ขณะที่หลางจิ้งถูกเหยียบลงกับพื้นในสมองกลับไม่มีความกลัวอยู่เลยสักนิด เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงสงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้เขาที่เคยเกรงกลัวความตายและความโดดเดี่ยวมากที่สุด แต่ในตอนนี้กลับไม่มีความกลัวอยู่เลยท่ามกลางภาพที่พร่ามัว เขาหวังว่าจะเห็นหมาป่าชราสองตัวเดินมาท่ามกลางหิมะและตอนนี้เหมือนเขาจะเห็น...อันเจิงและพวกกำลังโบกมืออำลาเขาอยู่
ชายอ้วนวัยกลางคนออกแรงมหาศาลที่ฝ่าเท้าแล้วเหยียบไปที่หลังหัวของหลางจิ้ง เขาเป็นผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตสุมารุมีพลังมากพอที่จะฆ่าหลางจิ้งได้อย่างง่ายดาย
แต่เขาทำไม่ได้
พรึบ! กระดิ่งแก้วขนาดใหญ่ลอยมากลางอากาศด้วยความเร็วประดุจดั่งสายฟ้าทว่าการโต้ตอบของชายอ้วนวัยกลางคนก็แปลก เขายกมือขึ้นแล้วปล่อยพลังดาบตรงไปที่กระดิ่งแก้วนั้นเพียงวินาทีเดียว พลังดาบก็แหลกละเอียด ส่วนพลังของกระดิ่งแก้วก็พุ่งชนร่างชายอ้วนวัยกลางคนปลิวออกไป
กระดิ่งแก้วที่แลดูมีกลิ่นอายโบราณกำลังหมุนลอยอยู่กลางอากาศและคุ้มกันร่างหลางจิ้งเอาไว้ เงาดำที่ราวกับซาตานพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เงาร่างนั้นคุกเข่ามองบาดแผลของหลางจิ้งเสี่ยวชีเต้าที่เดิมทีถูกชายอ้วนวัยกลางคนจับไว้ร่วงหล่นลงกลางอากาศ เงาร่างที่คุกเข่าอยู่จึงยื่นมือออกไปรับเสี่ยวชีเต้า
ตั้งแต่เข้ามาในเมืองฟางกู้ จิตสังหารของอันเจิงไม่เคยหนักแน่นขนาดนี้มาก่อนต่อให้จะเจอกลุ่มคนในต้าฟางจาชัวตอนเพิ่งเข้าเมืองฟางกู้ ต่อให้จะฆ่าซูเฟยหยิงที่บ้านเก่าๆ หลังนั้นก็ตาม จิตสังหารในตัวก็ไม่เคยพลุ่งพล่านขนาดนี้มาก่อน นาทีนี้ ในใจอันเจิงราวกับมีดาบที่พร้อมจะทำลายล้างทุกอย่าง
อันเจิงทำแผลเบื้องต้นให้หลางจิ้งจากนั้นก็หันไปมองตู้โซ่วโซ่วที่กำลังตามมาแวบหนึ่ง “พาเขากลับไป แล้วส่งให้ชวีหลิวซี”
ตู้โซ่วโซ่วอุ้มหลางจิ้งขึ้นจากนั้นก็วิ่งไปเก็บแขนหลางจิ้งที่ขาดไป เขาหันไปถามอันเจิง “แล้วเจ้าล่ะ?”
อันเจิงมองชายอ้วนวัยกลางคนที่กำลังตะเกียกตะกายลุกขึ้น ในแววตาเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหาร
“ไม่ต้องสนใจข้ารีบกลับไปช่วยหลางจิ้งก่อน”
อันเจิงแบมือออกกระดิ่งแก้วที่อยู่กลางอากาศลอยกลับมาอยู่กลางมือตู้โซ่วโซ่วรู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือช่วยคน เขาให้ลูกน้องอีกคนอุ้มเสี่ยวชีเต้าจากนั้นก็พุ่งกลับไปยังทิศทางของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ด้วยความเร็ว
อันเจิงก้าวเท้าไปยังชายอ้วนวัยกลางคนอย่างช้า ๆ ชายคนนั้นสีหน้าเปลี่ยนไปจนดูแย่เขามองไปยังอันเจิง จากนั้นก็ยิ้มเล็กน้อย “พี่ชายท่านนี้ระหว่างเราต้องมีอะไรเข้าใจผิดแน่ ๆ?”
