ตอนที่ 1
โม่หลันค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ความรู้สึกแรกที่รับรู้คือ ร่างทั้งร่างอ่อนล้าแทบขยับไม่ได้ สมองมึนงง ดวงตาหนักอึ้งแทบลืมไม่ขึ้น หญิงสาวกะพริบตาติดกันหลายครั้ง หลังจากนั้นก็เบิกตามองม่านมุ้งสีชมพูก่อนค่อย ๆ เรียกสติสัมปชัญญะกลับมาพลางนึกทบทวนความทรงจำครั้งสุดท้ายก่อนที่นางจะหมดสติไป
ตอนนั้นจิตใจนางเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและสิ้นหวัง ยกมือซัดเข้าที่อกซ้ายของตนอย่างถนัดถนี่ เส้นชีพจรหัวใจขาดสะบั้น ความเ็ปรวดร้าวแผ่ทั่วไปทั้งสรรพางค์กาย ทว่าภาพสุดท้ายที่จดจำฝังใจกลับเป็ใบหน้าอันบิดเบี้ยวของเว่ยจวินเจ๋อและอู๋เสวี่ยอี้ที่กระโจนเข้าหานางด้วยความโกรธเคืองระคนสิ้นหวัง
โม่หลันหลับตาแน่น กะพริบตาซ้ำ ๆ ไล่น้ำตาที่เอ่อล้นขอบตาให้ไหลลงไปอย่างช้า ๆ มุมปากเผยรอยยิ้มเหยียดหยันและเหยียดหยามอย่างถึงที่สุด “เว่ยจวินเจ๋อ อู๋เสวี่ยอี้” นางแค่นเสียงเหี้ยมลอดไรฟันอย่างยากลำบาก “คนเลว คนทรยศ...” มือสองข้างกำเป็หมัดแน่น แม้ร่างกายอ่อนล้าหากแต่ความเ็ปในใจกลับมากล้นจนเกินบรรยาย สิบเจ็ดปีที่คบหากันมา...มิตรภาพแน่นแฟ้นเกินบรรยายทว่าสุดท้ายพวกเขาก็เป็เพียงเป็ชายโฉดหญิงชั่วเท่านั้น
“เอ๋...ยังไม่ตายหรือนี่” เสียงอ่อนหวานอันบางเบาดังขึ้นมาจากข้างเตียง โม่หลันได้สติกลับมาโดยพลัน นางเก็บสีหน้าและความคั่งแค้นไว้ในอกก่อนกลอกตามองไปยังที่มาของเสียงนั้น
ในคลองจักษุเบื้องหน้าคือเงาร่างของสตรีรูปร่างแบบบาง นางสวมอาภรณ์สีฟ้ายืนก้มมองโม่หลันด้วยสีหน้าแปลกใจ ดวงตาสีฟ้าอมเทาของนางหรี่ลงด้วยความสงสัย ไม่นานก็ยกยิ้มออกมาด้วยสีหน้าโล่งอก “แต่ไม่ตายก็ดี จวนอ๋องมีนางเป็นายหญิง เหวินเกอเอ๋อร์คงมีชีวิตที่ไม่แย่กระมัง” กล่าวถึงตรงนี้ น้ำเสียงของหญิงสาวพลันเปลี่ยนเป็เศร้าโศก “เหวินเกอเอ๋อร์ของแม่ แม่คิดถึงลูกเหลือเกิน แต่แม่ไม่อาจไปหาลูกได้ ฮือ ๆ ...” นางสะอื้นไห้เสียงดัง น้ำตาหลั่งไหลเปียกพวงแก้ม ท่าทางสะอึกสะอื้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวังทว่าท่วงท่ายกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตากลับดูมีเสน่ห์ยั่วยวน
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
โม่หลันถอนหายใจหนักหน่วงเป็ครั้งที่สาม ทว่าสตรีผู้นั้นยังคงสะอื้นไห้พลางซับน้ำตา โม่หลันถอนใจอีกครั้ง สตรีอาภรณ์ฟ้าปรายหางตาเหล่มอง
สองสายตาประสานกันกลางอากาศ...
