ในตอนเช้า ขจรได้ให้รถตู้พามาที่วัด เพื่อเยี่ยมเยียน หลวงตาแจ่ม พอมาถึงก็พบว่าหลวงตาแจ่มได้อาพาธ นอนซมอยู่ที่กุฏิ ไม่ยอมไปหาหมอ ขจรพอไปถึงก็รีบทำการตรวจอาการทันที
“ หลวงตา ทำไมไม่ไปหาหมอล่ะครับ”
“ ข้าอยากจะใช้กรรมนี้ให้มันหมดไป ไม่อยากให้มันผูกพันไปอีกชาติหนึ่ง”
“ ชาติหน้าก็เรื่องของชาติหน้าไป แต่ชาตินี้ หลวงตาต้องแข็งแรง จะได้ไม่ต้องนอนซมแบบนี้” ขจร จับชีพจรของหลวงตาแจ่ม ก็พบว่า เลือดลมล้วนแล้วแต่อุดตัน เดินไม่สะดวก เส้นเลือดเริ่มเปราะบาง มีไขมันเกาะตามเส้นเลือด ทำให้ไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้อย่างทั่วถึง กระดูกก็เริ่มผุกร่อน ล้วนทรุดโทรมไปตามอายุขัย
ถึงวันนี้ หลวงตามีอายุ 90 ปีแล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีอาการเช่นนี้ ขจรให้ยาเม็ดกล้วยไม้วิญญาณให้หลวงตากินไป 1 เม็ด แล้วก็ช่วยกระจายพลังกล้วยไม้วิญญาณออกไป ช่วยฟื้นฟู เส้นเลือด ให้กลับมาแข็งแรงก่อน จากนั้นก็ปล่อยลมปราณช่วยกรุยชีพจร ที่ข้นเหนียว กลับไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น กระดูกที่เริ่มผุ ก็ค่อยๆ ฟื้นฟูมาแข็งแรง กล้ามเนื้อที่หดหายไป ก็ค่อยๆ ฟื้นฟูกลับคืนมา อาการไอที่เกิดจากปอดอักเสบ ก็ถูกฆ่าเชื้อตายไปจนหมด ไม่มีอาการไอให้ได้ยินอีก หลวงตารู้สึกดีขึ้นมากกว่าแต่ก่อนมาก เหมือนลดอายุลงไปได้อีกเกือบ 20 ปี
“ ขอบใจเอ็งมาก นึกไม่ถึง ว่าเอ็งจะสามารถรักษาคนได้ถึงขนาดนี้”
หลวงตาขยับแขนขยับขาได้ตามปกติแล้ว
“ หลวงตาต้องอยู่กับผมอีกนาน ผมไม่ยอมให้หลวงตาเป็นอะไรอย่างแน่นอน”
ขจรเข้าไปนวดขาให้หลวงตาเหมือนที่เคยทำอยู่เป็นประจำตั้งแต่เป็นเด็กน้อย
“ เอ็งมีธุระก็ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงข้าแล้ว ต่อไปก็จงหมั่นทำบุญ สร้างกุศลเข้าไว้ สิ่งใดที่ควรทำหรือไม่ควรทำข้าก็สอนเอ็งไปหมดแล้ว ไปทำงานของเอ็ง ไม่ต้องห่วงทางนี้ หนทางของเอ็งยังต้องมีอุปสรรค์อีกเยอะ นี่แค่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น”
ขจรกราบลาหลวงตา แล้วเดินทางไปที่โรงงานน้ำปลาต่อไป
หลังขจรออกไปแล้ว หลวงตาแจ่มก็เอ่ยออกมาเบาๆ ว่า
“ แม้นเอ็งจะช่วยให้ร่างกายของข้า แข็งแรงขึ้นก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า มันจะยืดอายุขัยของข้าไปได้”
ส่วนขจรนั้นก็หารู้ไม่ว่า นั่นคือ วันสุดท้ายแล้ว ที่จะได้พูดคุยกับหลวงตาแจ่ม ในชาตินี้ !