อันเจิงไม่ได้ตอบเขาไม่ได้พูดออกมาแม้แต่คำเดียว ทว่าเดินตรงไปยังด้านหน้าชายอ้วนวัยกลางคนชายอ้วนวัยกลางคนเริ่มใช้มือเกาะกำแพงแล้วถอยหลัง อันเจิงก้าวเข้าไปอย่างเชื่องช้าฝ่าเท้าที่บางเบากลับดูหนักแน่นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจของเขา ก้าวเท้าหนึ่งก้าวก็ราวกับฟ้ากำลังคำรามสนั่นหวั่นไหว เหมือนเลือดเนื้อในใจเขาจะทะลักออกมาก็ไม่ปาน
“ข้าเป็นคนตระกูลเกา” ชายอ้วนวัยกลางคนกดข่มความกลัวในใจในสมองคิดเพียงจะทำอย่างไรให้หลุดพ้นจากคนตรงหน้านี้
“พี่ชายเจ้าก็น่าจะรู้ว่าตระกูลเกามีอำนาจมากเท่าไหร่ในเมืองฟางกู้แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ในเมืองฟางกู้ แต่มันคือทั้งแผ่นดินเยี่ยน ยิ่งไปกว่านั้นนอกแผ่นดินเยี่ยนก็ยังมีอำนาจไม่น้อย เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นความเข้าใจผิดที่ทำร้ายเพื่อนเจ้าบาดเจ็บข้าก็เสียใจไม่น้อย เอาอย่างนี้ดีกว่า เราถอยกันคนละก้าวเป็นอย่างไรหากต่อไปเจ้ามีเรื่องอะไรให้ตระกูลเกาช่วยก็บอกมาได้เลย”
ชายอ้วนวัยกลางคนถอยหลังเรื่อย ๆและหาโอกาสหลบหลีกอันตรายตรงหน้า “ข้ารู้สึกว่าเจ้าคุ้นตานักไม่แน่เราอาจเคยร่วมงานกันมาก่อน แน่นอนว่าเจ้าก็รู้ดีตระกูลเกามีชื่อเสียงโด่งดังและอัธยาศัยดี เรายอมคบเพื่อนมากขึ้นหนึ่งคนก็ดีกว่ามีศัตรูเพิ่มขึ้นหนึ่งคน”
อันเจิงยังคงไม่พูดไม่จา เพียงก้าวเท้าไปยังชายคนนั้นอย่างต่อเนื่องชายอ้วนวัยกลางคนรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวอันเจิงเขาไม่มีทางเข้าใจเลยว่า เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ทำไมถึงมีกลิ่นอายสังหารที่รุนแรงเพียงนี้ท่ามกลางความมึนงง เขากลับรู้สึกว่าตัวเองเห็นเงาร่างที่ดุร้ายอยู่ด้านหลังเด็กหนุ่มตรงหน้าดวงตาของเงาร่างนั้นไม่ต่างไปจากเด็กหนุ่มคนนี้เลยสักนิด
แกรก!เท้าของชายอ้วนวัยกลางคนเหยียบลงบนแผ่นหินที่แตกละเอียด และร่างเขาก็ล้มลงเขาคิดว่าอันเจิงจะใช้โอกาสนี้พุ่งเข้ามา ฉะนั้นจึงรีบหาทางหนีตายกำแพงรอบด้านถูกคลื่นพลังของอันเจิงทลายจนล้มลงแม้กระทั่งหลังคาบ้านที่สูงกว่าสิบเมตรก็ถูกคลื่นพลังพัดปลิวออกไป
พลังที่ดุดันซัดออกไปไม่ต่างจากคลื่นลมพายุเศษผงที่ลอยเกลื่อนกลาดก็ค่อย ๆ หล่นลง ร่างอันเจิงเดินทะลุผ่านกลุ่มฝุ่นควันออกมาราวกับปรากฏตัวขึ้นจากหมอกควันเช่นนั้น