หญิงสาวอาภรณ์ฟ้าผงะเล็กน้อยก่อนขมวดคิ้วแน่นด้วยความใและแปลกใจ “เ้า...เ้าเห็นข้าหรือ ไม่กระมัง นางจะเห็นข้าได้อย่างไร” แต่นางเห็นจริง ๆ ว่าสตรีที่นอนอยู่บนเตียงมองนางด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย
โม่หลันกลอกตามองบน นางไม่ตอบทว่าสายตาแฝงไปด้วยความรำคาญแจ่มชัดราวกับกำลังพูดว่า ถามโง่ ๆ เ้าร้องไห้คร่ำครวญเสียงดังถึงเพียงนั้น ข้าต้องตาบอดหูหนวกหรือไรถึงไม่เห็นเ้า
ช่างเถอะ ล้วนเป็ิญญาเหมือนกัน หากสตรีนางนี้จะร่ำไห้เสียงดังไปบ้างล้วนเป็เื่ที่เข้าใจได้ โม่หลันถอนหายใจช้า ๆ ไม่คิดถือสาเพราะนางเองก็เช่นกัน ต้องมาตายเพราะบุรุษผู้หนึ่ง ช่างไม่คุ้มเอาเสียเลย ความแค้นไม่ทันได้ชำระก็ต้องกลายเป็ิญญาเร่ร่อน ไม่สามารถเดินทางเข้าสู่แดนิญญาตลอดกาล และอีกไม่นานิญญาก็คงแตกสลายไปกับฟ้าดิน ชาติกำเนิดสูงส่งแล้วอย่างไรสุดท้ายก็กลายเป็เพียงธุลีดิน ป่านนี้บิดาและมารดาที่พำนักอยู่ในแดนเซียนเบื้องบนคงรับรู้แล้วกระมังว่าบุตรสาวอกตัญญูคนนี้ได้จากไปแล้ว
นางตายอย่างน่าสมเพชเวทนา ตายเพราะบุรุษไร้ค่าราคาต่ำผู้หนึ่ง โม่หลันน้ำตาไหลพราก ทั้งโกรธและเสียใจ นางเกลียดคนชั่วเ่าั้ เกลียดตนเองที่เย่อหยิ่งถือดีจนเกินไป ถูกหลอกจนหัวหมุนก็ยังดื้อรั้นไม่ฟังคำผู้ใด และสุดท้ายลุ่มหลงจนตัวตาย…
มาคิดได้ตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว ยามนี้จึงได้แต่หวังว่าพี่ชายใหญ่จะกลับมาทันการ ถึงแม้นางไม่อาจแก้แค้นด้วยตนเอง แต่แผนการสลับิญญาของเว่ยจวินเจ๋อและอู๋เสวี่ยอี้ก็ล้มไม่เป็ท่าไปแล้ว ขอเพียงพี่ชายใหญ่กลับมา เขาต้องจัดการสองคนนั้นอย่างสาสมอย่างแน่นอน
“นี่...” เสียงอ่อนหวานของสตรีั์ตาเทาดังขึ้นอีกครั้ง
โม่หลันที่กำลังโกรธจนดวงตาแดงก่ำพลันได้สติกลับมา นางกลอกตามองซ้ายขวาด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายเ็า รู้สึกว่าิญญาดวงนี้ช่างน่ารำคาญเสียจริง
“เ้าเห็นข้าจริง ๆ ด้วย” ิญญาสตรีั์ตาสีเทาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้น “เ้า ๆ ไม่ใช่สิ พระชายา เ้าเห็นข้าจริง ๆ ด้วย”
โม่หลันถอนหายใจเหนื่อยหน่าย “พระชายาอันใด ดูเหมือนเ้าจะจำคนผิดกระมัง” พูดจบก็เลิกสนใจ เบือนสายตากลับมาพลางคิดทบทวนเื่ราวต่าง ๆ ในอดีตต่อไป "ยามมีชีวิตข้าเ้าสำนักเป็สตรีที่เอาแต่ใจ ั้แ่เล็กจนเติบใหญ่ใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติ" โม่หลันหัวเราะเอ่ยต่อว่า "แต่สุดท้ายข้ากลับตกตายเพราะความดื้อรั้นของตนเอง เื่นี้ไม่โทษใคร ข้าเข้าใจ ทุกอย่างล้วนเป็ข้าที่โง่เอง"
