ั้แ่ปีนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรอบตัวเราเยอะมาก
ก่อนหน้านี้การเข้าแถวหน้าเสาธง ก็มีการเปลี่ยนแปลง และสาเหตุก็มาจากเรา เดิมการเข้าแถวเด็กที่ตัวเตี้ยที่สุดจะอยู่ท้ายแถว แต่วันนั้นเป็วันที่แดดร้อน และครูก็มีการพูดบางอย่างที่นานมาก เราก็จำค่อยไม่ได้
แต่ที่เราจำได้คือเราหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ตื่นมาอีกที ครูสมถวิลคุณครูประจำชั้นของเรา กำลังอุ้มเราขึ้นไปที่ห้องเรียนอยู่
"ปวดหัวมั้ย? เจ็บตรงไหนมั้ย? นอนต่ออีกหน่อยเถอะเดี๋ยวครูพาไปนอน"
"ผมเป็อะไรครับ?"
"เป็ลมน่ะ ลูกเจ็บตรงไหนมั้ย? นอนต่ออีกสักพักนึงแล้วกันนะ"
ครูอุ้มเรามานอนที่ห้องประจำชั้น เราที่ยังมึนๆก็เลยนอนต่ออีกนิดหน่อย พอดีขึ้นแล้ว เราก็กลับมานั่งเรียนกับเพื่อนในห้อง การเรียนในสมัยนั้นเด็กยังไม่ต้องเดินวนห้องเรียน แต่จะนั่งอยู่ประจำห้อง โดยมีคุณครูวนสลับกันเข้ามาสอนตามตารางในแต่ละวิชา
และหลังจากนั้นในวันต่อมาก็มีการเปลี่ยนวิธีการเข้าแถว โดยให้เด็กที่ตัวเล็กมาอยู่หน้าแถว และให้เด็กตัวสูงไปอยู่ท้ายแถว แม้จะมีสายตาไม่พอใจจากคุณครูบางส่วนมองมาที่เรา แต่ดูเหมือนว่าผลสรุปของการประชุมของคณะครู จะออกมาเป็แบบนี้
แต่ด้วยความที่ยังเด็กในตอนนั้น เราไม่ได้คิดอะไรมาก
อีกอย่างก็คือ ครูสมถวิลเรียกเราเป็ลูกคนที่สองของครู ด้วยความที่เราสนใจทุนอาหารกลางวัน แล้วเราก็อยากช่วยย่าประหยัดค่าขนมที่มาโรงเรียน
เราเลยไปโกหกย่าว่าเราได้ทุนอาหารกลางวัน ให้ย่าลดเงินค่าขนมของเราลง ซึ่งปกติจะไม่มีทุนของเด็กที่เข้ามาใหม่แบบเรา ซึ่งเราน่าจะเป็เด็กคนแรกที่ได้ทุนั้แ่ปีการศึกษาแรกั้แ่เข้ามา
ซึ่งทุนจะเริ่มจ่ายให้ในเทอมที่สอง และด้วยที่เราไปโกหกย่าเอาไว้ ทำให้วันที่ย่ามารับเราจากที่เข้าค่ายฤดูร้อน(นอนที่โรงเรียน) ย่าก็แต่งตัวสวยมารับเรา พร้อมขอบคุณครูสมถวิลที่เลือกเราให้ได้รับทุน
ด้วยความที่ทุนมีจำกัด ทำให้แต่ละห้องจะมีเด็กไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้ ตอนนั้นเราไม่กล้ามองหน้าครูด้วยซ้ำ เรากลัวว่าครูจะโกรธแล้วก็บอกความจริงกับย่า
แต่กลับกลายเป็ว่าอีกวัน ่ที่เรียนพิเศษตอนเย็นเสร็จแล้ว ครูก็เรียกเราไปคุยส่วนตัว ครูถามว่าทำไมเราต้องโกหกย่า แล้วเราไปรู้เื่ทุนได้ยังไง โดยปกติของเด็กทั่วไปแล้วจะไม่มีความสนใจเื่ทุนเลย
เพราะตามวัยของเด็ก จะสนใจในเื่เล่นมากกว่า เื่อะไรพวกนี้ ครูบอกเราว่าเรามีสิทธิ์ได้ทุนนะ แต่เราต้องรักษาผลการเรียนให้ดีอยู่ตลอด และเราก็จะมีทุนทุกปี
