แตะต้องคนของนางหรือ?
สิ่งนี้ทำให้เยี่ยนเจาเจาโกรธยิ่งนักคิดตรงกับหนานหมิงเหอว่าจะต้องเหยียบย่ำหยวนหยางฮุยให้จมดิน
แต่คนอย่างหยวนหยางฮุย ไม่จำเป็นต้องเปลืองสมองล่อลวงเขาเขาสามารถตกต่ำลงได้ด้วยตนเอง เป็นคนจำพวกต่อให้เห็นโลงศพก็คงไม่หลั่งน้ำตา
แม้หยวนหยางฮุยจะโหดเหี้ยม แต่เขากลับยังมีสหายเที่ยวเล่นจากตระกูลร่ำรวยอยู่อีกหนึ่งถึงสองคน
แม้เขาจะไร้สมรรถภาพทางเพศไปแล้วแต่กลับชอบเที่ยวหอนางโลมยิ่งกว่าเดิม ใช้จ่ายเงินมือเติบต่อ และยังทรมานนางโลมที่งดงามราวบุปผาเหล่านั้นจนเสียโฉมคิดว่านั่นคงทำให้เขาเงยหน้าขึ้นได้บ้าง
แต่ช่วงนี้ไม่รู้เหตุใดรสนิยมชายรักชายสมัยเว่ยจิ้น [1] ถึงกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งกิจการโซ่วหม่าในหยางโจวซูโจวเริ่มเปลี่ยนทิศทาง หอนางโลมมีคนงามทรวดทรงเย้ายวนที่แยกไม่ออกว่าเป็นสตรีหรือบุรุษเพิ่มมาไม่น้อยรวมทั้งนายบำเรอรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงจำนวนมาก
เพียงเย้าแหย่หยวนหยางฮุยเล็กน้อย เขาก็เกิดความสงสัยใคร่รู้หมดความสนใจในสตรีโดยสิ้นเชิง และเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับบุรุษอย่างไม่เลือกหน้า
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือผงห้าศิลา [2] เริ่มกลับมาเป็นที่นิยมในหมู่นายโลมอีกครั้งหยวนหยางฮุยไปมาหาสู่กับคนพวกนี้บ่อยครั้ง ไม่นานก็เสพติดเงินถูกผลาญออกราวกับสายน้ำไหลจนเกินจะควบคุม
บางครั้งเสพผงห้าศิลาเกิดขนาด สติเขาพร่าเลือน เหล่าสหายเลวก็จะแก้ผ้าโยนเขาลงกลางถนนเขายังไม่รู้สึกตัว กลับยิ้มน้ำลายไหลยืดอย่างโง่งมให้คนหัวเราะเยาะสกุลหยวนกันทั่วหน้า
นายหญิงใหญ่โดนนายหญิงผู้เฒ่าละทิ้งโดยสมบูรณ์เพราะเหตุการณ์หอเฟิ่งไหลอำนาจควบคุมโรงครัวถูกริบคืน เมื่อไม่มีรายได้จากโรงครัวจุนเจือทั้งสองมือก็รู้สึกว่างเปล่าขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนทางฝั่งนายหญิงรองมุ่งมั่นกับการเก็บสินเดิมให้บุตรสาวไม่ยอมให้เงินนางสักแดงเดียว เงินที่นางรวบรวมไว้ในอดีตล้วนถูกหยวนหยางฮุยผลาญไปเกือบหมด