สตรีั์ตาสีเทานั่งฟังด้วยความรู้สึกมึนงง "พระชายา เ้าพูดเื่ใด ข้าไม่เห็นเข้าใจสักนิด"
โม่หลันทำราวไม่ได้ยิน พึมพำเสียงเบาต่อไป "ถ้าหากตอนนั้นข้าฟังพี่ชายใหญ่ก็คงดี ข้าคงไม่มีจุดจบเช่นนี้" นึกถึงพี่ชายขึ้นมา ขอบตาของนางพลันร้อนผะผ่าว หญิงสาวสูดจมูกกลั้นสะอื้นเอ่ยต่อว่า "ล้วนเป็ข้าที่โง่เอง เ้ารู้หรือไม่ สิบเจ็ดปีที่ข้าคบหากับเขา พี่ชายใหญ่ไม่เคยขัดขวาง เขาบอกว่าข้าโตแล้ว ให้ข้าระวังตัว อย่าได้เชื่อใจเว่ยจวินเจ๋อจนเกินไป"
โม่หลันกำมือเป็หมัด แผดเสียงเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกเคียดแค้นชิงชัง "แต่ข้าไม่ฟัง เพราะข้ามันโง่ ข้ามันหูเบา ยโสโอหังลุ่มหลงในรักและยัง..." น้ำตาอุ่น ๆ พลันเอ่อล้นขอบตาก่อนไหลลงมาอาบใบหน้า โม่หลันกลืนถ้อยคำที่เหลือลงไป นางกัดริมฝีปากแน่น หลับตาลงด้วยความรู้สึกเ็ปใจ
วันที่สี่เดือนสาม หนึ่งวันก่อนถึงพิธีเข้าบำเพ็ญเพียรคู่… นางตื่นขึ้นมาบนแท่นพิธีบูชา ท่ามกลางแสงตะเกียงสลัวราง เว่ยจวินเจ๋อที่เคยอบอุ่นอ่อนโยนกลับมองนางด้วยสีหน้าดำทะมึน ในแววตาหาได้มีความรักและความอ่อนโยนอย่างที่เคยเป็ นางลืมตามองบุรุษอันเป็ที่รักด้วยความรู้สึกสับสนระคนใ เว่ยจวินเจ๋อมองนางด้วยสายตาเหยียดหยาม สีหน้าและแววตาดำมืดราวกับถูกภูตผีเข้าสิงก็ไม่ปาน วาจาที่กล่าวออกมาเต็มไปด้วยความอัดอั้นและเกลียดชัง นางอ้าปากค้างนอนฟังด้วยความสับสนมึนงง มากกว่านั้นคือไม่เข้าใจ ทว่าหลังจากนิ่งฟังอยู่นาน นางราวกับตื่นขึ้นจากฝัน รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ ชั่วขณะนั้นนางพลันได้สติกลับมาอย่างแท้จริง สมองอื้ออึง ใบหน้าชาหนึบ ทั่วทั้งร่างสั่นสะท้านราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัดหนึ่งถัง อารมณ์โกรธแค้นทำให้นางถึงกับกระอักเืออกมาหลายคำ
เว่ยจวินเจ๋อยืนมองด้วยท่าทางเฉยชาพูดว่า “วาระสุดท้ายใกล้มาถึงแล้ว เ้าจงยินยอมแต่โดยดีเถิด อย่าได้ขัดขืนให้เหน็ดเหนื่อยจนเกินไป และต่อไปอี้เอ๋อร์จะดูแลสำนักแทนเ้า หลังพิธีเข้าคู่บำเพ็ญเพียร ข้าและอี้เอ๋อร์จะช่วยกันดูแลทุกอย่างแทนเ้าเอง” โม่หลันอ้าปาก้าก่นด่า ทว่าร่างกายกลับไร้เรี่ยวแรงขัดขืน นางตัวสั่นเทาด้วยความโกรธและกลัว แต่ที่มากกว่านั้นคือความผิดหวังที่แผ่ซ่านไปทั้งหัวใจ เว่ยจวินเจ๋อยิ้มบางมองนางด้วยสายตาสงสารเห็นใจ แต่สิ่งที่นางเห็นกลับเป็แววตาที่อัดแน่นไปด้วยความดีใจและคาดหวัง เขาคงคิดว่าพิธีสลับิญญาจะสำเร็จด้วยดี และนางที่เป็เช่นนี้คงทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมแล้วกระมัง
ทว่าน่าเสียดาย….