ครูให้เราสัญญาว่าจะตั้งใจเรียน และจะรอดูผลการเรียนของเราก่อน ครูถึงจะเสนอชื่อเราเข้ารับทุน ซึ่งจะเริ่มแจกในเทอมที่สอง หลังจากได้คุยกันวันนั้น ครูสมถวิลก็เรียกเราว่า "ลูก"
คุณครูมีลูกชายหนึ่งคน อายุมากกว่าเราหนึ่งขวบ ชื่อว่า "เบียร์" เรียนอยู่ห้องเดียวกับพี่ลูกเป็ด และการที่เราเป็ลม ก็ทำให้ครูบอกว่าเราเหมือนกับลูกชายของครูที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง
ครูสมถวิลย้ายออกไปตอนเราขึ้นป.4 แต่ครูก็กลับมาเยี่ยมเราครั้งนึงตอนเราอยู่ป.5 หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้เจอกับครูอีกเลย หลังจากที่ครูย้ายไป ก็มีเื่ระหว่างเรากับกลุ่มครูที่ไม่ค่อยพอใจเกิดขึ้นอีกเยอะมาก แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้จนเรียนจบป.6
สำหรับการขึ้นมัธยม เป็อะไรที่เกินขอบเขตความเข้าใจของเราไปมาก พ่อกับแม่เราได้เรียนแค่ระดับประถมเท่านั้น ทำให้การหาข้อมูลของโรงเรียนในระดับมัธยมของเรา ค่อนข้างมีจำกัด
เราไปสอบหลายที่แต่ก็ไม่ติดสักที่ จนสุดท้ายเราได้โควต้าจับฉลาก เลือกโรงเรียนที่เหลืออีกอยู่อีกสองโรงเรียน โรงเรียนแรกมีหลักสูตรั้แ่ระดับม.ต้นไปจนถึงม.ปลาย
กับอีกโรงเรียนที่มีหลักสูตรถึงแค่ระดับม.ต้น ซึ่งโรงเรียนทั้งสองแห่ง อยู่ไกลจากบ้านเราแล้วก็เดินทางยากทั้งคู่ สุดท้ายเราจับได้โรงเรียนแรกที่มีถึงม.ปลาย ซึ่งก็ตรงกับในใจของเรา
การย้ายโรงเรียนทำให้เรายิ่งได้เจอกับนุ๊กน้อยลง และ่หลังมานี้ เราก็ไม่ได้เจอหรือเล่นกับนุ๊กมาหลายปีแล้ว การเรียนที่ใหม่ทำให้เราได้รู้จักกับเพื่อนกลุ่มใหม่ ทำให้ได้รู้จักกับเด็กรุ่นเดียวกันที่อยู่ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกัน และได้รู้จักกับ 'ร้านคอม' มากขึ้น
จริงๆเรารู้จักกับร้านคอมมาั้แ่ตอนป.3-ป.4แล้ว
เพราะพี่ลูกเป็ดชวนเราไปขายหนังสือ ที่เป็ร้านของลุงของพี่ลูกเป็ด ร้านจะเปิดอยู่ที่ตลาดนายเลิศตรงตีนสะพานลอย ทางที่จะไปพันธุ์ทิพย์นั่นแหละ(ปัจจุบันคือสะพานลอยห้างแพลตทินั่ม)
และเราสองคนก็เอาเงินค่าจ้างไปเล่นเกมคอมจนหมด เพราะสมัยนั้นเกม Counter Strike เพิ่งเข้ามาใหม่ แล้วเราก็คิดว่ามันก็สนุกกว่าเพลย์สเตชั่นวันหรือเกมตลับมาก ๆ พอเราขึ้นม.ต้นเราก็ได้เล่นเกมคอมบ่อยขึ้น เรียกได้ว่าติดมาก เพราะเด็กสมัยนั้นกำลังฮิตเข้าร้านคอม
ความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับครอบครัวของเรา คือพ่อเรากลับมาอยู่ที่ไทยถาวรแล้ว แต่ไม่ได้กลับมาอยู่ที่บ้านย่ากับเรา ก่อนหน้านี้เรามีน้องชายแท้ ๆ เพิ่มขึ้นมาหนึ่งคนตอนเราเก้าขวบ และหลังจากนั้นไม่กี่ปี พ่อกับแม่เราก็ตกลงแยกทางกันอย่างจริงจัง
