คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 128 ได้เจอกันเสียที

           

             เพราะน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยการเสียดสีของซูฉางอัน รวมไปถึงท่าทีประหลาดของชิงหลุนกับซูฉางอันในตอนท้ายอาหารค่ำของวันนั้นจึงต้องจบลงอย่างค้างคาด้วยวาจาแฝงความนัยที่แสนหนักอึ้งของคนทั้งสอง

            เมื่อทุกคนแยกย้ายกันออกไป ฝานหรูเยว่จึงเริ่มเก็บโต๊ะอาหารส่วนซูฉางอันก็ถอนหายใจยาวๆ ออกมา แล้วเดินไปยังซากปรักหักพังภายในสำนักเพียงลำพัง

            หิมะยังคงร่วงหล่นลงมาไม่รู้จบสิ้นมันโปรยลงบนร่างของซูฉางอันเพียงประปรายขณะที่เจ้าตัวยังคงยืนนิ่งอยู่บนซากปรักหักพัง แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าเบื้องบนตาไม่กะพริบ

            ความจริงแล้ว ค่ำคืนนี้ไม่มีดวงดาวแต่อย่างใด

            เพราะมีหิมะตกลงมา เมฆครึ้มเบื้องบนจึงบดบังท้องนภาไปสิ้น

            แต่แม้วันนี้จะไม่มีเมฆ แม้จะเห็นหมู่ดาราบนฟากฟ้าได้ชัดเจน ซูฉางอันก็ไม่อาจเห็นดาวที่อยากเห็นอยู่ดี

            เพราะพวกมันมอดแสงลงไปแล้ว พวกมันหลับใหลอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวไปแล้ว

            เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ซูฉางอันก็ถอนหายใจยาวๆ ออกมาอีกครั้ง

            “ดวงดาวจะคงอยู่เสมอ” เสียงหนึ่งดังจากทางด้านหลังเมื่อซูฉางอันหันกลับไปมอง จึงพบกับร่างในชุดสีเขียวของชิงหลุนที่ค่อยๆเดินเข้ามาหาอย่างเนิบนาบ

            ลมราตรีพัดเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว

            สายลมพัดให้เส้นผมของนางปลิวไสว ไล้เส้นผมของนางให้ลอยขึ้นในอากาศชิงหลุนยกมือไปทัดผมเข้าที่หลังหูเบาๆ พลางก้าวเดินเข้ามาเรื่อยๆ จนในที่สุดร่างบางก็หยุดอยู่ลงตรงหน้าของซูฉางอัน

            อาจเป็นเพราะความหมายในถ้อยคำของนาง และอาจเป็นเพราะกลิ่นหอมที่น่าลุ่มหลงบนร่างบางเสี้ยววินาทีนั้น ซูฉางอันถึงได้นิ่งไป

            เมื่อได้สติกลับมาอีกครา ซูฉางอันก็หน้าแดงขึ้นอย่างอดไม่ได้ อย่างไรเสียก่อนหน้านี้เขาก็เพิ่งจะระเบิดโทสะใส่ชิงหลุนไปการที่ตนมีท่าทีเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือด้วยเวลาเพียงพริบตาทำให้ซูฉางอันคิดว่าตนสูญเสียการควบคุม และไม่หนักแน่นเอาเสียเลย

            แต่ชิงหลุนกลับทำราวกับมองไม่เห็นท่าทางของเขา นางชี้ขึ้นไปบนห้วงนภา น้ำเสียงที่แสนเย็นยะเยือกของนางบัดนี้กลับแฝงความอบอุ่นอย่างยากจะได้พบ “ดวงดาวยังคงอยู่เสมอไม่ว่ามันจะถูกเมฆครึ้มบดบัง หรือกำลังหลับใหลอยู่ก็ตามไม่ว่าอย่างไรพวกมันก็ยังคงอยู่ และเฝ้ามองเราจากบนนภาเสมอ”

            “อีกอย่าง หากเจ้าได้เป็นนักรบแห่งดาราจักรเมื่อใด เจ้าก็จะได้ไปที่นั่น ไปอยู่กับพวกเขาในสักวัน”

            คำพูดของชิงหลุนทำให้ซูฉางอันชะงักไป ก่อนจะถามขึ้นในที่สุด “บนนั้นเป็นสถานที่แบบไหนกันแน่?”