“พระ พระชายา เ้าเป็อันใดหรือไม่” ิญญาสาวที่ยืนอยู่ข้างเตียงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทา นางเห็นโม่หลันประเดี๋ยวร่ำไห้ ประเดี๋ยวยิ้มหยัน ท่าทางเหมือนคนไม่ปกติจึงเกิดความกังวลขึ้นมา
โม่หลันเก็บความคิดกลับมา เหลือบตามองิญญาสาวหนึ่งปราดพลางยกมุมปากยิ้มหยันให้กับตนเองหนึ่งครา นางมิได้เป็อันใด ก็แค่สะใจเท่านั้น เพราะถึงที่สุดแล้ว เว่ยจวินเจ๋อที่คิดว่ารู้จักนางดีกลับคำนวณพลาดไปหนึ่งอย่าง เขาคงคาดไม่ถึงว่าสตรีอย่างนางจะโเี้กับตนเองได้ถึงเพียงนั้น ด้วยถูกประคบประหงมมาเป็อย่างดี ชีวิตที่ผ่านมาของนางจึงสุขสบายไร้กังวล โม่หลันในสายตาคนทั่วไปจึงเป็สตรีที่เื่มาก กลัวเจ็บ กลัวลำบาก รอบกายรอบล้อมด้วยสาวใช้มากมาย นอกจากฝึกบำเพ็ญเพียร นางก็ทำอะไรด้วยตนเองไม่เป็สักอย่าง ทว่าพวกเขากลับไม่เคยตระหนักเลยว่าการขึ้นเป็เ้าสำนักของนางมิได้มีเพียงการสืบทอดจากบิดาแต่อย่างเดียวแต่เป็เพราะนางได้รับการยอมรับจากถ้ำน้ำแข็งเก้า์ต่างหาก ซึ่งเงื่อนไขในการยอมรับนั้นยากคาดเดา ห้าส่วนอาจเป็เพราะสายเืที่สืบต่อกันมา และอีกห้าส่วนล้วนเกิดจากพร์และความอุตสาหะของนางเอง
ั้แ่เกิดนางก็ถูกบิดาและมารดาเลี้ยงดูอยู่ในถ้ำน้ำแข็งเก้า์ ทุกวันต้องแช่ตัวในสระน้ำแข็งอันเย็นะเื นอนหลับบนแท่นหยกน้ำแข็งทุกคืน ฝึกฝนวรยุทธ์ บำเพ็ญเพียรอย่างหนักทั้งเ็ปและทรมาณ ทว่าเนิ่นนานเข้าก็เกิดเป็ความเคยชิน อายุเพียงยี่สิบปีโม่หลันก็สามารถผ่านด่านค่ายกล ทะลวงเข้าสู่ถ้ำน้ำแข็งชั้นที่เก้าได้สำเร็จ จนกระทั่งบิดาและมารดาล่วงสู่แดนเซียน ตำแหน่งเ้าสำนักจึงตกเป็ของนาง คนทั่วไปมองว่านางสืบตำแหน่งมาจากบิดาหาใช่เกิดจากความสามารถของตนไม่ มีเพียงผู้าุโใหญ่ในสำนักเท่านั้นที่รู้ว่านางคือเ้านายของถ้ำน้ำแข็งเก้า์ เป็เ้าสำนักที่ถูกเลือกอย่างแท้จริง และเว่ยจวินเจ๋อคืออีกคนที่รู้เื่นี้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงคิดพิธีสลับิญญาขึ้นมา คงคิดว่าหากกายเนื้อของนางได้ก็สามารถสำนักดอกบัวเก้า์ได้กระมัง
โม่หลันแสยะยิ้มเหยียดหยัน สายตาเพ่งมองม่านมุ้งเหนือศีรษะ เขาคิดจริง ๆ หรือว่าอู๋เสวี่ยอี้จะสามารถร่างกายของนางได้ ระดับพลังบำเพ็ญเพียรในร่างนางหาใช่คนอย่างอู๋เสวี่ยอี้จะรับได้เสียเมื่อไร น่าเสียดายก็แต่นางในตอนนั้นโกรธเสียจนเืลมปั่นป่วน เมื่อความแค้นบังตาจึงไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวตาย ใช้อารมณ์ชั่ววูบรวบรวมแรงกายเฮือกสุดท้าย ยกมือซัดเข้าที่อกของตนพร้อมร่ายคาถาทำลายจุดตันเถียน ยามที่เว่ยจวินเจ๋อได้สติกลับมา ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว...
ในห้วงสำนึกสุดท้าย นางนอนลืมตาโพลงปล่อยให้เืไหลออกจากหัวใจ คิดเพียงแค่ว่ายอมแตกสลายแต่จะไม่ยอมให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์จากร่างกายเป็อันขาด ร่างกายผุพังที่ไร้หัวใจ ไร้ดวงจิตแห่งเซียนและพลังบำเพ็ญเพียรร่างนี้ เ้าอยากได้ก็เอาไป แต่อย่าได้หวังว่าจะสามารถใช้งานอันใดได้อีก