นายหญิงใหญ่ก็ต้องการควบคุมอยู่หรอก แต่ตอนนี้หยวนหยางฮุยกลายเป็นดั่งพิษร้ายทั้งห้า[3] แล้ว
นายหญิงใหญ่สั่งสอนเขา เขาฟังหูซ้ายทะลุหูขวาแล้วทำตัวเช่นเดิมต่อตำหนิเขาสองสามคำก็ก้าวร้าว มีครั้งหนึ่งถึงกับตบหน้านายหญิงใหญ่แล้วนับแต่นั้นมาก็เอะอะขอเงินท่าเดียว
หากไม่ให้เงินก็จะคลุ้มคลั่ง พอได้เงินก็ออกไปเที่ยวเล่นเสพความสำราญอยู่ข้างนอก สุรุ่ยสุร่ายจนเงินหมดก็กลับจวนมาขอเงินใหม่วนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้
บรรยากาศจวนสกุลหยวนอึมครึมเลวร้าย นายหญิงใหญ่ใบหน้าซูบผอมมีแผลเปื่อยเต็มปาก หยวนอีเฉี่ยวยิ่งรู้สึกทุกข์ตรม
เดิมหยวนอีเฉี่ยวถึงวัยที่จะต้องออกเรือนแล้วในอดีตนางหน้าตาสะสวย อุปนิสัยใจคอพอใช้ พื้นฐานครอบครัวเพียบพร้อมเป็นที่นับหน้าถือตาติดอันดับในเมืองซูโจว
แม้แต่ช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ซื่อจื่อของฉีจวิ้นอ๋องก็พูดคุยกับนางอย่างดี กระทั่งเปรยว่าจะขอแต่งงานด้วยซ้ำ
ทว่าเมื่อเรื่องหยวนหยางฮุยแพร่ออกไปว่านางมีน้องชายเช่นนี้ตระกูลชนชั้นสูงเหล่านั้นต่างเปลี่ยนท่าที พากันเอาใจออกหาก
จวนใหญ่ที่เคยมีคนเยอะคึกคักเงียบเชียบลงฉับพลัน ซื่อจื่อฉีจวิ้นอ๋องคนนั้นก็หายตัวไปหยวนอีเฉี่ยวเขียนจดหมายหาด้วยความร้อนใจ ก็เหมือนโยนหินลงทะเล [4] ไร้ซึ่งการตอบกลับใด
หลังบุพเพสันนิวาสถูกน้องชายตนทำพังความโกรธของหยวนอีเฉี่ยวที่มีต่อนายหญิงใหญ่และน้องชายก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นางปิดประตูตัดขาดโลกภายนอกไม่รู้ว่าใจคิดแค้นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
และเยี่ยนเจาเจาที่ตอนนี้ปราศจากศัตรูก็ค้นพบเรื่องน่าสนใจบางอย่างท่ามกลางความเบื่อหน่าย นายหญิงใหญ่นั่นแม้จะตกอยู่ในสภาพอับจนเยี่ยงนี้ก็ยังไม่ยอมแพ้กลับหยุดจดหมายในเรือนที่ส่งไปหมิ่นหนานทั้งหมด
ไม่เพียงเท่านั้น นายหญิงใหญ่ยังวิ่งวุ่นไปทั่วอย่างไม่ละอายคนรอบข้างถามไถ่มา ได้ความว่านายหญิงใหญ่ต้องการทิ้งทรัพย์สินครอบครัวทั้งหมดบริจาคเงินรับตำแหน่งขุนนางที่มณฑลหมิ่นหนานเพื่อหยวนหยางฮุย หวังให้เขาสำรวมขึ้นบ้าง
เหตุใดถึงเป็นหมิ่นหนาน?