แม่เราเลยพาน้องกลับไปอยู่ที่บ้านของตากับยายที่ร้อยเอ็ด เราเลยยังอยู่กับย่าแค่สองคนเหมือนเดิม แต่นานๆครั้งพ่อก็จะคอยแวะมาหา จะกระทั่งเราใช้ชีวิตของเด็กมัธยมจนเรากำลังขึ้นม.3 ย่าเราก็ลื่นล้มทำให้เป็อัมพฤกษ์ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พ่อเราเลยกลับมาดูแลย่าอย่างเต็มที่
การล้มป่วยของย่าทำให้เราต้องย้ายบ้าน นี่นับเป็ครั้งแรกที่เราต้องย้ายบ้าน เราได้ย้ายมาอยู่แฟลตเดียวกับนุ๊ก แต่บ้านใหม่ของเราจะอยู่ที่ชั้นหนึ่ง
เพื่อความสะดวกเวลาไปโรงพยาบาล ไม่ต้องอุ้มย่าขึ้นลงชั้นห้า ซึ่งเรียกได้ว่าใกล้กันมากๆกับบ้านของนุ๊ก การที่เราได้ย้ายมาอยู่บ้านใหม่ทำให้เราได้เจอเพื่อนเก่าๆมากขึ้น และหนึ่งในนั้นก็คือนุ๊ก
เรายังคงชอบไปเล่นเกมที่ร้านคอมเหมือนเคย ถึงแม้ว่าเราจะต้องคอยดูแลย่าด้วย แต่เราก็มักจะหาเวลาแอบไปเล่นกับเพื่อน ตามประสาวัยที่กำลังติดเพื่อน
เราได้รู้ว่าวัยรุ่นส่วนใหญ่ชอบมาจับกลุ่มนั่งเล่นกันที่ริมคลอง ซึ่งอยู่ด้านข้างของแฟลตที่เป็บ้านใหม่ของเราพอดี พวกเด็กในตอนนั้น ตอนนี้ก็เริ่มโตขึ้นกันหมดแล้ว
เด็กผู้ชายส่วนใหญ่เลยมักจะมานั่งจับกลุ่มสูบบุหรี่กันที่นี่ เรามีโอกาสได้เจอนุ๊กอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้คุยกัน หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานาน พวกเราก็กลายเป็เหมือนคนแปลกหน้า
และเราก็ได้รู้เื่ของนุ๊ก จากการที่มานั่งคลุกคลีตามประสาของกลุ่มเพื่อน ๆ ที่รู้จักกันว่า นุ๊กค่อนข้างมีผู้หญิงหลายคนเข้ามาติดพัน ทั้งที่คบแบบจริงจังและไม่จริงจัง
นุ๊กเป็ผู้ชายที่ตาคม ผิวเหลืองออกไปทางสีแทนนิดๆ และสูงกว่าเราหน่อย(คนในรุ่นใกล้ ๆ กันก็มักจะสูงกว่าเราหมด) และนุ๊กเป็นักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียน ถือได้ว่าเป็ตัวท็อป ที่หน้าตาดีในรุ่นคนหนึ่งเลย
ถึงจะได้เจอกันบ่อยขึ้น แต่เราก็ไม่เคยคุยกัน ออกจะเลี่ยง ๆ ที่จะมองหน้ากันด้วยซ้ำ แต่แล้วก็กลับมีเื่ให้เราต้องมาเผชิญหน้ากัน
่นั้นเป็่เทศกาลลอยกระทง
และแน่นอนว่าพวกเด็ก ๆ ไปจนถึงคนมีอายุบางคน ก็ชอบเล่นพลุเล่นประทัดกัน การที่มีบ้านติดริมคลอง ใน่เทศกาลนี้เรียกได้ว่าเป็่ที่วินาศสันตะโรที่สุดแล้ว
นอกจากต้องคอยระวังฟืนไฟ ยังต้องเจอมลพิษทางเสียงแทบจะทั้งวันทั้งคืน เราก็เป็คนหนึ่งที่ชอบเล่น เพราะพวกเด็ก ๆ ในชุมชนก็มักจะซึมซับต่อ ๆ กันมารุ่นต่อรุ่น จนแทบจะเป็วัฒนธรรมไปโดยปริยาย และบริเวณที่เล่นแล้วจะโดนชาวบ้านด่าน้อยที่สุดก็คือ.. ริมคลอง
วันนี้เราก็มานั่งเล่นที่ตรงริมคลองรอเพื่อนคนอื่น ๆ ตามปกติ
ฟู่วววว...