ไม่มีคำพูดใด ๆ ออกมาจากปากอันเจิง
ชายอ้วนวัยกลางคนเพิ่งจะยืดอกขึ้น คอของเขาก็ถูกอันเจิงบีบไว้แล้วราวกับเขายังอยากพูดอะไรต่อ แต่ทว่าตอนนี้ไม่อาจพูดอะไรออกมาได้อีกพลังที่มาจากมือนั้นทำให้เขาแทบจะหยุดหายใจ จากนั้นเขาก็รู้สึกว่าตัวถูกยกขึ้นเมื่อมองจากด้านบนลงมา แววตาของอันเจิงยิ่งดูเย็นยะเยือกและดุดันมากกว่าเดิม
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ท้องฟ้ามีเมฆสีดำมาปกคลุมพื้นที่นี้ไว้ เมื่อฝนเม็ดแรกร่วงหล่นฟ้าก็ผ่าลงมาทันที ราวกับมีดาบทรงพลังพุ่งมาจากกลางอากาศ และลำแสงของมันผ่าลงกลางกลุ่มเมฆสีดำทันใดนั้น ชายอ้วนวัยกลางคนจึงเห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างชัดเจน
ชื่อของเขาราวกับมาพร้อมแสงฟ้าผ่า คำว่าอันเจิงระเบิดขึ้นมากลางสมองของชายอ้วนวัยกลางคน
“อันเจิง...เจ้าคืออันเจิงแห่งสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์!”
ชายอ้วนวัยกลางคนพยายามดิ้นรนจากนั้นก็พูดด้วยเสียงที่แหบพร่า เขาได้ยินเรื่องราวของอันเจิงมามากและเคยตั้งใจไปดูว่าอันเจิงมีรูปลักษณ์เป็นอย่างไรด้วยซ้ำ เพียงแค่เวลาผ่านมานานใบหน้านั้นก็ค่อย ๆ เลือนราง อีกอย่าง อันเจิงก็ไม่ได้มีรูปงามอย่างที่เห็นแล้วไม่มีวันลืมฉะนั้นเมื่อเวลาผ่านไปเขาก็เริ่มลืมใบหน้าอันเจิง
ภายใต้แสงฟ้าผ่า ชายอ้วนวัยกลางคนเห็นอันเจิงยกมืออีกข้างขึ้นจากนั้นก็จับแขนเขาเอาไว้
แววตาของอันเจิงเปล่งประกายโหดร้ายมากกว่าฟ้าผ่าเสียอีกเขามองตาของชายอ้วนวัยกลางคน จากนั้นก็เริ่มพูดขึ้นทีละคำ“เรื่องนี้เจ้าเป็นคนเริ่ม”
ข้าเป็นคนเริ่ม?
สมองของชายอ้วนวัยกลางคนเต็มไปด้วยความมึนงงไม่เข้าใจว่าคำคำนี้ของอันเจิงหมายความว่าอย่างไร แต่ตอนนี้เขาก็ไม่มีเวลาไปคิด...กร๊อบ!แขนเขาถูกอันเจิงหักออกทันที
อันเจิงหักแขนซ้ายของชายอ้วนวัยกลางคนจากนั้นก็กระชากแขนขวาของเขาออกอีกข้าง...เลือดสาดกระจายออกมา แล้วย้อมชุดอันเจิงจนกลายเป็นสีแดงอันเจิงทิ้งแขนนั้นลงกับพื้น จากนั้นก็โยนชายอ้วนวัยกลางคนทิ้งไปอีกทาง
“อยู่ไหน?”อันเจิงถาม
ชายอ้วนวัยกลางคนเจ็บจนราวกับจะสลบไป เขาไม่เข้าใจสิ่งที่อันเจิงพูดอันเจิงเดินเข้าไปราวกับมารร้าย แล้วใช้เท้าเหยียบกระดูกขาซ้ายของชายอ้วนวัยกลางคนจนแตกละเอียดทันทีกระดูกที่หักแทงทะลุเนื้อออกมา รอยแผลนี้ดูแล้วช่างน่ากลัวเสียจริง
อันเจิงก้มหัวลงถาม “อยู่ไหน?”
