเรียก น้ำเสียงเปลี่ยนไป
“หือ?”
“คือฉัน...” เธอทำท่าอายๆ “ฉันยังกินไม่อิ่ม ขอเพิ่มอีกที่หนึ่งได้มั้ยคะ”
“อ่อ”
จางฮ่านพยักหน้าเดินเข้าไปในครัว ตักข้าวที่เหลือสำหรับหนึ่งคนพร้อมกับรินนมให้เธอด้วย พอเหลียวหลังไปก็เห็นเธอเดินเหยงๆ ตามมา จางฮ่านก็เลยเอาข้าววางไว้ที่บาร์ ท่าทางเธอเหมือนกับได้ของล้ำค่า ยกอาหารพวกนั้นออกไปอย่างระมัดระวัง
“ป๊ะป๋าๆ เหมิงเหมิงยังอยากกินอีก แต่ แต่เหมิงเหมิงอิ่มแล้ว” เหมิงเหมิง ทำท่าสับสน เธอเพิ่งจะกินไปได้แค่สองในสามส่วน
“อิ่มแล้วก็ไม่ต้องกินแล้วล่ะ พรุ่งนี้พ่อค่อยทำให้กินใหม่” จางฮ่านเดินเข้ามาลูบหัวเธอ
“แล้วทำไมพี่สาวคนนี้กินได้ตั้งสองจานล่ะ” เหมิงเหมิง ไม่ยอมแพ้
“ก็เพราะคนเราโตขึ้น ความต้องการอาหารก็มากขึ้นยังไงล่ะ”
“แล้วเมื่อไหร่เหมิงเหมิงถึงจะโตกับเขาสักทีล่ะ เหมิงเหมิงก็อยากกินนะ” เหมิงเหมิงยังไม่หยุดจ้องไปที่จานข้าว
“เดี๋ยวก็ค่อยๆ โตเองแหละ” จางฮ่านพูดเสร็จก็เก็บจานกลับไปไว้ในอ่างล้างจาน
จางฮ่านอุ้มเหมิงเหมิงไปนั่งข้างๆ เปียโน
“ป๊ะป๋าทำไมนั่งตรงนี้ล่ะ? เหมิงเหมิง ยังอยากไปเล่นของเล่นพวกนั้นอีกนะ” เหมิงเหมิงถามอย่างสงสัย
“กินเสร็จแล้วก็ต้องนั่งพักสักหน่อยสิ เดี๋ยวพ่อเล่นเปียโนให้ฟัง ฟังเสร็จแล้วค่อยไปเล่นต่อ” จางฮ่านหัวเราะ
จางฮ่านเปิดฝาครอบ รูดนิ้วไปบนแป้น พยักหน้าอย่างพอใจในเสียงเปียโน
“เพลงนี้...มอบให้แก่ลูกสาวสุดที่รักเหมิงเหมิง” พูดเสร็จก็ส่งยิ้มให้เหมิงเหมิง
“daddy you are the most handsome(ป๊ะป๋าเท่ที่สุดเลย!)” เหมิงเหมิง พูด
“ฮ่าๆ ๆ ๆ ” เพลงบรรเลงขึ้น
เหลียงเมิ่งฉี ที่นั่งอยู่ก็จัดการกับอาหารเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ‘ไม่รู้ว่าเขาทำมันออกมาได้ยังไง’
กำลังจะยกแก้วนมขึ้นดื่ม ก็ได้ยินเสียงเปียโนดังเข้าหู
เธอหันไปมองโดยไม่ได้ตั้งใจ
เอ๋? เขาเล่นเปียโนเป็นด้วย? เหลียงเมิ่งฉี มีท่าทางแปลกใจ ‘ไม่น่าเชื่อเลย แถมยังเล่นได้ดีอีกต่างหาก’
‘เขาเป็นนักดนตรีด้วยเหรอ?’ เหลียงเมิ่งฉี พึมพำเบาๆ
เธอรู้สึกว่าจางฮ่านเล่นได้ดีกว่านักเปียโนระดับโลกหลายคนซะอีก
ถ้าจางฮ่านรู้ความคิดของเธอเข้าคงหัวเราะฟันหลออยู่ในใจ
“เพลงนี้ก็จบไปแล้ว ผมขอมอบเพลงนี้ให้กับเหมิงเหมิงอีกเพลงแล้วกัน” จางฮ่านหัวเราะ
“ป๊ะป๋าเก่งจังเลย....” เหมิงเหมิง ถึงจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่เห็นจางฮ่านวาดนิ้วลงบนแป้นอย่างรวดเร็วก็คิดว่าเขาต้องเก่งมากแน่ๆ
