เวลาเพียงไม่นานข่าวว่าฮ่องเต้นั้นถูกลอบทำร้ายถูกแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วเหล่าขุนนางถวายฎีกาให้ลงโทษท่านหญิงเจียหนิงที่หละหลวมนำฮ่องเต้เข้าสู่อันตรายมีแต่เสนาบดีฟงเท่านั้นที่ไม่ได้ถวายทั้งเอ่ยช่วยนางในท้องพระโรง
“ท่านเสนาบดีฟงท่าปกป้องท่านหญิงเจียหนิงเกินไปหน่อยละมั้ง ท่านจะบอกว่าการลอบสังหารนั้นเกิดจากฮ่องเต้งั้นหรือ” ใต้เท้าจางเอ่ยขึ้นอย่างไม่ชอบใจนัก
“ท่านหญิงและฝ่าบาทเพียงออกไปเดินเล่นเท่านั้นเหล่าองครักษ์ก็พรั่งพร้อมไม่มีใครรู้อยู่ก่อนว่าฝ่าบาทจะตัดสินใจไป ท่านว่าท่านหญิงทำตรงไหนผิดงั้นหรือ” เสนาบดีหลีกรมโยธาเอ่ยแย้งต่อใต้เท้าจาง
“แต่ข้าได้ยินว่าวันนั้นท่านหญิงจงใจปล่อยนักฆ่าไปเรียกนางเข้าวังตรวจสอบดุหน่อยก็ไม่เสียหายไม่ใช่หรือ” ใต้เท้าลู่เอ่ยเสนออย่างจงใจ
ฮ่องเต้ที่หลับตาฟังอยู่นานถอนหายใจก่อนเอ่ยต่อขุนนางทุกคน
“พวกเจ้าอย่างไรก็ต้องการตรวจสอบนางให้ได้เช่นนั้นสินะ”
“ฝ่าบาทท่านหญิงเจียหนิงหากบริสุทธิ์ใจก็ไม่ได้มีสิ่งใดให้กลัวนะพ่ะย่ะค่ะ” ใต้เท้าลู่เอ่ยขึ้นก่อนที่ใต้เท้าเหวินจะเสริมขึ้นอีก
“ฝ่าบาทตรวจสอบนางสักหน่อยเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นคำกล่าวเหล่าขุนนางที่เห็นพ้องให้ตรวจสอบต่างคุกเข่าลงให้ตรวจสอบท่านหญิงเจียหนิงอย่างพร้อมเพรียง เมื่อถูกกดดันเช่นนี้ฝ่าบาทเองก็ไร้หนทางออกคำสั่งเรียกตัวท่านหญิงเข้าวังรอรับการตรวจสอบจากใต้เท้ากรมตรวจสอบทันที
ณ ตำหนักเหยียนหลง
ใต้เท้าเซียวหัวหน้ากรมตรวจสอบเดินทางมาถึงตำหนักเหยียนหลงด้วยตัวเองเพื่อมารับตัวท่านหญิงเจียหนิงเข้าวัง
“ท่านหญิงใต้เท้าเซียวมาแล้วเจ้าค่ะ”
“ไปเดี๋ยวนี้แหละ” อวี้หลันเอ่ยพลันลุกขึ้นเดินตามสาวใช้ที่เข้ามาแจ้งต่อนาง
“ใต้เท้าเซียวลำบากท่านแล้ว” อวี้หลันเอ่ยขึ้นทั้งโค้งตัวคารวะอย่างให้เกียรติ
ใต้เท้าเซียวเองก็โค้งเพื่อคารวะต่อนางเช่นกันก่อนเอ่ยกล่าวต่อนางถึงเหตุผลที่ต้อง
“ท่านหญิงคงทราบอยู่แล้วว่าข้ามาทำไมเช่นนั้นท่านหญิงได้โปรดตามข้าไปแต่โดยดีด้วยเถอะ”
ใต้เท้าเซียวผู้นี้นับได้ว่าเป็นผู้ที่ยึดถือความถูกต้องเป็นหลักทั้งไม่เคยนิยมชมชอบรับสินบนฮ่องเต้จึงได้วางใจว่าการตรวจสอบของนาง