หลังถามอย่างไม่ใส่ใจเยี่ยนเจาเจาก็รู้ว่าปัจจุบันท่านอาเล็กของฐานะนี้เป็นนายอำเภออยู่ในสถานที่เล็กๆกันดารอย่างหมิ่นหนาน ส่งหยวนหยางฮุยไปที่นั่น คงอยากกีดกันเขาจากเมืองซูโจวและไปหมิ่นหนานก็สามารถให้บิดาเขาดูแลได้
ท่านอาเล็กคนนี้แตกต่างจากคนอื่นๆแม้นายหญิงผู้เฒ่าจะเลอะเลือนแต่บุตรชายทั้งสองที่นางให้กำเนิดกลับเป็นคนเรียบร้อย นิสัยซื่อตรงเที่ยงธรรมสุดๆสมัยยังเยาว์ตรากตรำศึกษาเล่าเรียน แม้จะไม่ฉลาดเฉลียวนักแต่ก็เข้าสถานศึกษาสกุลหยวนอย่างขยันขันแข็ง และร่ำเรียนอย่างหนัก
อาจเพราะท่านอาทั้งสองรู้สึกว่าบรรยากาศคนในสกุลหยวนอึมครึมจึงออกจากจวนไปเป็นขุนนางตั้งแต่ต้น ไม่พาภรรยาที่ในบ้านให้แต่งไปด้วย ปีหนึ่งพบหน้าบุตรแต่ละทีก็ช่างยากเย็น
ดูท่านายหญิงใหญ่ผู้ไม่กลัวฟ้ากลัวดิน ยังมีคนที่กลัวอยู่
ตอนนี้นายหญิงใหญ่ไม่มีเวลายื่นมือเข้ามายุ่งทางฝั่งเยี่ยนเจาเจาแล้วยามนี้นางกับเจินเจินอ้ายอ้ายลงเรือลำเดียวกันอย่างเป็นทางการ ไปมาหาสู่มากเข้าก็พบว่าพวกนางมีความสนใจคล้ายคลึงกัน ยิ่งเจินเจินและอ้ายอ้ายเป็นเด็กสาวเฉลียวฉลาดด้วยแล้วจึงติดต่อกันมากขึ้นอีก
อย่างเช่นตอนนี้เยี่ยนเจาเจากำลังเล่นกับเจินเจินอยู่ที่บ้านรอง คุยเล่นกันสนุกสนานก็นับว่าเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างพี่หญิงน้องหญิง
ไม่มีใครรู้ แต่เจินเจินกับอ้ายอ้ายตระหนักได้เป็นอย่างดี
เดิมในงานเทศกาลไหว้พระจันทร์ต้องเกิดอุบัติเหตุขึ้นทว่าสองพี่น้องตัวอักษรกลาง ชิง ดันกลับมาได้อย่างไร้รอยขีดข่วน
เจินเจินและอ้ายอ้าย สงสัยมาตลอดว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่สุดท้ายวันนี้พวกนางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป โน้มตัวมาถามข้างหน้าเยี่ยนเจาเจา “อาจ้าวเจ้ากับชิวเกอเอ๋อร์รอดมาได้อย่างไรหรือ?”
เยี่ยนเจาเจายิ้มกริ่มมือข้างหนึ่งหยิบลูกองุ่นยัดเข้าปากพวกนาง กล่าวพร้อมรอยยิ้มกว้าง “ข้าพึ่งมาพวกท่านก็ถามข้า ข้าเองอยากถามพวกท่านเช่นกันว่า พวกท่านรู้เรื่องงานเทศกาลไหว้พระจันทร์ตอนนั้นได้อย่างไร?”