ขจรมาถึงที่โรงงานในตอนเช้ายังไม่มีใครมา จึงบอกยามว่า จะเข้าไปไหว้ศาลเจ้าแป๊ะกง สักครู่ แล้วให้คนขับรถทิ้งเขาไว้ แล้ว ขจรก็ให้อาแป๊ะฉั่วเฮง เปิดประตู เพื่อจะเข้าไปที่โลกเซียนให้
แปะฉั่วเฮง รีบเปิดประตูให้ทั้งสามคน ผ่านเข้าไปโดยทันที คราวนี้ขจรหาได้ถูกแรงกดดันแบบเก่าใหม่ จึงเดินฝ่าความมืดไปได้อย่างสบาย โดยที่ประตูทางออกนั้น เป็นโบราณสถานเก่าๆ พอขจรเปิดประตูออกไป แล้วหันมาก็เห็นกำแพงที่มีรูปประตูเขียนเอาไว้
“ หากเจ้ากลับมาเมื่อไหร ก็เอามือมาประทับที่รูปประตู มันจะพาเจ้ากลับมาที่โลกได้เลย ขอให้เที่ยวกันอย่างมีความสุขนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” นักบวชทั้งสองล้วนเข้ามาที่โลกเซียนได้ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าทั้งสองตอนนี้ กลับมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย หยวนไค นำแผนที่ออกมาดู แล้ว ท่องคาถาบางอย่าง แล้วชี้ลงไป แล้วแผ่นที่ก็มีลูกศรนำทางขึ้น
“ อาจารย์ลุง ตอนนี้พวกเราอยู่เขตทะเลทรายตะวันตก ไปทางตะวันออกอีกไม่ไกล เราก็จะเข้าเขตภาคกลางแล้ว”
“ พวกเจ้ามีเรือเหาะ กันบ้างหรือเปล่า?” ขจรถามด้วยความสงสัย
“ เรือเหาะ มีราคาเป็นแสนเหรียญทอง มีขายแต่ร้านใหญ่ๆ ในเมืองหลวง พวกเราไม่มีเงินไปซื้อหรอกขอรับ” หยวนไคเอ่ยไปตามตรง ขจรได้แต่มองทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา
“ แล้วต้องเดินทางกันอีกไกลไหม กว่าจะถึงดินแดนภาคกลาง”
“ หากเดินไป ก็คงจะประมาณ 7 วันก็น่าจะถึงขอรับ”
ขจรคำนวนแล้ว อย่างนี้เสียเวลาแย่เลย กำลังคิดจะแปลงร่างเป็น พญานกอินทรี แล้วบินไป ถ้าจะเร็วกว่า
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ ขจรกับพวก ก็รีบวิ่งขึ้นไปบนเนินทรายที่สูงที่สุด มองไปด้านหน้าพบเห็น เหล่าตะขาบทะเลทรายตัวใหญ่ขนาดเท่าตัวคน กำลังเข้าทำร้าย ผู้คนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีทั้งสตรีและเด็กอยู่ด้วย ขจรไม่รอช้า พุ่งตัวเข้าไปช่วย แล้วปล่อยพลังเพลิงกิเลน เข้าใส่ ฝูงตะขาบทะเลทราย
พอมันเจอเพลิงกิเลนเข้าไป ฝูงตะขาบนับร้อย ก็รีบมุดทะเลทรายหนีกันไปแทบหมดสิ้น มีชายกลางคน รีบเข้ามา ขอบคุณขจรทันที