โม่หลันแสยะยิ้ม หัวเราะ ฮ่า ๆ ประหนึ่งบ้าคลั่ง ิญญาสาวที่ยืนอยู่ด้านข้างผงะด้วยความใ ก้าวถอยหลังสองก้าวอย่างระแวดระวัง สองตาเพ่งมองโม่หลันอย่างไม่วางตาและไม่วางใจ นางเป็อะไร? มิใช่บ้าไปแล้วกระมัง? ิญญาสาวขมวดคิ้วมุ่นสงสัย นางได้ยินสาวใช้ในจวนกล่าวว่าพระชายาเป็คนจิตใจดีงาม นิสัยคล้ายเด็กน้อย ถึงนางจะมีสติไม่สมประกอบแต่นางก็ร่าเริงสดใสมีชีวิตชีวา ทว่าสตรีตรงหน้ากลับต่างออกไป ดูอย่างไรก็ไม่ใช่คนดีมีเมตตา ดูสีหน้าและแววตาของนางสิ... หากบอกว่าเป็ิญญาแค้นที่หนีออกมาจากปรโลกยังน่าเชื่อเสียมากกว่า
โม่หลันหัวเราะจนเหนื่อยแล้วจึงเลื่อนสายตามองิญญาสาว เห็นอีกฝ่ายมีท่าระแวดระวังก็หาได้ใส่ใจ นางเลื่อนสายตากลับ หลับตาพลางตั้งสติให้มั่น หากจะตายก็ต้องตายอย่างมีสติ ผ่านเวลามานานเพียงนี้ิญญาของนางคงใกล้สลายเต็มทีแล้วกระมัง ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา นางต้องตั้งสมาธิให้ดี เพราะหากโชคดีขึ้นมา ์เมตตาอีกครั้งนางอาจมีโอกาสได้เกิดใหม่ในครอบครัวที่ดีก็เป็ได้
ด้านิญญาสาวเห็นโม่หลันนอนหลับตาจึงถอนหายใจโล่งอก มองซ้ายมองขวาสองครั้งแล้วจึงค่อย ๆ ลอยออกไปทางหน้าต่าง 'อามิตตาพุทธ พระชายาผู้นี้นอกจากสติไม่ดียังเป็คนบ้าที่ไม่น่าเข้าใกล้อย่างแท้จริง แล้วเหวินเกอเอ๋อร์ของแม่จะอยู่อย่างไร'
ราตรีกาลดึกสงัด นอกกำแพงจวนอันใหญ่โตโอ่อ่าปรากฏร่างชายหนุ่มในชุดบางเบาสีขาวนวลยืนปักหลักอยู่หน้าประตู เรือนร่างสูงสง่าแผ่ความเย็นเยือกราวกับไม่ใช่มนุษย์ ดวงตาสีม่วงเปล่งแสงเจิดจ้าเหลือบมองป้ายเหนือศีรษะด้วยแววตาลึกล้ำ คิ้วคมขมวดแน่น ใบหน้าฉายความแปลกใจและไม่เข้าใจ
“ตะเกียงดับได้อย่างไร!” เขาพึมพำกับตนเอง เลื่อนสายตาจับจ้องตะเกียงหยกในมือด้วยความงุนงง ท้องฟ้ายามนี้มืดหม่น อากาศหนาวเย็นไร้ซึ่งสายลมใด บุรุษในชุดขาวเบาบางยังคงยืนนิ่งงันราวกับเงาอันสลัวราง
เสียงของชายหนุ่มไม่ดังและไม่เบา ทว่าเสียงนั้นหาได้ปลุกความสนใจขององครักษ์หน้าประตูแม้เพียงสักนิดไม่ “ข้าเหมือนได้กลิ่นควัน” องครักษ์หนุ่มย่นจมูกก่อนกล่าวด้วยสีหน้าแตกตื่นประหนึ่งรับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่าง เขามองซ้ายมองขวาพลางหันไปถามสหายที่ยืนอยู่ด้วยกัน
องครักษ์อีกคนชะเง้อคอมองไปรอบด้าน “ข้าก็ได้กลิ่นเช่นกัน หรือว่าไฟไหม้” ว่าแล้วก็วิ่งหายไป ไม่นานก็วิ่งกลับมาพลางส่ายหน้า “ทุกอย่างปกติดี ไม่มีไฟไหม้ แต่เกิดเื่นิดหน่อยที่เรือนของพระชายา”