ชายอ้วนวัยกลางคนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด จากนั้นก็ตอบโดยสัญชาตญาณ“อยู่ข้างหน้า โรงพนันของตระกูลเกา”
สายฝนสาดลงมารุนแรงมากขึ้น อันเจิงก้มตัวลงลากชายอ้วนวัยกลางคนขึ้นมาจากนั้นก็เดินไปท่ามกลางสายฝน เขาเดินผ่านความมืดที่อยู่ด้านหน้าเดินผ่านสายฝนที่โหมกระหน่ำ และเดินไปถึงโรงพนันตระกูลเกาขณะนี้ทุกคนในโรงพนันกำลังเก็บกวาดศพภายในบ้านเมื่อเห็นอันเจิงลากเจ้าอ้วนเดินมาถึงหน้าโรงพนัน ทุกคนต่างตกตะลึงกันหมด อันเจิงลากชายอ้วนวัยกลางคนเข้าไปด้านในร่างของเจ้าอ้วนถูกลากข้ามประตูและหัวก็โขกกับพื้นมาตามทางเจ้าอ้วนสลบไปด้วยความเจ็บปวด อันเจิงโยนร่างเจ้าอ้วนทิ้งไปด้านข้างแล้วมองดูขาเก้าอี้ที่หล่นอยู่บนพื้นข้างตน จากนั้นก็ก้มลงเก็บขาเก้าอี้ขึ้นมา
เหล่าชายในโรงพนันมองหน้ากันเลิ่กลั่กไม่มีใครรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่มีเรื่องหนึ่งที่พวกเขามั่นใจ เด็กหนุ่มที่ดูราวกับอสูรร้ายน่ากลัวคนนี้มาเพื่อฆ่าคนทุกคนมองหน้ากันครู่หนึ่ง ภายใต้ความกดดันและความกลัว พวกเขาเลือกที่จะหนีทุกคนกรูกันวิ่งออกไปคนละทิศคนละทาง
อันเจิงเริ่มการสังหาร เขาวิ่งตามชายคนหนึ่งมาจากด้านหลังและใช้ขาเก้าอี้ฟาดไปยังกลางหลังของเขา ขาเก้าอี้ควักหัวใจชายคนนั้นออกมาเลือดบนร่างชายคนนั้นย้อมขาเก้าอี้เป็นสีแดง อันเจิงใช้เท้าถีบศพแรกออกไปจากนั้นก็วิ่งไปยังคนที่สอง แล้วฟาดขาเก้าอี้เข้าไปกลางหัวชายคนนั้นจนหัวเขาแตกกระจายในครั้งเดียว
คนที่เร็วที่สุดเกือบวิ่งหนีออกไปได้แต่ทว่าตอนที่เขากำลังจะปีนออกทางหน้าต่าง อันเจิงก็ตามมาแล้ว อันเจิงฟาดขาเก้าอี้ไปยังขาทั้งสองของชายคนนั้นจนขาดทันทีแล้วใช้ขาเก้าอี้แทงทะลุกลางหัวใจชายคนนั้น
ขาเก้าอี้ที่หักเวลานี้ได้กลายเป็นอาวุธที่สังหารคนอย่างโหดร้าย ภายในโรงพนันเพียงไม่นานก็มีศพเพิ่มมากขึ้นไม่น้อย ตอนนี้เหลือเพียงคนสุดท้ายที่กำลังคุกเข่าด้วยอาการสั่นเทา
อันเจิงกระชากเก้าอี้มานั่งเขานั่งในตำแหน่งหน้าประตูโรงพนันจากนั้นก็ใช้ขาเก้าอี้ที่เต็มไปด้วยเลือดชี้ไปด้านนอก “ไปส่งข่าว”
ชายคนนั้นเริ่มมีปฏิกิริยาโต้ตอบหลังจากเริ่มรู้สึกตัว เขาก็รีบพุ่งร่างออกไปนอกโรงพนัน
ฝนตกหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถนนด้านนอกเริ่มพร่ามัวแต่ทว่าอันเจิงกลับนั่งบนเก้าอี้อย่างสงบ ในมือถือขาเก้าอี้ที่เต็มไปด้วยเศษเนื้อและเลือด
ผ่านไปหลายนาที ชายร่างกำยำหลายสิบคนก็ถืออาวุธบุกเข้ามาจากทางด้านนอกพวกเขามองศพที่อยู่ในบ้านแวบหนึ่ง จากนั้นก็คำรามแล้วพุ่งเข้ามาที่อันเจิงอันเจิงยกมือชี้ไปยังด้านนอก กระดิ่งแก้วลอยออกไป กริ๊ง! เสียงใสดังขึ้นและตามมาด้วยเลือดเนื้อที่สาดกระจายชายร่างกำยำหลายสิบคนที่พุ่งเข้ามาตายอย่างอนาถในพริบตา หัวแตกสมองไหลร่างไร้หัวหลายสิบร่างล้มเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น
ผ่านไปอีกหลายนาที ชายแก่อายุห้าสิบปีโดยประมาณก็ก้าวเท้าเข้ามาอย่างช้าๆ และเขาก็ยังคงมองศพที่อยู่ในบ้านก่อนแวบหนึ่งจากนั้นก็มองอันเจิงที่นั่งบนเก้าอี้ ชายอาวุโสลังเลครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยกมือขึ้นคารวะ“พี่ชายท่านนี้ ข้าคือเกาเตี๋ยหลุน ถือว่ามีปากมีเสียงในตระกูลเกาอยู่บ้างขอถามว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้เจ้าสังหารคนในโรงพนันของตระกูลเกาเช่นนี้หากตระกูลเกาทำอะไรที่ผิดพลาดไปเจ้าพูดมาได้เลย แต่หากมาเพื่อก่อกวนเกรงว่าเจ้าคงจบไม่สวย”
อันเจิงเหวี่ยงมือไปด้านหลังท่อนไม้ในมือลอยออกไป ตูม! ท่อนไม้กระแทกกับกำแพงเป็นรูใหญ่ ภายในห้องเล็กมีเด็กกว่าสิบคนที่ถูกมัดกรีดร้องขึ้นจากนั้นก็คลานไปเบียดกันแล้วมองออกมาด้านนอกด้วยความหวาดกลัว
อันเจิงเงยหน้ามองเกาเตี๋ยหลุน“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าข้ามาสังหารคนในโรงพนัน? อืม...คำพูดนี้พูดไม่ผิด”
เขาแผ่ความเย็นยะเยือกออกมาทางสายตาจากนั้นกระดิ่งแก้วก็ลอยไปที่เกาเตี๋ยหลุน พลังของเกาเตี๋ยหลุนไม่ธรรมดาเพียงแค่มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่ากระดิ่งแก้วมีพลังแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ด้วยพลังที่เขาฝึกฝนมานานกว่าสี่สิบปีแต่กลับไม่กล้ารับมือตอนนั้นเฉินเซ่าป๋ายเป็นคนมอบกระดิ่งแก้วให้อันเจิง หลังจากผู้เฒ่าฮั่วดูแล้วก็บอกว่าเป็นอาวุธมารตอนนั้นอันเจิงไม่เข้าใจว่าอะไรคืออาวุธมาร แต่ตอนนี้อันเจิงก็ไม่ต่างไปจากมารร้ายเลยสักนิด