“ ขอบคุณท่ายจอมยุทธ์ ที่ได้ช่วยพวกเราในครั้งนี้”
“ ไม่เป็นไร”
ขจรเอ่ยจบ ก็กำลังจะเดินจากไป แต่ ถูกชายกลางคนเอ่ยวาจารั้งเอาไว้
“ คุณชาย ไม่ทราบว่า พวกท่านกำลังเดินทางไปไหนหรือขอรับ”
“ ดินแดนภาคกลาง”
“ โอ้ ถ้าเช่นนั้น ไม่ทราบว่า คุณชายจะเดินทางไปกับพวกเราได้ไหม เพราะว่า พวกเรานั้น มีแต่สตรี เด็ก และคนชรา หากว่า พวกตะขาบทะเลทราย มันบุกโจมตีเข้ามาอีก พวกเราคงแย่ แน่ๆ”
ขจรถึงกับหันไปมองกลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งมีสตรีคลุมหน้าทุกๆ คน แต่ละคนอุ้มเด็กน้อย อยู่หลายคน และมีคนชราที่ถือดาบ คอยปกป้องแค่ไม่ถึง สิบคน แต่น่าแปลกใจกลับไม่เห็นมีคนหนุ่มคอยปกป้องแม้แต่คนเดียว ขืนปล่อยไปแบบนี้ หากตะขาบทะเลทรายกลับมา คงต้องมีการตายกันแน่
“ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเงินทอง พวกเรายินดีจ่ายให้ท่านไม่อั้น เชิญท่านเรียกร้องมาได้เลย”
“ พวกเราไม่ต้องการเงิน รีบเดินทางกันเลยดีกว่า ก่อนที่จะมืดค่ำ”
ขจรได้แต่ถอนหายใจ ยิ่งรีบไป กลับยิ่งช้า ตอนนี้เดินทางได้ไม่เท่าไร ก็เริ่มมืดอีกแล้ว ต้องก่อไฟ แล้วหาที่พักกลางทะเลทราย ขจรได้แต่ถอนหายใจออกมา
คืนนั้น มีหญิงสาวคลุมหน้า อุ้มลูกน้อยวัยไม่ถึงขวบ เดินเข้ามานั่งผิงไฟใกล้ๆ กับขจร แล้วเอ่ยว่า
“ ข้าขอขอบคุณคุณชาย ที่ได้ช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้ในวันนี้ แล้วยังมีน้ำใจส่งพวกเราเข้าแดนภาคกลางอีก พระคุณของคุณชาย ข้าหนี่เชี่ยน กับลูก ชาตินี้ไม่มีวันลืม”
“ ฮูหยินอย่าคิดมาก ข้าต้องเดินทางไปภาคกลางอยู่แล้ว ไม่ต้องเกรงใจ”
ขจรเริ่มพูดจาคล้ายคนโลกเซียนโดยไม่รู้ตัว
“ ข้าเห็นอาการของท่านดูแล้ว ก็รู้สึกว่าท่านมีเรื่องรีบร้อนเดินทาง ใช่หรือไม่”
“ ถูกต้อง ข้ามีเวลาจำกัด เพราะต้องหายาไปรักษาเด็กน้อยผู้หนึ่ง ทำให้จำเป็นต้องรีบร้อนเดินทาง” ขจรไม่อยากปิดบัง
“ เกรงใจท่านจริงๆ พรุ่งนี้เราเดินทางไปอีก 1 ชั่วยาม จะมีจุดพักม้า ที่นั่น จะมีม้าทะเลทรายจำนวนมาก หากพวกเราใช้ม้าเดินทางจะช่วยให้ถึงเมืองชายแดนได้ภายในวันเดียว”
“ จริงรึ?”