องครักษ์นายนั้นทำเพียงพยักหน้า มิได้สอบถามถึงรายละเอียด ด้วยการปกครองอันเข้มงวดของอี้จวิ้นอ๋อง องครักษ์และข้ารับใช้ในจวนล้วนทำตามระเบียบอย่างเข้มงวด ยิ่งเื่ของสตรีเรือนหลัง บุรุษอย่างพวกเขายิ่งไม่สมควรสอดรู้สอดเห็นให้มากจนเกินไป แต่องครักษ์อีกคนกลับทำท่าราวอยากพูดคุย เขาสาวเท้าเดินเข้าใกล้สหายก่อนลดเสียงให้เบาลง “ได้ยินมาว่าจู่ ๆ พระชายาก็ตกลงไปในสระบัว เ้าคิดดูสิ ตกน้ำกลางดึกเชียวนะ พวกสาวใช้ด้านในบอกว่านางตกลงไปเอง ฟังว่าฆ่าตัวตาย”
“ฆ่าตัวตาย!” องครักษ์อีกคนเบิกตากว้างสงสัยก่อนส่ายหน้าไม่เห็นด้วย “ไม่น่าใช่กระมัง”
“เ้าไม่เชื่อ? พระชายามีสติไม่สมประกอบ สมองนางย่อมคิดไม่เหมือนคนปกติ หากนางคิดสั้นอยากะโน้ำฆ่าตัวตายก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้”
องครักษ์อีกคนมองซ้ายขวาก่อนลดเสียงให้เบาลงอีกหนึ่งระดับ “ข้าเคยเห็นนางร้องไห้เพราะเผลอเหยียบมดตาย” พูดจบก็ส่ายหน้าหนักแน่น “คนอย่างนี้ไม่กล้าฆ่าตัวตายหรอก เ้าเองก็อย่าได้ปากมากจนเกินไป” องครักษ์นายนั้นเอ่ยปรามสหาย อี้จวิ้นอ๋องปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเข้มงวด ไม่ชื่นชอบพวกปากมากขี้นินทา องครักษ์อย่างพวกเขาถือเป็คนสนิท กับพระชายาคนใหม่ก็ถือว่าเห็นนางมานานหลายปี นิสัยเป็อย่างไร พวกเขาล้วนได้รู้เห็นมาพอสมควร แม้ไม่เข้าใจเต็มสิบส่วน แต่เขาค่อนข้างมั่นใจว่าสตรีที่มีนิสัยเด็กน้อยอย่างพระชายาย่อมไม่กล้าฆ่าตัวตายอย่างแน่นอน ไม่น่าใช่จริง ๆ
องครักษ์ทั้งสองหยุดการสนทนาไว้เพียงเท่านั้น พากันเดินกลับมายืนหน้าประตูใหญ่ประจำซ้ายขวาทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน ด้านบุรุษชุดขาวกลับยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงหน้าซีดขาวสงบนิ่งราวกับจมดิ่งอยู่ในห้วงภวังค์ กระทั่งเนิ่นนานให้หลังเขาถึงค่อยเงยหน้ามองป้ายหน้าประตูอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ “จวนอี้จวิ้นอ๋องหรือ?” ชายหนุ่มพึมพำเสียงเบา ร่างสูงพลันเลือนหายก่อนปรากฏอีกครั้งบนหลังคา
ชายหนุ่มกวาดสายตามองเรือนชั้นในด้วยความสงสัยก่อนก้มมองตะเกียงหลอมิญญาในมือนิ่ง หัวคิ้วกระบี่ขมวดเป็ปม ในใจคล้ายเกิดความไม่ยินยอมสายหนึ่งขึ้นมาราง ๆ เขาเพียรพยายามตามหาเสี้ยวิญญาของนางมาอย่างยากลำบาก แต่แล้วเหตุใดวันนี้ตะเกียงถึงดับลง?
หรือว่านางลงไปจุติ? เขาควรยินดีมิใช่หรือ? ท่ามกลางความเงียบงันของราตรีกาล ชายหนุ่มยืนนิ่งค้างราวรูปสลัก สมองว่างเปล่าไปอย่างสมบูรณ์ เขาควรดีใจแต่เหตุใดภายในใจถึงรู้สึกวูบโหวงคล้ายถูกกระทบอย่างหนักหน่วง ร่างสูงยืนนิ่งค้างจนกระทั่งเกือบรุ่งสางเขาถึงค่อยได้สติกลับมาและจากไปในที่สุด