เกาเตี๋ยหลุนผลักมือทั้งสองออกไปด้านหน้าทันใดนั้น กระจกเงาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา บนกระจกเงามีอักขระโบราณที่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ของธรรมดาด้วยความสามารถของอันเจิง แน่นอนว่าต้องดูออกว่านี่คืออาวุธระดับสีแดงขั้นกลางทองหนึ่งหมื่นตำลึงก็ยากที่จะซื้อได้
ต่อหน้ากระดิ่งแก้ว กระจกเงาที่มีราคาไม่ต่ำกว่าทองหมื่นตำลึงก็ไม่อาจทนได้แม้แต่วินาทีเดียวผู้อาวุโสท่านนี้มีพลังวัตรในขอบเขตสุมารุขั้นห้าขึ้นไป ด้วยระดับพลังวัตรต้องมากกว่าอันเจิงอยู่แล้วแต่หากเทียบด้านอาวุธวิเศษ อาวุธของเขาไม่สามารถเทียบกับอันเจิงได้เลย ต่อให้อันเจิงจะมีพลังที่อ่อนแอแต่อาวุธวิเศษของอันเจิงก็เพียงพอต่อการส่งเสริมเขาแล้ว
กร๊อบ! กระจกเงาแตกเป็นรอยเกาเตี๋ยหลุนเดินเข้ามา แต่กลับถูกแรงคลื่นซัดจนกระเด็นออกไปไม่รอให้เกาเตี๋ยหลุนกระเด็นออกไปพ้นประตู ร่างของอันเจิงก็พุ่งเข้าไปถึงตัวเขาแล้วท่อนบนของเกาเตี๋ยหลุนลอยพ้นประตูก่อน แต่ทันใดนั้นข้อเท้าของเขาก็ถูกอันเจิงลากไว้ แล้วดึงกลับเข้ามาด้านในอีกครั้ง
ขณะยืนอยู่หน้าประตูอันเจิงมองออกไปยังผู้คนมากมายที่ยืนท่ามกลางสายฝน บนถนนเต็มไปด้วยชายชุดดำในมือต่างก็ถือมีดเอาไว้ เมื่อฟ้าผ่า แสงสว่างกระทบเข้ากับมีดที่ชายชุดดำถือทำให้แลดูมีความเย็นยะเยือก ภายใต้การจับตามองของชายชุดดำจำนวนมาก อันเจิงลากข้อเท้าเกาเตี๋ยหลุนกลับเข้าไปด้านในจากนั้นก็เก็บเศษกระจกแล้วแทงเข้าที่กลางหัวของเกาเตี๋ยหลุน
เลือดสาดกระจายออกมาเต็มหน้าอันเจิงแต่เขากลับไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย เขานำศพของเกาเตี๋ยหลุนโยนออกไปหน้าประตูแล้วเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ดังเดิม
ชายชุดดำด้านนอกเคลื่อนไหวเสียงดังจากนั้นก็เริ่มมีคนออกคำสั่ง และตามมาด้วยชายชุดดำจำนวนมากที่บุกเข้ามาด้านในโรงพนันหน้าต่างถูกโจมตีจนแตก ประตูถูกกระแทกหักชายหลายสิบคนบุกเข้ามาจากด้านนอกพร้อมกับ...ลูกธนู ดาวกระจาย และอาวุธต่าง ๆนานาพุ่งเข้ามาหาอันเจิง