“ พวกเราเป็นชนเผ่าหนี่เจิน เดินทางไป ภาคกลางบ่อย แต่วันนี้กลับโชคร้าย เจอเข้ากับ ตะขาบทะเลทราย ทำให้ต้องเป็นภาระคุณชายแล้ว ไม่ทราบว่า คุณชายเป็นคนดินแดนไหน ดูจากเครื่องแต่งกายแล้ว ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน”
ขจรมองเสื้อผ้าของตนที่ใส่กางเกงยีนส์สีดำ เสื้อเชิ๊ตและมีเสื้อคลุมเหมือนโลกมนุษย์ แล้วเห็นเสื้อผ้าของพวกนางที่แต่งกายเหมือนคนเผ่าทะเลทรายก็เลยบอกไปว่า
“ข้าเป็นคนของดินแดนไร้ขอบเขต นามว่าหลิงเทียน”
ขจรยังงงตัวเอง ไม่รู้เอ่ยคำนี้ออกไปได้อย่างไร
“ อ้อ ที่แท้คุณชายหลิงเทียน ยินดีที่ได้รู้จัก คนที่คุยกับท่านนั้นคือ พ่อบ้านจง เป็นคนเก่าแก่ของ เผ่าเรา ต้องขออภัยที่ไม่ได้บอกชื่อแซ่ให้ท่านทราบก่อน พอดีกลัวว่า จะไม่ปลอดภัย”
“ พวกท่านหนีศัตรูมารึ?”
“ สามีข้าคือผู้นำเผ่าหนี่เจิน เขาถูก ผู้นำเผ่าทะเลทรายอีกสามเผ่า ทรยศร่วมมือกันลอบสังหารเขาจนตาย แล้วยึดดินแดนของเผ่าหนี่เจินไปแบ่งกันครอบครอง ข้าพาลูกหลบหนีออกมาได้”
“ แล้วท่านจะไปที่แห่งใด ในดินแดนภาคกลาง?”
“ ตระกูลฉิน พ่อของข้าคือ เจ้าเมืองฉิน เป็นเมืองชายแดนระหว่างเผ่าทางตะวันตก กับ แดนภาคกลาง หากว่าท่านพาพวกเราไปส่ง ท่านต้องการสิ่งใด ข้าจะหามาให้ท่านตามที่ท่านปราถนา”
“ ที่แท้ ฮูหยินหนี่ คิดว่าจ้างข้าให้ไปส่งจวนเจ้าเมืองฉิน อย่างนั้นรึ?”
ฮูหยินหนี่ เปิดผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ดูเยาว์วัยไม่เกิน 18 ปีเท่านั้น
ไม่น่าเชื่อว่าจะเห็นสาวงามกลางทะเลทรายยามค่ำคื่นเช่นนี้
“ อย่าเรียกว่าจ้างเลย ดูจากลักษณะของคุณชาย ที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใครแล้ว ข้ามิบังอาจว่าจ้างท่าน แต่ใช้เป็นคำว่า แลกเปลี่ยนกันจะดีกว่า”
ขจรถึงกับหายใจลึกๆ เห็นเด็กน้อยที่หลับไหลคาอกตูมๆ ของนาง ทำให้จิตคิดเตลิดไปไกล ก่อนที่จะเรียกสติกลับมา
“ ข้ารับปากท่านไปแล้ว จะไปส่งท่านถึงที่ปลอดภัย ฮูหยินหนี่ สบายใจได้ ข้าไม่เคยผิดคำพูด และไม่คิดต้องการสิ่งใดตอบแทน”
ฮูหยินได้ฟังคำตอบก็แย้มยิ้ม ส่งสายตาทอแววซุกซน แล้วก็เอ่ยปานกระซิบเบาๆออกมาว่า
“ คุณชายคิดว่า หนี่เชี่ยนสวยหรือไม่?”
ขจรได้แต่เงียบไม่กล้าเอ่ยคำตอบอะไรออกมา
“ หากถึงเมืองฉินแล้ว หนี่เชี่ยนยินดีปรนนิบัติรับใช้คุณชาย 1 คืน วาจาเอ่ยแล้วไม่มีเปลี่ยนแปลง” ฮูหยินหนี่เอ่ยจบก็อุ้มลูกน้อยจากไป ปล่อยให้ขจรได้แต่ฟังแล้วอ้าปากค้างคิดในใจว่า อะไรกันนี่ ทำไมสาว ที่โลกเซียน ใจกล้าขนาดนี้เลยเร๊อะ !!