โม่หลันหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดคืน ความเ็ปที่หัวใจทำให้นางนอนไม่สงบ ภาพต่าง ๆ มากมายหลั่งไหลเข้าสมองประหนึ่งสายน้ำหลาก มีทั้งความสุขเมื่อครั้งที่บิดามารดายังอยู่ร่วมกัน ภาพนางวิ่งเล่นกับพี่ชายใหญ่ ฝึกวิชาด้วยกัน ยิ้มหัวเราะและบางครั้งก็ทะเลาะกัน จนกระทั่งวันนั้น...วันที่นางพบเว่ยจวินเจ๋อครั้งแรก หัวใจนางสั่นไหว รอบกายคล้ายมีผีเสื้อบินเต็มไปหมด หมู่มวลผการาวกับออกหน่อต่อยอดผลิบานในใจ สายตาของนางตกลงที่เขา และมีแต่เขาเพียงผู้เดียว ภาพต่อมาคือเว่ยจวินเจ๋อวางยาสลบลงในน้ำชา ตอนที่นางได้สติอีกครั้งก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนแท่นพิธีโดยมีอู๋เสวี่ยอี้นอนอยู่ข้างกายเพื่อรอการสลับิญญา เว่ยจวินเจ๋อร่ายอาคมตรึงกายนางไว้กับแท่นพิธีพร้อมเรียกิญญาออกจากร่าง สายตาของชายหนุ่มในตอนนั้นเต็มไปด้วยความรังเกียจระคนอดกลั้น นางกัดฟันแน่นถามเขาว่า “ทำไม ทำกับข้าเช่นนี้ทำไม”
เว่ยจวินเจ๋อแสยะยิ้มแค่นเสียงตอบว่า “นี่คือสิ่งที่เ้าสมควรได้รับ” ชายหนุ่มหยุดร่ายคาถาก่อนหัวเราะเสียงเบา “ท่านเ้าสำนักสูงส่งเกินไป เว่ยจวินเจ๋อเป็เพียงศิษย์นอกสำนักจะคู่ควรได้อย่างไรเล่า ในสายตาเ้า ข้าเป็เพียงคนต้อยต่ำ เป็เพียงบุรุษที่เ้าอุตส่าห์โปรดปรานรับเข้ามาในสำนัก คนมากมายดูถูกข้า บอกว่าข้าเป็บุรุษชั้นต่ำที่เกาะชายกระโปรงเ้าสำนัก เ้าบอกว่ารักข้าแต่เ้ากลับเหยียบย่ำศักดิ์ศรีข้า เ้าจึงไม่มีสิทธิ์โกรธข้า ทั้งหมดล้วนเป็เพราะเ้าทำตัวเองทั้งนั้น”
เสียงพูดของเว่ยจวินเจ๋อดังซ้ำไปซ้ำมาในโสตประสาท โม่หลันนอนหลับตาดิ้นทุรนทุราย สะบัดหน้าไปมา ความเ็ปปวดแผ่ไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย โม่หลันดิ้นสุดกำลังก่อนสะดุ้งเฮือก ลืมตาตื่นอย่างลนลาน
“เ้าตื่นแล้ว” น้ำเสียงอบอุ่นพร้อมสายตาลึกล้ำคู่หนึ่งมองทอดมา โม่หลันอึ้งงันไปในทันใด
“ดูแลพระชายาให้ดี” พูดจบชายหนุ่มก็ลุกขึ้นยืน สะบัดแขนเสื้อก่อนหมุนกายเดินออกไป
สาวใช้รับคำ โม่หลันมองตามเงาร่างสูงด้วยความงุนงง “พระชายา?” นางค่อย ๆ เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ในแววตาเต็มไปด้วยความมึนงงและสับสน เมื่อมองไปด้านข้างก็พบกับสตรีผู้หนึ่งมองนางด้วยแววตาห่วงใย สองตาของนางบวมเป่ง ดูเหมือนคนที่ผ่านการร้องไห้มานาน นางค่อย ๆ เอื้อมมือมาจับแขนโม่หลันก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้นว่า “คุณหนู หิวหรือไม่เ้าคะ ในที่สุดคุณหนูก็ฟื้นแล้ว คราวหน้าอย่าทำเช่นนี้อีกนะเ้าคะ หากคุณหนูตายข้าจะทำเช่นไร”
โม่หลันมึนงงอย่างหนัก แต่นางกลับรู้สึกแสบจมูก น้ำตารื้นเต็มสองตาอย่างห้ามไม่อยู่ นางค่อย ๆ ยันกายลุกนั่งพลางมองไปรอบด้านอย่างพิจารณา นี่คือห้องนอนที่ตกแต่งเรียบง่ายแต่กลับหรูหรา ข้าวของเครื่องใช้ประณีตงดงาม ขนาดห้องยังกว้างขวางไม่ธรรมดาทว่าม่านมุ้งและผ้าห่มสีชมพูเช่นนี้….ดูสบายตาก็จริงแต่นี่ไม่ใช่ห้องนอนของนาง ความคิดเดียวที่อยู่ในหัวของโม่หลันตอนนี้คือ นางยังไม่ตาย! และที่คนช่วยชีวิตนางไว้ต้องเป็พี่ชายใหญ่อย่างแน่นอน เพียงแต่บุรุษเมื่อครู่คือใคร?
โม่หลันปาดน้ำตากลั้นสะอื้น ในที่สุดพี่ชายก็กลับมาเสียที เขาต้องโกรธนางมากอย่างแน่นอน “พี่ชายใหญ่เล่า?”