กระดิ่งแก้วหมุนทันทีลำแสงสีเขียวอ่อนคุ้มกันร่างอันเจิงเป็นชั้น ๆอาวุธที่พุ่งเข้ามาถูกพลังของกระดิ่งแก้วป้องกันไว้ทั้งหมดแล้วผลักให้พุ่งกลับไปพลังนี้ดุร้ายนัก สามารถล้มชายชุดดำได้เป็นจำนวนมาก เมื่อไม่มีหน้าต่างและประตูน้ำฝนเริ่มไหลเข้ามาในโรงพนัน จากนั้นก็ชะล้างเลือดที่อยู่ด้านในให้ไหลออกไปตามทางบนพื้นท่ามกลางความมืดเต็มไปด้วยสีแดง
ชายชุดดำที่เหลือจะพุ่งเข้ามาในโรงพนันแต่ทว่าถูกรถม้าที่เพิ่งมาถึงหยุดไว้ก่อน ชายหนุ่มสวมชุดขาวเดินลงมาจากรถม้า เขาถือหอกยาวแลดูมีความหล่อเหลามาก ดูจากหน้าตาแล้วเขาน่าจะอายุต่ำกว่ายี่สิบปี คิ้วคมตาเรียวร่างเขาก็สูงยาวไม่ต่างจากหอกในมือ
เขาเดินมาถึงหน้าประตู มือทั้งสองที่ถือหอกยาวยกขึ้นคารวะ“เจ้าสำนักอัน”
อันเจิงส่ายหน้า “ยังฆ่าคนน้อยเกินไปหน่อยยังไม่พอ”
ชายชุดขาวหัวเราะแห้ง ๆ“ตั้งแต่เกิดเรื่องมาจนถึงตอนนี้เป็นไปได้มากว่าตระกูลเกาอาจเกิดเรื่องที่คาดไม่ถึง มีพวกระยำใช้ชื่อเสียงของตระกูลเกามาทำความชั่วแต่พวกเราเองกลับไม่รับรู้ แต่ไม่ว่าอย่างไร เรื่องนี้ก็ส่งผลกับตระกูลเกามาก”
อันเจิงพูดด้วยเสียงเบา“ฉะนั้นพวกเจ้าคิดจะจบเรื่องนี้ไป จากนั้นก็จะทำเหมือนไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้น?”
ชายหนุ่มส่ายหน้า “ไม่ ๆ ๆตระกูลเกาไม่ได้หมายความเช่นนี้...ข้าชื่อเกาเซิ้งชวย เป็นตัวแทนของตระกูลเกาสภาพในตอนนี้เจ้าสำนักอันยังไม่พอใจอีกหรือ? เจ้าฆ่าคนมากพอแล้วคาดว่าไฟร้อนในใจคงลดลงมากแล้ว ตระกูลเกาสามารถไม่ถือสาและหวังว่าเจ้าสำนักอันจะจบเรื่องลงเพียงเท่านี้”
อันเจิงยกยิ้มขึ้นอย่างกะทันหัน มุมปากแผ่รอยยิ้มที่เย็นยะเยือกออกมา“มีบางเรื่องที่เจ้าคิดผิด...ไม่ใช่ว่าตระกูลเกาจะถือสาหรือไม่ถือสาแต่เป็นข้ามากกว่า ไม่เพียงแค่ข้าจะถือสาแต่ข้ายังจะทำให้เรื่องใหญ่มากกว่านี้อีกด้วย”
เขายกมือขึ้นแล้วกระดิกนิ้วชี้เข้าหาตัว“เจ้าเดินมาด้านหน้าอีกสองก้าวซิ”
สีหน้าเกาเซิ้งชวยเปลี่ยนไปทันทีในแววตาสั่นไหวด้วยความโมโห เขากำหอกแน่นแล้วเดินไปด้านหน้าหนึ่งก้าวแต่ทว่าขณะที่เขาเงยหน้าขึ้นมองอันเจิงแวบหนึ่งราวกับเท้าก็ไม่สามารถก้าวเป็นก้าวที่สองได้ ขณะนี้เขารู้สึกว่าพลังวัตรที่ตนฝึกมาสิบห้าปีสูญเปล่าทันที เขาไม่ได้ลงมือและอันเจิงก็ไม่ได้ลงมือ แต่ทว่าเขาพ่ายแพ้อย่างราบคาบและน่าอนาถยิ่ง