เจินเจินกำลังกัดองุ่น อ้ายอ้ายก็ลดเสียงต่ำเอ่ย “เพราะข้าสองพี่น้องล้วนรู้ว่าไว้ใจนายหญิงใหญ่ไม่ได้เลยทุ่มแรงซื้อตัวสาวใช้ไม่สำคัญในเรือนนางมา
สาวใช้ที่ไม่สำคัญคนหนึ่ง แม้ไม่รู้เรื่องใหญ่โตใดๆแต่อย่างน้อยก็พอจะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของนายหญิงใหญ่อยู่บ้างหากอารมณ์นางเปลี่ยนแปลงกะทันหัน นั่นหมายความว่าต้องมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นแน่นอน
ช่วงที่เทศกาลไหว้พระจันทร์ใกล้เข้ามาคนของข้าบอกว่านายหญิงใหญ่แลดูอารมณ์ดีเหมือนจะไปเจอญาติผู้น้องหญิงที่แต่งเข้าสกุลเจียงของนาง และพูดคุยบางอย่างกันตอนสาวใช้เข้าไปส่งชาได้ยินพวกนางเอ่ยถึงงานเทศกาลโคมไฟในวันไหว้พระจันทร์พลางยิ้มแย้มกันด้วย
ดีร้ายอย่างไรข้าก็อยู่ในจวนนี้กับนายหญิงใหญ่มาหลายปีคิดได้ว่าอาจมีเรื่องเกิดขึ้น จึงรีบหาโอกาสบอกเจ้า หรือต่อให้ไม่มีก็ยังดีกว่าเกิดขึ้นมาแล้วไม่รู้อะไรเลย”
เจินเจินพยักหน้าหงึกหงักอยู่ข้างๆ
ใบหน้าเล็กงดงามเหมือนกันสองดวงปรากฏตรงหน้าเยี่ยนเจาเจา เดิมนางมีนิสัยชอบของสวยๆงามๆ อยู่แล้ว ยามนี้พลันอดรู้สึกดีขึ้นมาไม่ได้มือยุกยิกยื่นออกไปหยิกแก้มคนละข้าง ยิ้มบางกล่าวว่า “ทำดีมากระวังไว้ก่อนถูกต้องแล้ว”
เจินเจินและอ้ายอ้ายได้รับคำชมจากเยี่ยนเจาเจา พลันรู้สึกดีใจขึ้นมาทันทีจนดวงตาเปล่งประกายมุมปากผุดรอยยิ้มอย่างอดไม่อยู่
ตอนแรกพวกนางไม่เชื่อว่าน้องน้อยคนนี้จะทำอะไรได้นักแต่นางเก่งกาจอย่างยิ่ง เพียงเรื่องสินเดิมก็ทำให้พวกนางมองเจาเจาใหม่แล้ว ตอนนี้จึงยิ่งนับถือจนแทบจะบูชานาง
บางครั้งก็มักจะรู้สึกว่าเด็กน้อยตรงหน้าไม่ใช่น้องหญิงแต่เป็นพี่หญิงต่างหาก
“ถ้าอย่างนั้นอาจ้าวเจ้าบอกข้าได้หรือยังว่าเจออะไรในเทศกาลโคมไฟวันไหว้พระจันทร์แล้วหนีออกมาได้อย่างไร?”
เจินเจินกับอ้ายอ้ายกะพริบดวงตากลมโตปริบๆ มองเจาเจา
เจาเจาหัวเราะอีกครั้ง “เรื่องนี้น่ารังเกียจมากข้าบอกพวกท่านไว้เลยว่าฟังแล้วน่าจะแสลงหูทีเดียวแต่คงมีเรื่องราวเช่นนี้อยู่รอบตัวข้าบ่อยๆ หากท่านตั้งใจติดตามข้าจริงๆชินกับมันไว้ล่วงหน้าจะดีกว่า”
ฐานะกำหนดให้ชีวิตของนางไม่มีทางสงบราบรื่นยิ่งกว่านั้นเจินเจินกับอ้ายอ้ายคือพี่น้องที่นางอยากสนับสนุนให้เป็นผู้ติดตามฝีมือดีในอนาคตความไร้เดียงสาบางทีก็ไม่จำเป็นนัก
การจะได้มา ย่อมต้องแลกออกไป
นอกจากนี้... เห็นความสนอกสนใจพลันปรากฏในดวงตาของเจินเจินเยี่ยนเจาเจาก็รู้ว่าเด็กสาวน่ารักสองคนนี้ไม่ได้ไร้เดียงสาหรอก แต่เป็นปีศาจน้อยมากเล่ห์ชัดๆ
“อยากรู้ๆ อาจ้าวบอกพวกเรามาเถอะ”
เจินเจินกับอ้ายอ้ายรู้ว่าเยี่ยนเจาเจาแพ้ลูกอ้อนที่สุด
เยี่ยนเจาเจาพยักหน้าตามคาด น้ำเสียงนุ่มลึกหยิบองุ่นขึ้นมากินไปพูดไป “วันนั้นแผนการที่นายหญิงใหญ่ส่งมาให้พวกเราคือเจียงเหยียนและเจียงหมิ่นจากสกุลเจียง”
ชื่อเสียงของสองคนนี้ค่อนข้างฉาวโฉ่ในเมืองซูโจวมานานแล้วและตอนนี้คงมีเพียงหยวนหยางฮุยที่พอจะ “ทัดเทียม” กับพวกเขาได้
เจินเจินกับอ้ายอ้ายอ้าปากค้างทันใด
นายหญิงใหญ่ต้องการเล่นถึงตายเชียวหรือ?