            นี่เป็นคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจของซูฉางอันมาโดยตลอดทะเลแห่งหมู่ดาวเป็นจุดหมายสุดท้ายของนักรบแห่งดาราจักร หลังตายดวงวิญญาณของนักรบแห่งดาราจักรจะเดินทางไปที่แห่งนั้นเพื่อหลอมตัวเองเข้ากับชีพดาราประจำตัวก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นดวงวิญญาณของมั่วทิงอวี่ปรากฏขึ้นอีกครั้งพร้อมกับดาวหยิงโฮ่ที่เคยมอดดับลงไปดาวดวงนั้นเคยร้องเรียกเขา เคยประกายแสงลงมาเพื่อตอบกลับเขาแต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี ว่าทะเลแห่งหมู่ดาวเป็นสถานที่แบบไหนกันแน่ไม่เข้าใจว่าหลังตาย ตัวเราจะเป็นเช่นไร?จะได้ไปเกิดในชาติใหม่ดั่งเขียนเอาไว้ในนิยายหรือจมเข้าสู่ห้วงแห่งการเป็นนิรันดร์...

            เขาคิดว่าชิงหลุนน่าจะเป็นผู้ที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ที่สุด อย่างไรเสีย นางก็เคยส่งคนขึ้นไปบนนั้นมาตั้งมากมายไม่รู้เท่าไหร่

            แต่ผิดคาด เพราะชิงหลุนกลับส่ายหน้า

            “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าบนนั้นมีสิ่งกันแน่ แต่ข้าคิดว่าที่แห่งนั้นน่าจะเป็นจุดหมายปลายทางที่ดีมากแห่งหนึ่งเพราะไม่ใช่นักรบแห่งดาราจักรทุกคนจะได้ไปที่แห่งนั้น”

            ซูฉางอันพยักหน้ารับเขารู้ดีว่าไม่ใช่นักรบแห่งดาราจักรทุกคนที่จะไปในที่แห่งนั้น อย่างเช่นฉู่ซีฟงที่จุดประกายชีพดาราของบรรพบุรุษในเมื่อไม่มีชีพดาราเป็นของตัวเอง ก็ไม่อาจไปที่นั่นได้เป็นธรรมดาเมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ เขาที่รู้สึกเศร้าหมองอยู่แล้วก็ยิ่งเศร้าซึมลงไปอีก

            “ดังนั้น เจ้าต้องหาชีพดาราของตัวเองให้เจอ เช่นนั้นเจ้าถึงจะได้เจอกับพวกเขาอีกครั้ง” ชิงหลุนเงยหน้ามองท้องนภา ดวงตาของนางทอประกายแสงขึ้นอย่างงดงามแม้ท้องนภาในยามนี้จะมีแต่เพียงความมืดมน ทว่าราวกับนางจะสามารถมองเห็นในสิ่งที่คนธรรมดาไม่อาจมองเห็นได้...

            ขณะมองดวงหน้าด้านข้างที่เต็มไปด้วยความสดใสและงดงามของชิงหลุนซูฉางอันก็หัวใจกระตุกวูบ จากนั้นจึงถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “เจ้าก็มีคนที่อยากพบบนนั้นหรือ?”