ตอนเช้าขจรกับกลุ่มคนเผ่าหนี่เจินก็เดินทางมาจุดที่พักม้า ทีนี่มีร้านอาหาร ให้บริการ มีม้าทะเลทราย และน้ำให้บริการ ขอให้มีเหรียญทองคำจ่าย ทุกสิ่งหาได้หมด ฮูหยินหนี่ ใช้เงินสั่งซื้อม้า และ รถม้า เพื่อให้นั่งกันสบายขึ้นโดยที่ควักทองคำจ่ายไป เป็นจำนวนมาก พ่อค้าม้า ล้วนยินดียิ่ง ที่นานๆ ที่จะมีลูกค้ากระเป๋าหนัก ซื้อม้าหลายสิบตัว แทบหมดร้าน
“ แล้วรถม้า มันจะวิ่งผ่านทะเลทรายไปได้หรือ พ่อบ้านจง” ขจรเริ่มสงสัย
“ เส้นทางนับจากนี้ เป็นเส้นทางสายไหม พ่อค้าต่างใช้กันเป็นเส้นทางเดินรถม้า ดังนั้นไม่ต้องลุยทะเลทราย แบบเดิมอีกต่อไป ดังนั้นจึงใช้เวลาเดินทางไปถึงเมืองชายแดนได้เร็วขึ้น”
“ อ้อ เป็นเช่นนี้เอง”
ทันใดนั้น หยวนไค กับ หยวนตี้ เข้ามากระซิบข้างๆ หูขจร บอกว่า มีคนสะกดรอยตาม พวกเราอยู่หลายคน จะให้ทำอย่างไรดี
“ ไม่ต้องตกใจไป ทำตัวปกติ เจ้าสองคนคอยคุ้มครอง ฮูหยินหนี่กับลูกน้อยให้ดี”
ทั้งสองรับคำ แล้วขี่ม้าไปประกบซ้ายขวา รถม้าของฮูหยินหนี่เอาไว้ พ่อบ้านจงได้ยินก็ตกใจมาก
“ แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรดี”
“ พวกมันคงคิดว่า พวกเรามีแต่เด็กและคนชรา คงไม่ระมัดระวังตัวเท่าไร ไม่ต้องห่วงกังวล ปล่อยให้มันปรากฏตัวให้หมด แล้วค่อยกวาดล้างพวกมันทีเดียว”
แล้วขบวนรถม้าของขจร ก็เดินทางออกจาก โรงพักม้า เข้าถนนหลัก แต่พอออกเขตโรงพักม้าได้ไม่ถึง ร้อยเมตร ก็มีทหารขี่ม้า เข้ามาล้อมขบวนของฮูหยินหนี่ ทั้งหมด 100 คน มีชายผู้นำทัพ 1 คนเป็นหนุ่มวัยประมาณ 30 ปี ตะโกนออกมาว่า
“ ฮูหยินหนี่ เชิญกลับไปเผ่าเหลียงกับข้า อย่าให้ต้องใช้กำลังเลย ข้าแม่ทัพเหลียงซู จะรับประกันความปลอดภัยให้พวกท่านทุกคน”
“ ข้าไม่ไป ข้าจะกลับบ้านข้า”
“ ฮูหยินคิดให้ดีเสียก่อน ท่านไม่ใช่ตัวคนเดียว ท่านยังมีบุตรชายอยู่อีกนะ หรือว่าท่านต้องการเห็นบุตรของท่านต้องมาตายต่อหน้า” ทหารทั้งหมด ต่างยกหน้าไม้เตรียมยิงใส่ คนของฮูหยินหนี่แล้ว
“ เฮ้อ… ผู้อื่นไม่ไป ก็อย่าบังคับเขาเลย สุภาพชน มักจะไม่ฝืนใจผู้อื่นโดยไม่เต็มใจนะ” ขจรขี่ม้าเหยาะๆ มายืนเผชิญหน้า กับ แม่ทัพเหลียงซู.....