แต่แล้วอยู่ดี ๆ ก็มีประทัดบักษณะเป็ลูกบอลลูกเล็ก ๆ ลอยมาหาเรา
"เฮ้ย!"
ปั้ง!!!
"ใครปามาวะ?!!" เราะโเสียงดัง
นอกจากมันจะยังไม่หยุดแล้วดูเหมือนว่า มันจะปามาอีกเรื่อย ๆ ด้วย
"ใครวะ? แน่จริงออกมาสิโว้ย!!!"
ฟู่ววว
ปั้ง!!!!
"อย่าให้กูรู้นะว่าใคร กูตามไปปาถึงบ้านเลยคอยดู!!"
เราเริ่มจะรู้สึกโมโหขึ้นมาจริง ๆ แล้ว และหลังจากเราพูดจบไปได้ไม่นาน ไอ้ตัวต้นเื่ก็โผล่หน้าออกมา จากระเบียงของชั้นสอง ที่ติดกับริมคลองตรงที่เรานั่งก่อนหน้านี้
"กูเองมีอะไรมั้ย?"
"ไอ้.. นุ๊ก!" เราที่ไม่คิดว่าจะเป็มัน ก็ถึงกับอึ้งไปพักนึง
"บอกว่าจะมาปาใส่กูคืนไม่ใช่หรอ อ่ะก็ปามาดิ! ปามา!!"
เราไม่พูดอะไรตอบ แต่เลือกที่จะเดินหนีไปที่อื่นแทน เราคิดว่าเหตุการณ์แบบนี้จะจบลงแล้ว แต่ามันเพิ่งจะเริ่มต้น
วันที่สองเราลองมองขึ้นไปดูลาดเลาที่ชั้นสอง ก่อนจะมานั่งตรงที่เดิม แต่หลังจากที่เรามานั่งได้ไม่นาน
ฟู่วววว
"ไอ้เหี้#$%เอ้ยย!!!"
ปั้ง!!!
"ฮ่าๆๆ ไหนอ่ะไหนบอกว่าจะมาปากูไง?"
"มึงเป็เหี้#$%อะไรของมึงเนี่ย!!"
เราโมโหมันมากเลยเดินหายไปสักพัก ก่อนจะกลับมานั่งที่เดิมอีกครั้ง แต่คราวนี้เราหิ้วประทัดแบบมันมาด้วย
'มึงจะเล่นแบบนี้ใช่มั้ย..ได้เล้ย!!' เรากลับมานั่งทำตัวเป็เหยื่อล่อ
ฟู่วววว
แล้วมันก็ปามาหาเราอีกจริง ๆ
ฟู่ววว
ปั้ง!!! ... ปั้ง!!!
เสียงประทัดะเิดังขึ้นใกล้ๆกันสองครั้ง
ลูกแรกเป็ของมันที่ปามา และลูกที่สองเป็ของเราที่ปาไป
"เฮ้ย! นี่มึงจะเล่นกะกูใช่มั้ย?!!"
นุ๊กะโใส่เรา เพราะมันคงคิดว่าเราจะไม่กล้าปามันคืน
"ก็มึงบอกให้กูปาคืนเองไม่ใช่หรอ? กูก็ปาคืนแล้วนี่ไง"
เราพูดพร้อมกับทำหน้ากวนตีนใส่มันคืน แล้วก็ยังขว้างใส่มันเพิ่มไปอีกลูกเพื่อเป็การยืนยันความตั้งใจของเรา