            เมื่อได้ยินดังนั้น ชิงหลุนก็ชะงักไป ก่อนจะพยักหน้าและเปลี่ยนมาส่ายหน้าในเวลาต่อมา

            สีหน้าของชิงหลุน ทำให้ซูฉางอันพอจะเดาได้ว่านางมีเรื่องลำบากใจที่ไม่อาจพูดออกมาได้จึงไม่อยากฝืนใจนาง โดยเขาเลือกที่จะพูดเปลี่ยนเรื่องแทน

            “เจ้าจะกลับไปที่นั่นเมื่อไหร่?”

            ชิงหลุนชะงักไป จู่ๆ นางก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมา สำหรับนางแล้วนี่ช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อเสียจริง วิชาปลงรักที่นางฝึก ทำให้จิตใจของนางมีเพียงความว่างเปล่าความรู้สึกเหล่านี้ไม่สมควรจะเกิดขึ้นกับนางได้เลย เพราะนั่นหมายความว่าเกราะในจิตใจของนางเกิดรอยร้าวขึ้นนับได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าหวาดหวั่นมากไม่น้อย

            ทว่า ดูเหมือนนางจะยังไม่ทันสังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวใจของตนชิงหลุนไตร่ตรองอย่างจริงจังอยู่นาน แน่นอนว่านางต้องกลับไปเมื่อองค์จักรพรรดิกลับเข้าสู่ทะเลแห่งหมู่ดาว นางต้องกลับไปที่หอดาราทันทีก่อนหน้านี้ นางเคยคิดว่านี่เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลมาก แต่มาตอนนี้พอคิดถึงหอดาราที่เย็นยะเยือก และไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ที่เมื่อกลับไป ก็ต้องกลับเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรที่ยาวนานราวจมอยู่ในการหลับใหลจนกว่าจะมีดวงดาวที่ต้องการการนำทางจากนางอีกครั้ง นางจึงจะตื่นจากการหลับใหลนี้ได้...

            “เรื่องนี้ก็บอกไม่ได้หรือ?” เมื่อเห็นว่านางมีสีหน้าหนักใจราวกำลังจะกล่าวบางอย่างออกมา แต่ก็เอาแต่นิ่งเงียบไปอีกครั้ง ซูฉางอันกลับรู้สึกมีน้ำโหขึ้นอย่างประหลาด

            “เปล่า” ชิงหลุนรีบอธิบาย “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะกลับไปเมื่อไหร่แต่ข้าคิดว่าคงอีกไม่นานหรอก”

            “เช่นนั้นหรือ?” ซูฉางอันมีสีหน้าหมองเศร้าลงอีกครั้งเขาไม่ชอบความเหงา เขาใฝ่ฝันที่จะมีเพื่อนฝูงใฝ่ฝันที่จะได้พูดคุยกับผู้คนขณะกินข้าวด้วยกันอย่างกันอย่างสนุกสนานอยากให้มีคนสอนระหว่างฝึกยุทธ์ นี่ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไรทุกคนต้องการเพื่อนอยู่แล้ว ไม่มีใครชอบความโดดเดี่ยวหรอก เพียงแต่... บางคนจำต้องเลือกอยู่กับความโดดเดี่ยวเท่านั้น

            “ทำไมพวกเจ้าทุกคนต้องไปจากข้ากันหมด?” เขาถามขึ้นเช่นนั้น

            มั่วทิงอวี่จากไปแล้ว วู๋ถงก็เช่นกัน ฉู่ซีฟงก็ด้วย ล่าสุดก็เป็นอวี้เหิงและอีกไม่นาน ชิงหลุนก็จะไปอีก

            เขาไม่เข้าใจ หากถูกกำหนดให้ต้องแยกจากกัน ไยต้องพบเจอกันตั้งแต่แรกหากไม่เคยพานพบ ย่อมไม่ต้องแยกจาก หากไม่เคยมี ย่อมไม่เจ็บปวดในยามที่เสียไป