“อวี้หลัน” หยางคุนวิ่งมาอย่างร้อนใจก่อนเอ่ยถามต่อใต้เท้าเซียว
“นางต้องไปวันนี้เลยหรือ”
“อย่าห่วงไม่กี่วันข้าก็จะกลับมาแล้ว เรื่องเรือนร้องรำที่จะเปิดใหม่ข้ากลับมาจะมาดูบทละครต่อให้ดีหรือไม่” อวี้หลันกล่าวให้เขาวางใจทั้งให้เขาสนใจกิจการที่กำลังจะเปิดในอีกไม่ช้า
ถึงแม้อวี้หลันจะยิ้มออกมาอย่างไร้กังวลแต่เขาก็ยังรู้สึกห่วงนางอยู่มาก ต่อหน้าคนมากมายอยากกอดสักครั้งก็ทำไม่ได้หยางคุนจึงได้นำปิ่นที่ฮ่องเต้เคยมอบให้ออกมาแล้วยื่นให้นาง
“ให้ท่านนำมันกลับมาคืนให้ข้า”
ทั้งสองมองหน้ากันอย่างลึกซึ้งอวี้หลันยิ้มและรับมาไว้กับตัวก่อนขึ้นรถม้าตามใต้เท้าเซียวไป
อวี้หลันถูกนำตัวมายังคุกหลวงอาภรณ์งดงามถูกผลัดเปลี่ยนเป็นชุดสีขาวเนื้อผ้าหยาบกร้าน ทันทีที่เป็นเสื้อผ้าจนเสร็จก็ถูกนำตัวเข้าห้องเพื่อไต่สวนทันที
ด้านฟงอี้หลังจากวันนั้นที่ได้เห็นภาพของทั้งสองราวถูกบาดในใจและตอบคำถามของเขาว่านางนั้นรักใคร จึงไม่คิดไปที่ตำหนักเหยียนหลงให้นางต้องลำบากใจอีกเลย วันๆ เพียงแต่เก็บตัวเงียบเหมือนครั้งเก่าก่อนได้พบกับนางแต่เมื่อรู้ข่าวการลอบสังหารฮ่องเต้และอวี้หลันนั้นกำลังถูกไต่สวนก็รีบออกจวนเพื่อตามหามือสังหารที่แท้จริง
หยางคุนเองก็ส่งคนของตนออกตามหาว่าฝูเหนียงนั้นหายตัวไปที่ใดเพราะเขานั้นสงสัยนางมาตลอดแต่เพราะอวี้หลันจึงไม่เคยถามถึงให้นางลำบากใจ
กลุ่มคนของทั้งสองออกตามหาหญิงวัยกลางคนอยู่ทั่วเมืองทั้งใกล้ไกลล้วนไม่พบทั้งสิ้นหนทางที่จะช่วยให้อวี้หลันพ้นผิดโดยเร็วจึงดูเหมือนจะยากขึ้นทุกที ฝูเหนียงเองก็ได้ข่าวแล้วว่าอวี้หลันถูกนำตัวเข้าวังหลวงจึงได้ฉวยโอกาสนี้ปลอมตัวเป็นคนของตำหนักเหยียนหลงติดสอยห้อยตามจนเข้าวังไปได้สำเร็จ
ฝูเหนียงแฝงตัวเข้าใกล้ฮ่องเต้เรื่อยๆ จากสาวใช้ตำหนักเหยียนหลง เป็นนางกำนัลจากนางกำนัลธรรมดาเป็นนางกำนัลห้องสรง (อาบน้ำ) มีอยู่หลายโอกาสที่ฝูเหนียงจะได้ลงมือแต่ก็ต้องถูกขัดไปทุกครั้ง
“วันนี้ฝ่าบาทจะเสด็จมาเร็วกว่าปกติพวกเจ้าเตรียมให้พร้อมล่ะ” อู๋กงกงคนสนิทของฮ่องเต้เอ่ยสั่งงานแก่เหล่านางกำนัล
ภายใต้ความอลหม่านจัดเตรียมห้องสรงของนางกำนัลคนอื่นๆ มีเพียงฝูเหนียงเท่านั้นที่ยิ้มออกมาอย่างพอใจเวลาการแก้แค้นของนางใกล้จะจบลงแล้ว
ยามซวีมาถึงฮ่องเต้ก็ก้าวเข้าประตูมาฝูเหนียงเฝ้ารออย่างจดจ่อ นางกำนัลคนอื่นๆ ต่างเข้าไปช่วยปลดอาภรณ์มังกรออกแล้วเดินออกไปให้ฝ่าบาทนั้นได้ใช้เวลาอย่างสงบ ฝูเหนียงเสนอตัวยกสุราชั้นเลิศจากเจิ้งซีเมืองทางตะวันออกของแคว้นเพื่อนบ้านเข้าไปให้ฝ่าบาทด้วยตนเอง
เหล่านางกำนัลที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็คิดไปว่าฝูเหนียงชราเพียงนี้กลับคิดยั่วยวนฝ่าบาท แต่นางก็ไม่ได้ใส่ใจทั้งยกสุราเข้าห้องสรงไป
ฝูเหนียงก้าวย่างเข้าไปอย่างช้าๆ ฮ่องเต้ที่นั่งเอนหลังพิงอาบสระอย่างผ่อนคลายก็ไม่ได้ระแวงแม้แต่น้อย เมื่อได้ยินเสียงย่างก้าวของนางกำนัลนั้นแปลกไปจากทุกทีจึงได้หันไปมอง ฝูเหนียงดึงมีดสั้นที่แอบนำติดตัวขึ้นมาพุ่งตัวเข้าหาฮ่องเต้อย่างไม่ลังเล
“ฮ่องเต้สุนัขจำข้าได้หรือไม่”
ฮ่องเต้พลันลุกตัวขึ้นจากสระสองมือปัดป้องต่อสู้กับฝูเหนียงอย่างเอาเป็นเอาตาย หญิงวัยกลางคนที่ดูไม่มีพิษภัยข้างตัวอวี้หลันใครจะรู้ว่านางนั้นเวลาที่อยู่ในทะเลทรายก็หมั่นฝึกฝนฝีมือรอวันกลับมาแก้แค้นผู้ที่ผิดต่อบุตรสาวตนมาตลอด
“เจ้าเป็นใคร” ฮ่องเต้ที่สามารถจับล็อกนางได้แต่จำใบหน้าที่เปลี่ยนไปไม่ได้เอ่ยถามด้วยโมโห
ฝูเหนียงใช้เท้าซ้ายผลักตัวเท้าขวาเตะช้อนขึ้นฮ่องเต้รีบปล่อยมือเพื่อป้องกันตน ทำให้ฝูเหนียงหลุดออกจากการควบคุมได้
“เจ้าคงไม่เคยจดจำใบหน้าของคนที่ถูกเจ้าทำลายชีวิต เจ้าจำศึกที่เห๋อโจวไม่ได้เลยงั้นหรือทหารต่ำช้าย่ำยีบุตรสาวข้า วันนั้นที่กลางทะเลทรายหากรู้ว่าอวี้หลันเป็นบุตรสาวเจ้าข้าจะไม่มีวันช่วยเหลือนาง”
“ฝูเหนียง” ฮ่องเต้ได้กล่าวเพียงสั้นๆ ก่อนที่ฝูเหนียงจะจู่โจมเข้ามาเท่านั้น
ฮ่องเต้เมื่อจดจำได้แล้วว่านางเป็นใครทั้งยังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตบุตรียามมีภัยจึงได้เพียงรับปัดป้องไม่ได้ลงมือต่อนางอย่างจริงจัง
เพียงไม่นานฟงอี้ก็ได้นำทหารองครักษ์กลุ่มหนึ่งเข้ามาช่วยเหลือฝ่าบาทเอาไว้
“ฝ่าบาทปลอดภัยมั้ยพ่ะย่ะค่ะ” ฟงอี้รีบคุกเข่ากล่าวถาม
“ข้าไม่เป็นไร”