สายตาที่มองเยี่ยนเจาเจาลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมบนตัวน้องหญิงดูเหมือนจะมีความลับหลายอย่างที่พวกนางคาดไม่ถึง เทียบกันแล้วช่างน่าโมโหนัก
“เช่นนั้นแล้วเจ้าทำอย่างไรเล่า? สองคนนี้เป็นตัวปัญหาในซูโจวเลยนะ!” เจินเจินและอ้ายอ้ายถามขึ้นอีกครั้ง
“แล้วพวกท่านรู้หรือไม่ว่าตอนนี้เจียงเหยียนและเจียงหมิ่นเป็นอย่างไรบ้าง?”
เยี่ยนเจาเจาไม่ตอบคำถามพวกนางตรงๆกลับถ่มเปลือกองุ่นเต็มปากออกมาใส่ถาดรองน้ำแข็งข้างๆ ทีเดียวเสียงดัง “แป๊ะ” แล้วค่อยเช็ดปากเหลือบตาขึ้นมาถามพวกนางกลับ?
พฤติกรรมเช่นนี้ นางทำแล้วดูสูงส่งอย่างบอกไม่ถูก ทำเอาคนสับสนงุนงงไปเล็กน้อย
บางครั้งเจินเจินและอ้ายอ้ายก็คิดว่า น้องหญิงจะถูกเลี้ยงดูมาข้างนอกโดยไม่มีบุพการีได้อย่างไร?
แต่ไม่ถามจะดีกว่า เจินเจินและอ้ายอ้ายเป็นคนฉลาดเสมอ
แน่นอนว่านอกจากชื่นชมอากัปกิริยาอันหมดจดงดงามของเยี่ยนเจาเจาเจินเจินกับอ้ายอ้ายยังต้องคิดตามความคิดของเจาเจาด้วย
“ได้ยินว่าเจียงเหยียนตายอย่างกะทันหันข้างนอกส่วนเจียงหมิ่นก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และโดนสกุลเจียงกักบริเวณ”
เจินเจินกล่าว
อ้ายอ้ายพูดเสริมทันที “ข้ายังได้ยินมาว่าเจียงหมิ่นพูดคุยเรื่องสมรสเรียบร้อยแล้วประมาณเดือนหน้าต้องแต่งออกไปไกลถึงแดนฉู่ [5] แต่ด้วยชื่อเสียงของนางก็ยากจะหาการสมรสที่ดีทางใต้ได้ แดนฉู่ค่อนข้างไกล เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน”
เยี่ยนเจาเจาพยักหน้าจริงจังคล้ายเห็นด้วยกับคำพูดของเจินเจินและอ้ายอ้ายอย่างยิ่ง “อย่างไรเสียสตรีที่มั่วสุมกับพี่ชายร่วมอุทรทั้งยังสนุกจนพลั้งมือฆ่าพี่ชายตนเอง หากรั้งอยู่ซูโจวแล้วหลุดเรื่องนี้ออกไปเกรงว่าทั้งสกุลเจียงคงมิอาจตั้งหลักทางภาคใต้ได้อีก”
เจินเจินและอ้ายอ้ายพยักหน้าเลียนแบบเยี่ยนเจาเจาแต่เมื่อตระหนักถึงสิ่งที่เยี่ยนเจาเจาพูด สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นแข็งค้าง
ว่าอย่างไรนะ?
เจียงเหยียนไม่ได้ตายกะทันหัน แต่กับเจียงหมิ่นน้องสาวของตนเอง...
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ เมื่อเจินเจินและอ้ายอ้ายไตร่ตรองอย่างละเอียดแล้วก็เข้าใจในทันที
อยู่ดีๆ ไม่มีทางกลายเป็นเช่นนี้แน่
คิดดูอีกที เจียงเหยียนกับเจียงหมิ่นวางแผนจะจู่โจมใครกัน?
คนหนึ่งคือหยวนชิงชิว อีกคนคือหยวนชิงจ้าว
ตอนนี้ทั้งสองล้วนยังปลอดภัยอยู่ในจวนสกุลหยวนแต่เจียงเหยียนกลับตายแล้ว ส่วนเจียงหมิ่นก็ถูกจับแต่งออกไปไกลจากซูโจวน่าจะเหลือเพียงประโยคเดียว
หนามยอกเอาหนามบ่ง [6]
น้องสาวตรงหน้าและพี่ชายที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ เป็นสัตว์ประหลาดเช่นใดกัน?
แต่ในดวงตาของเจินเจินกับอ้ายอ้ายไม่ได้มีเพียงความหวาดกลัวยังแฝงความเคารพที่ปิดไว้ไม่มิดที่มีต่อเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอด้วย
พวกนางรู้ว่าตนเลือกถูกคนแล้วความกล้าที่ตั้งใจทุ่มหมดหน้าตักไปในตอนแรก วันข้างหน้าก็นับได้ว่า “ติดตามมังกร [7]” แล้ว
--------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เว่ยจิ้น หมายถึง ราชวงศ์หนึ่งของจีนโบราณคาบเกี่ยวกับสมัยสามก๊ก ยุคนี้รสนิยมชายรักชายค่อนข้างรุ่งเรืองและไม่ใช่เรื่องผิดขอเพียงมีทายาทสืบสกุลตามธรรมเนียมปฏิบัติ
[2] ผงห้าศิลา หมายถึง ยาเสพติดชนิดหนึ่ง มีต้นกำเนิดเก่าแก่ตั้งแต่ยุคราชวงศ์ฮั่นและใช้กันอย่างแพร่หลายในยุคหกราชวงศ์ถูกใช้เพื่อรักษาอาการป่วยไข้และเป็นยาอายุวัฒนะแต่เมื่อเวลาผ่านไปพบว่าใช้เกินปริมาณจะทำให้เกิดอาการคลุ้มคลั่ง ถูกประกาศเป็นยาผิดกฎหมายหลังยุคราชวงศ์ถัง
[3] พิษร้ายทั้งห้า คือ ในร่างกายเมื่อเกิดคุณลักษณะของธาตุทั้งห้าได้แก่ ธาตุไม้หยิน ไฟหยิน ดินหยิน ทองหยิน และน้ำหยิน จะทำให้เกิดพิษร้ายทั้งห้าอุปมาถึงคนอารมณ์ร้ายทั้งห้าประการ ได้แก่ ความโกรธ ความเกลียด ความไม่พอใจความรำคาญใจ และความขุ่นเคืองใจ
[4] โยนหินลงทะเล หมายถึง หายไปหรือไม่ได้รับข่าวใดๆราวกับหินที่ถูกโยนลงทะเลก็ไม่มีทางหาเจอ
[5] แดนฉู่ หมายถึง เสฉวนฉงชิ่งและพื้นที่โดยรอบในปัจจุบัน ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
[6] หนามยอกเอาหนามบ่ง หมายถึงใช้วิธีการหรือหลักการเดียวกับที่คนอื่นปฏิบัติต่อเราเพื่อตอบกลับไป
[7] ติดตามมังกร หมายถึงร่วมติดตามวีรบุรุษอย่างห้าวหาญ มังกร อุปมาถึงโอรสสวรรค์หรือจักรพรรดิติดตามมังกร อีกความหมายคือการติดตามจักรพรรดิสร้างแผ่นดิน