            แน่นอน ชิงหลุนก็ไม่รู้คำตอบเช่นกัน เช่นนั้น นางจึงเลือกที่จะนิ่งเงียบไปอีกครั้ง

            “แล้วเมื่อไหร่พวกเราถึงจะได้พบกันอีก?”ซูฉางอันถามขึ้นอีกครั้ง

            ร่างบางของชิงหลุนสั่นเทาขึ้นอย่างไร้สาเหตุ ทุกครั้งที่เข้าสู่การบำเพ็ญที่ยาวนานดั่งการหลับใหลนางจะไม่รับรู้ถึงเวลาที่ผันผ่านไปเลย ตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา นางเคยตื่นขึ้นเพียงแปดครั้งเท่านั้นและทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา แม้โลกจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงจนหุบเหวลึกกลายเป็นทะเลแต่ทุกสิ่งและทุกคนที่นางคุ้นเคยต่างก็เปลี่ยนแปลงไปจนสิ้น

            ชีวิตของมนุษย์แสนสั้นนัก เวลายี่สิบสามสิบปีมากพอจะทำให้เด็กไร้เดียงสาคนหนึ่งกลายเป็นพ่อแม่คนที่มีอายุมากและเต็มไปด้วยภาระ เปลี่ยนสตรีที่งดงามที่สุดในโลกาให้กลายเป็นหญิงเฒ่าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นได้แล้ว...

            ขนาดอวี้เหิงที่เป็นนักรบแห่งดาราจักรผู้แสนแข็งแกร่ง ก็มีชีวิตอยู่เพียงไม่ถึงสามร้อยปีเท่านั้นแต่กับนาง เดิมทีเป็นทายาทของเผ่าหงส์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีชีวิตยืนยาวอยู่แล้ว ทั้งยังได้รับวิชาปลงรักอีกหากนางฝึกตนจนมีระดับพลังสูงส่งเหมือนประมุขแห่งหอดาราเช่นนั้นเวลาพันปีก็จะกลายเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในชีวิตนางเท่านั้น

            ไม่แน่ ยามที่กลับเข้ามาในโลกมนุษย์อีกครา ในตอนนั้น ซูฉางอันคงกลายเป็นคนชราที่แก่เฒ่าเต็มทีแล้วทว่านางกลับยังเป็นเหมือนในตอนนี้ คือดูคล้ายมีอายุเพียงสิบแปดสิบเก้าปีเท่านั้น

            เพียงนึกภาพ ชิงหลุนก็เริ่มหวาดกลัวขึ้นในใจ

            ในที่สุดความเศร้าหมองก็ปกคลุมหัวใจของซูฉางอันได้โดยสิ้นเชิง เขามองไปที่นางมองดูดวงหน้าอันแสนงดงามที่บัดนี้มัวหมองลงด้วยความกลัดกลุ้มของนางพลันความอาลัยอาวรณ์ก็ก่อตัวขึ้นในที่สุด

            “ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป แล้วตามหาชีพดาราของตัวเองจนเจอ และกลายเป็นนักรบแห่งดาราจักรให้ได้”เขากล่าวเช่นนั้น

            หิมะรอบด้านหยุดลงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ แสงจากดวงดาราส่องผ่านหมู่เมฆครึ้มบนฟากฟ้าสาดส่องลงบนใบหน้าของเขาดวงตาที่สะท้อนไปด้วยแสงจากดวงดาวนับล้านบนท้องนภาของซูฉางอันช่างงดงามและเปล่งประกายเหลือเกิน

            เมื่อได้ยินดังนั้น ชิงหลุนก็หันไปมองซูฉางอันพลันแสงที่ประกายอยู่ในดวงตาคู่นั้นทำให้นางรู้สึกใจสั่นขึ้นอย่างฉับพลัน

            “ในวันที่ข้าต้องกลับเข้าสู่ทะเลแห่งหมู่ดาวข้าอยากให้เจ้ามาส่งข้าด้วยตัวเอง”

            “แล้วข้าจะมองดูเจ้าจากบนนั้นตลอดไป”

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน