ชายหนุ่มเรือนร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเข้มก้าวลงจากรถเก๋งราคาแพงสีดำซึ่งได้รับการดูแลอย่างดีจนขึ้นเงาปลาบที่พึ่งจอดลงเพื่อไปยืนดูคฤหาสน์หลังงาม ที่เป็แหล่งกักเก็บความหลังของเขาเมื่อสิบปีก่อนไว้อย่างเข้มขลัง เมื่อสิบปีก่อนนั้นเขาเข้าออกคฤหาสน์หลังนี้ได้ไม่ต่างกับเป็บ้านของตัวเอง
เพราะเ้าของคฤหาสน์คือนายพสิษฐ์ซึ่งเป็เพื่อนสนิทของ ธีรชัยบิดาของเขาอีกทั้งยังเป็หุ้นส่วนทางธุรกิจกันด้วยนั้นเอง ความสนิทสนมกันระหว่างสองครอบครัวในครั้งนั้นทำให้เขาหลงรัก เพชรงามลูกสาวคนโตของเ้าของบ้านหลังนี้จนหัวปักหัวปำ ก็เธอทั้งสวยเซ็กซี่ ฉลาดเฉลียวและมีความมั่นใจในตัวเองสูงซึ่งเขาชื่นชมความมีเสน่ห์เหล่านี้ของเธอนักหนา
เขาและเธอถูกสังคมจับตามองว่าสมกันมากมายทั้งด้านรูปร่างหน้าตาฐานะและทั้งความสัมพันธ์ทางครอบครัวที่พ่อกับแม่ต่างก็เป็เพื่อนสนิทกัน ใครๆก็เชื่อว่างานแต่งของทั้งคู่จะต้องถูกจัดขึ้นแน่ๆรอเพียงแต่ให้เขาทั้งสองเจริญวัยขึ้นกว่านี้อีกหน่อยเท่านั้น เพราะตอนนั้นชายหนุ่มมีอายุเพียงยี่สิบเศษและเพชรงามก็แค่สิบแปดเท่านั้น
“คุณธีจะเข้าไปดูข้างในไหมครับ”
ลุงชุมชายชราผู้มีหน้าที่เฝ้าบ้านหลังนี้เอ่ยถามขึ้นทำให้ความคิดคำนึงของเขาหยุดชะงักลง ลุงชุมนั้นเป็คนเก่าคนแก่ที่อยู่กับบิดาของเขามาั้แ่ก่อนที่เขาจะเกิด
ธีรไนยพยักหน้ารับก่อนออกเดินไปช้าๆบนแผ่นอิฐตกแต่งลวดลายสวยงามที่ถูกจัดวางไว้เป็ระยะผ่านสนามหญ้าและสวนย่อมสวยงามไปสู่ตัวคฤหาสน์ที่ตั้งอยู่บนเนื้อที่ห้าไร่แห่งนี้ เขาพึ่งกลับมาเหยียบแผ่นดินเมืองไทยเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมานี่เอง หลังจากไปอยู่ที่อเมริกามาสิบปีเต็ม
“พี่ธีขา มาช่วยเพชรเลือกตัดดอกกุหลาบไปปักแจกันในห้องนอนหน่อยสิค่ะ”
เสียงของสาวน้อยเพชรงามดูเหมือนจะยังดังแว่วอยู่ใกล้ๆหู
“ดอกไหนก็ได้นี่ครับ พี่เห็นสวยๆกันทั้งนั้น”
เขาเองในวัยยี่สิบเอ็ดปีหิ้วตะกร้าหวายใบเล็กเดินตามเอาใจเธอไปทั่วสวนดอกไม้แห่งนี้
“ไม่ได้หรอกค่ะ สำหรับเพชรแล้วต้องเลือกแต่สิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น”
เธอกล่าวด้วยถ้อยคำที่แสดงว่าเป็คนเย่อหยิ่งและถือตัว แต่ตอนนั้นเขาตามัวมองเห็นว่าเป็ความฉลาดที่รู้จักเลือกสิ่งดีๆให้กับตัวเอง
“แล้วพี่คือคนที่ดีที่สุดสำหรับเพชรด้วยหรือเปล่า”
เขาถามยอกเอิน
“แน่นอนสิค่ะ พี่ธีคือผู้ชายที่ดีและเพียบพร้อมที่สุดสำหรับเพชร อุ้ย”
พูดไม่ทันขาดคำดีเพชรงามก็อุทานออกมาเมื่อนิ้วมือเรียวถูกหนามกุหลาบเกี่ยวเอาจนเืไหล ความจริงเขาน่าจะฉุกใจคิดได้เสียั้แ่ตอนนั้นว่าคงเป็เพราะสิ่งศักดิ์ไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเธอ จึงดลบันดาลให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้น แต่เขากลับรีบคว้ามือเธอไปเอาชายเสื้อเช็ดเืพร้อมกับกดาแห้ามเืให้ด้วยความห่วงใย
“พลอย พลอย มาทำแผลให้ฉันหน่อยเร็ว ฉันถูกหนามเกี่ยว”
เพชรงามหันไปะโเรียกคนในบ้านอย่างตื่นกลัวว่าตัวเองจะเป็อะไรมาก ทั้งๆที่ก็รู้ว่าแค่ถูกหนามเกี่ยวเท่านั้น
ครู่เดียวเด็กหญิงวัยสิบสองปีผู้มีรูปร่างผอมแห้งก็วิ่งหน้าตั้งมาด้วยความรีบร้อน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังถูกเพชรงามผลักเอาจนเซไป กล่องรวมยาที่หิ้วมาด้วยตกกระจาย
“ไปมัวทำอะไรอยู่ที่ไหน ถึงมาเอาป่านนี้ ฉันเรียกไปตั้งนานแล้ว”
เสียงของเพชรงามแทบจะเป็ตวาด
“พอดีพลอยอ่านหนังสืออยู่หลังบ้านค่ะ แล้วกว่าจะวิ่งไปเอากล่องรวมยาที่ห้องเก็บของก็เลย...”