ส่วนเหลียงเมิ่งฉีไม่มีทีท่าว่าจะออกจากร้านไป ถึงครั้งแรกที่เจอกันนั้นจะไม่ค่อยประทับใจในตัวจางฮ่านซักเท่าไหร่ แต่พอมาเห็นแบบนี้ เธอถึงกับยอมศิโรราบ
จางฮ่านกำลังเริ่มเล่นเพลงที่สอง ก็มีลูกค้าอีกกลุ่มเดินเข้ามา
รอบนี้เป็นวัยรุ่นชาย วัยไม่ถึงยี่สิบมากันสี่คน
“เถ้าแก่ ที่ร้านมีอะไรกินบ้าง?” หนึ่งในนั้นถามขึ้น
เหลียงเมิ่งฉี เห็นว่าลูกค้าเข้าร้าน จางฮ่านคงต้องกลับเข้าไปยุ่งอยู่ในครัวอีกแน่ๆ ก็เลยทำท่าจะออกจากร้านไป แต่คำตอบจากจางฮ่านก็ทำให้เธอรู้สึกผิดคาดไป
“วันนี้ขายหมดแล้ว”
“อ้อ” วัยรุ่นกลุ่มนั้นเดินออกจากร้านไป
ถ้าเหลียงเมิ่งฉีไม่ได้กินอาหารที่เขาทำ อาจจะเข้าใจว่าเป็นร้านอาหารปลอม มีใครเปิดร้านแบบนี้ที่ไหนกัน? ทำกับข้าวให้ลูกสาว ก็ทำเผื่อไว้ขายด้วยสองที่ แล้วก็ไม่ขายเอาดื้อๆ?
“เป็นคนที่แปลกจริงๆ ” เหลียงเมิ่งฉี บ่นในใจ
เสียงเพลงบรรเลงขึ้นจนจบ จางฮ่านปิดฝาครอบแป้นเปียโน เป็นอันจบการแสดง
“เก่งจังเลยๆ ๆ ” เหมิงเหมิง ชม
“แปะๆ ๆ ๆ .....” เหลียงเมิ่งฉี ปรบมือให้
“คุณชื่ออะไรคะ?” เหลียงเมิ่งฉี ถามขึ้นอย่างสงสัย เผื่อชื่อของเขาจะเคยผ่านหูเธอมาบ้าง
“ป๊ะป๋า ป๊ะป๋าชื่อจาง....ฮ่าน หนูชื่อเหมิงเหมิง” เหมิงเหมิง พูดแทน
“จางฮ่าน...”
“คุณเล่นเปียโนได้ดีจริงๆ ”
“อือ” จางฮ่านพยักหน้า
“ข้าวผัดที่คุณทำก็อร่อย คุณทำได้ยังไง? เป็นเพราะวัตถุดิบคุณภาพดีอย่างนั้นเหรอ?” เหลียงเมิ่งฉี ถามด้วยความสงสัยอย่างแรง
“วัตถุดิบที่ผมใช้ ที่อื่นนั้นหาไม่ได้” จางฮ่านตอบ
“ที่อื่นหากินไม่ได้? แล้วจะทำยังไงล่ะ? ฉันกินกับข้าวฝีมือคุณแล้วไม่คิดจะไปกินที่อื่นอีกเลย” เหลียงเมิ่งฉี รีบถาม “ปกติคุณเปิดร้านกี่โมงถึงกี่โมง?”
“แล้วแต่อารมณ์” เขากะว่าขายเฉพาะเวลาที่เขาทำอาหารให้เหมิงเหมิง ดูเหมือนจะต้องทำป้ายติดหน้าร้านไว้หน่อยแล้ว
“แล้วแต่อารมณ์?” เหลียงเมิ่งฉี ชะงัก เธอเพิ่งเคยเจอร้านอาหารแบบนี้เป็นครั้งแรก แต่เธอยังอยากกินข้าวผัดไข่นี้อีก เลยถามต่อ “แล้วพอจะมีเวลาที่ฉันจะแวะมากินได้มั้ยคะ? ฉันอยากจะกินข้าวผัดไข่นี้อีก” สีหน้าเธอดูน่าสงสารขึ้นมาทันที ราวกับถ้าวันไหนไม่ได้กินข้าวผัดไข่ของที่นี่ เธอต้องอารมณ์บูดไปทั้งวันแน่ๆ
“ตอนเช้าก็ 7-8 โมง เที่ยงก็เที่ยงถึงบ่าย เย็นก็ 6 โมงถึงทุ่ม บางทีก็เปิด บางทีก็ไม่เปิด” นับว่าจางฮ่านให้คำตอบที่น่าพอใจ
จบตอน