“คุณหนูค่อย ๆ ลุกเ้าค่ะ” สาวใช้นางนั้นรีบขยับเข้ามาประคองโม่หลัน นางบิดผ้าขนหนูในน้ำอุ่น เช็ดใบหน้า แขนและมือทั้งสองข้างของโม่หลันอย่างคล่องแคล่ว สายตาจับจ้องโม่หลันที่ยังนั่งนิ่งค้างราวกับกำลังจมอยู่ในภวังค์ด้วยความหวาดกลัว “คุณ... คุณหนูหิวแล้วกระมัง เสี่ยวปากำลังไปต้มโจ๊กเ้าค่ะ อีกสักครู่คงเสร็จแล้ว คุณหนูรอหน่อยนะเ้าคะ”
โม่หลันได้สติกลับมา นางไม่พูดจาหันหน้าช้า ๆ มองตามหลังสาวใช้ที่ก้มหน้างุดซอยเท้าออกจากห้องด้วยความสงสัยและแปลกใจ
ไม่นาน ประตูก็ถูกผลักเข้ามาอีกครั้ง ตามมาด้วยสตรีวัยกลางคนและเด็กสาวถือถาดอาหารพร้อมกลิ่นหอมพวยพุ่ง โม่หลันนั่งนิ่งด้วยความอ่อนล้า สายตาพิจารณาถาดอาหารก่อนหัวคิ้วขมวดแน่นเป็ปม กลิ่นโจ๊กหอมกรุ่นลอยเข้าจมูก หอมหวนชวนรับประทานยิ่งนัก แต่นางเป็ผู้ฝึกตบะ งดเว้นการกินอาหารและธัญพืชมานาน นับดูปีนี้ถือว่าผ่านมาถึงสองร้อยกว่าปีแล้ว โม่หลันขมวดคิ้วสงสัย แต่เหตุใดคนพวกนี้ถึงเอาอาหารมาให้นางกิน? หรือจะเป็ยาบำรุง?
ขณะที่คิด เสียงโครกครากพลันดังขึ้น
มันคือเสียงท้องร้อง...ด้วยความหิว โม่หลันก้มมองหน้าท้องอันแบนราบของตนด้วยความแปลกใจ ความสงสัยในใจยิ่งเพิ่มพูนเท่าทวี แปลก! นางไม่รู้สึกหิวสักนิด แต่เหตุใดร่างกายถึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้?
สตรีทั้งสามนางกุลีกุจอวางถาดอาหารข้างเตียงของโม่หลัน คนหนึ่งเตรียมอ่างน้ำพร้อมผ้า อีกคนจัดโต๊ะอาหาร ส่วนอีกคนเตรียมกาน้ำชาวางเรียงรายเต็มโต๊ะ ครั้นจัดวางทุกอย่างเสร็จสรรพก็พากันนั่งประชิดข้างเตียงจ้องหน้าโม่หลันด้วยสายตาประหนึ่งมารดาผู้แสนดี หญิงวัยกลางคนค่อย ๆ คนโจ๊กในถ้วย ยกขึ้นมาเป่าก่อนป้อนให้ถึงปากพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอื้ออารี “กินสักหน่อยนะเ้าคะ คุณหนูหลับมาหลายวันแล้ว กินโจ๊กจะได้ย่อยง่าย สบายท้อง”
โม่หลันหุบปากแน่น อาหารตรงหน้าคือโจ๊กที่ไม่มีกลิ่นยาหรือสมุนไพรใดอยู่แม้สักนิด นางจ้องหญิงวัยกลางคนตรงหน้าด้วยความสงสัย “พวกเ้าเป็คนของพี่ชายใหญ่หรือ” โม่หลันเอ่ยปากถามอย่างยากลำบาก น้ำเสียงแหบแห้ง เมื่อพูดจบทั้งร่างราวกับหมดสิ้นซึ่งพลังชีวิต นางหอบหายใจเหนื่อย เอนร่างพิงหมอนก่อนหลับตาลงอย่างช้า ๆ
หญิงวัยกลางคนถือช้อนค้างกลางอากาศ นางจ้องหน้าโม่หลันนิ่งก่อนเอ่ยว่า “คุณหนูอย่าเพิ่งถามเลยนะเ้าคะ กินก่อนเ้าค่ะ คุณหนูหมดสติไปนาน อาจยังมึนงงอยู่บ้าง กินให้อิ่มเสียก่อนเ้าค่ะ” เอ่ยจบก็ยกช้อนประชิดริมฝีปากปากโม่หลันทันที
โจ๊กหอมกรุ่นช้อนแล้วช้อนเล่าถูกจ่อปากต่อเนื่องกระทั่งหมดชาม โม่หลันอ้าปากด้วยความรู้สึกหิวโหย กลืนโจ๊กลงท้องอย่างว่าง่าย ทว่าสายตาทั้งคู่กลับกลอกไปมา สำรวจตรวจตราไปทั่วห้อง ขณะเดียวกันก็มองดูสาวใช้ทั้งสามที่กุลีกุจอปรนนิบัติอย่างเอาใจใส่ ในใจคิดชมเชยว่าพี่ชายใหญ่ช่างอบรมบ่าวไพร่ได้ดีเหลือเกิน แต่ละคนดูซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อนาย แค่มองจากแววตาก็รู้ว่า คนเหล่านี้รักนางด้วยใจจริงและพวกนางคงจงรักภักดีต่อพี่ชายมากด้วยเช่นกัน