เรื่องการลอบสังหารครั้งนี้เมื่อฟงอี้ได้ตรวจสอบกระจ่างใจจึงได้คิดวางแผนรับมืออยู่แล้วแต่แรกทุกการกระทำของฝูเหนียงก็อยู่ในสายตาเขามาตลอด การลงมือครั้งนี้ฟงอี้จึงสามารถเข้าช่วยเหลือได้ตามที่คาดการณ์ไว้
จากนั้นอู๋กงกงคนสนิทฮ่องเต้ได้ให้ทหารนำตัวฝูเหนียงเข้าไปคุมขังไว้ก่อนรอการตัดสิน
อวี้หลันที่ถูกไต่สวนอยู่หลายวันก็ยังถูกคุมตัวอยู่ในคุกหลวงอย่างรอเวลานางรู้ว่าอย่างไรฝูเหนียงต้องทำการลอบสังหารอีกแน่
เสียงเปิดประตูห้องขังข้างๆ ดังขึ้นดึงความสนใจจากการเหม่อลอยของนางให้ได้หันไปมองใบหน้าของคนคุ้นเคย ฝูเหนียงถูกผลักเข้าห้องไปส่วนประตูของนางก็ถูกเปิดออกในเวลาเดียวกัน
“ท่านหญิงมือสังหารปรากฏแล้วท่านเป็นอิสระแล้วขอรับ” ใต้เท้าเซียวกล่าวต่อนาง
อวี้หลันลุกขึ้นเดินออกจากห้องขังด้วยใบหน้าเรียบเฉยก่อนจะหยุดที่หน้าห้องขังของฝูเหนียง
“รบกวนท่านหมอบยานี้ให้นางที” อวี้หลันกล่าวแล้วยื่นยารักษาบาดแผลแก่ใต้เท้าเซียว
ฝูเหนียงมองอวี้หลันที่ไม่ยอมหันมามองนางทั้งยิ้มออกมาอย่างพอใจที่นางนั้นเติบโตได้เข้มแข็งเหมือนผู่กงอิงที่นางชื่นชอบ อวี้หลันถอนหายใจเล็กน้อยก่อนแข็งใจเดินออกไปโดยไร้ซึ่งคำลาต่อผู้มีพระคุณของนาง
หยางคุนยืนรอหญิงผู้เป็นที่รักเดินออกมาเมื่อเห็นสีหน้าที่สงบเยือกเย็นของนางก็แปลกใจ หากเป็นเมื่อก่อนนางคงมีน้ำตาอาบสองแก้มสายตาอาวรณ์
“เจ้าไม่เป็นไรใช่มั้ย” หยางคุนเอ่ยถามอย่างห่วงใย
อวี้หลันเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาของเด็กสาวที่เติบโตแล้วยิ้มออกมาอย่างสงบ ก่อนที่ปลายหางตาจะเห็นเงาร่างของฟงอี้ที่ยืนอยู่ไกลๆ เมื่อหันไปมองเงาร่างนั้นก็หายไปเสียแล้ว
“ท่านหญิงเจียหนิงฮองเฮารับสั่งเรียกท่านเข้าพบขอรับ” ขันทีน้อยคนหนึ่งเดินเข้ามาเอ่ยต่อนางอย่างนอบน้อม
“ข้ากับฮองเฮาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ขอเอ่ยถามว่าท่านต้องการพบข้าด้วยเรื่องใด”
“ท่านหญิงทางที่ดีเชิญท่านไปกับกระหม่อมเถอะพ่ะย่ะค่ะ ส่วนเรื่องใดนั้นกระหม่อมเป็นเพียงบ่าวมิอาจกล่าวถาม”
หยางคุนเดินขึ้นมาข้างๆ แล้วจับมือของอวี้หลันไว้อย่างมั่นคง
“ข้าจะไปกับเจ้าดีมั้ย”
“คุณชายข้าเกรงว่าคงจะไม่เหมาะวังหลังไม่สะดวกให้บุรุษย่างกราย”