เด็กหญิงอธิบายเสียงสั่นทีเดียว
“ไม่ต้องมาแก้ตัวนะ รีบทำแผลให้ฉันเร็วเขาสิ เืฉันออกจะหมดตัวแล้ว คอยดูนะฉันจะฟ้องคุณแม่”
เด็กหญิงรีบทำตามคำสั่งด้วยมือไม้สั่นและมีน้ำคลอั์ตาด้วยเกรงกลัวบุคลที่ถูกเอ่ยถึง
จริงๆแล้วธีรไนยเองก็ไม่ได้สนิทสนมกับเด็กหญิงผู้อาภัพคนนี้นักหรอก เพราะดูเหมือนว่าเธอจะถูกกดหัวให้อยู่แต่ในครัวและหลังบ้านเสียเป็ส่วนใหญ่ จะได้ออกมาข้างนอกบ้างก็ตอนที่ถูกเรียกใช้เท่านั้น แต่เขาก็รู้ว่าเธอเป็บุตรสาวคนเล็กของนายพสิษฐ์ที่เกิดจากภรรยาน้อยของเขา และเมื่อต้องเลิกรากันไปเด็กหญิงจึงถูกนำตัวมาอยู่กับพ่อที่มีทั้งภรรยาแต่งและลูกสาวอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ดั่งนั้นเด็กหญิงจึงอยู่ในบ้านหลังนี้ในฐานะเบี้ยล่างของสองแม่ลูก จะยังดีอยู่บ้างก็ตรงที่เธอยังได้เรียนหนังสือเท่านั้น
“เสร็จแล้วค่ะ”
เด็กหญิงบอกเมื่อปิด พลาสเตอร์ยาให้เป็สิ่งสุดท้ายสำหรับแผลเล็กๆนั่น
“เสร็จแล้วก็ไปสิย่ะ จะมาเสนอหน้าอยู่ทำไม นังเด็กไม่รู้จักกาลเทศะ”
เพชรงามตวาดแว๊ดทันทีเมื่อเด็กหญิงหมดประโยชน์ และเธอก็เลี่ยงออกไปเงียบๆเขาเองมองตามไปอย่างเวทนา เมื่อลับหลังเด็กหญิงไปแล้วเขาจึงอดติงเพชรงามไม่ได้
“เพชรไม่น่าไปเสียงดังใส่น้องอย่างนั้นเลย”
สาวสวยเบ้ปากอย่างแสดงความชิงชังผู้เป็น้องสาวต่างมารดาของตน
“อย่ามาเรียกนังเด็กนั้นว่าเป็น้องของเพชรนะค่ะ เพชรไม่เคยนับว่ามันเป็น้อง มันเป็หนามยอกอกของเพชรกับคุณแม่ต่างหาก และเป็สัญลักษณ์ความส่ำส่อนของคุณพ่อ”
“แต่เด็กคงไม่รู้อะไรด้วย”
“พี่ธีอย่ามาพูดเหมือนเข้าข้างมันอย่างนั้นนะคะ เพชรไม่ชอบมัน พี่ธีก็ต้องไม่ชอบมันด้วยสิ ความจริงไม่ใช่แค่ไม่ชอบหรอก เพชรกับคุณแม่ถึงกับเกลียดมันเลยละ ถ้าไม่ติดที่คุณพ่อนะ เราเอามันไปทิ้งที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้ว”
ตอนนั้นเขาฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆไม่กล้าออกความเห็นอะไรเพราะทั้งรักทั้งหลงเธอมากจนกลายเป็ความเกรงใจไปแล้ว