“ผ่านแล้ว!”
“เจียงจืออวี๋ฝ่าด่านชั้นที่แปดได้จริงๆ!”
“ถึงจะต้องยอมสละสัตว์เลี้ยงวิญญาณของตัวเองเพื่อแลกมา แต่ผ่านก็คือผ่าน!”
“คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ด่านชั้นแปดที่คนตั้งมากมายผ่านไม่ได้เจียงจืออวี๋กลับผ่านได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน!”
“ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดสี่ปีหลังจากนี้พวกเราคงต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้ร่มเงาของเจียงจืออวี๋แน่ๆ”
“โดนสาวสวยระดับนี้กดทับไว้เบื้องล่างตั้งสี่ปีคิดดูแล้วก็น่าตื่นเต้นดีเหมือนกันนะ”
“สหายตรงนั้นน่ะ เช็ดน้ำลายหน่อยเถอะ”
เหล่านักศึกษาที่ยืนมุงดูต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่แม้จะเตรียมใจไว้บ้างแล้วว่าเจียงจืออวี๋น่าจะผ่านชั้นที่แปดไปได้แต่เมื่อช่วงเวลานี้มาถึงจริงๆ ทุกคนก็ยังยากจะสกัดกลั้นความตื่นตะลึงเอาไว้ได้
คนที่สอบติดมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่ได้มีใครบ้างไม่ใช่ยอดอัจฉริยะจากแต่ละพื้นที่?
และยอดอัจฉริยะย่อมมีความทะนงตัวเป็นธรรมดา
ทว่าในวันแรกของการเปิดเรียนที่สุ่ยมู่เจียงจืออวี๋กลับมอบบทเรียนราคาแพงให้แก่พวกเขา
ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถผ่านแม้กระทั่งชั้นที่ห้าแต่เจียงจืออวี๋กลับก้าวข้ามชั้นที่แปดและมุ่งหน้าสู่ชั้นที่เก้าไปแล้ว!
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นยอดอัจฉริยะเหมือนกันแต่เห็นได้ชัดว่าพรสวรรค์ของเจียงจืออวี๋นั้นทิ้งห่างพวกเขาไปมาก
ความแตกต่างและแรงกระแทกอันมหาศาลนี้ทำให้นักศึกษาใหม่ที่เคยหยิ่งผยองต่างรู้สึกพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาใหม่ที่ผ่านด่านชั้นที่หกมาได้
ตอนแรกพวกเขายังแอบดีใจที่ตัวเองติดท็อปสิบของรุ่นและรู้สึกว่าตนเองคือคนโชคดี
แต่พอหันไปมองเจียงจืออวี๋ที่เป็นนักศึกษาใหม่รุ่นเดียวกันกลับทะลวงผ่านชั้นที่เจ็ดได้อย่างง่ายดายมิหนำซ้ำตอนนี้ยังผ่านชั้นที่แปดไปได้อย่างมั่นคง!
แรงปะทะที่พวกเขาได้รับนั้นจึงรุนแรงและหนักหน่วงกว่านักศึกษาใหม่คนอื่นๆมากนัก
ในบรรดานักศึกษาใหม่ทั้งหนึ่งพันห้าร้อยคนของสุ่ยมู่พวกเขานับเป็นยอดอัจฉริยะได้อย่างเต็มภาคภูมิ ทว่าในตอนนี้ผลงานของเจียงจืออวี๋กลับเจิดจรัสบดบังรัศมีพวกเขาไปเสียสิ้น
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้วสถิติการผ่านชั้นที่หกก็ดูหม่นหมองลงไปถนัดตา
ราวกับสัมผัสได้ถึงสภาวะจิตใจที่เปลี่ยนไปของเหล่านักศึกษาเบื้องหลังมุมปากของคณบดีทั้งสามท่านต่างยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
สิ่งที่ทำให้พวกเขาปวดหัวที่สุดในทุกๆปี ก็คือจะทำอย่างไรเพื่อละลายความจองหองของเหล่านักศึกษาใหม่จอมพยศเหล่านี้ดี
หากกดดันหนักเกินไปก็เกรงว่าจะทำลายความมั่นใจและความกระตือรือร้น แต่หากกดดันน้อยไปแต่ละคนก็จะหลงคิดว่าตัวเองเก่งกาจไร้เทียมทาน
บนเส้นทางแห่งวิถียุทธ์สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือการไม่รู้จักประเมินตนเองตามความเป็นจริงเพราะมีผู้คนไม่น้อยที่ต้องเดินหลงทางหรือจบชีวิตลงเพียงเพราะความหยิ่งผยอง
ดังนั้นมหาวิทยาลัยสายต่อสู้ทั่วประเทศจึงกำหนดให้บทเรียนแรกของนักศึกษาใหม่คือการสยบความจองหองเพื่อให้พวกเขารู้จักถ่อมตนและตั้งใจฝึกฝนอย่างมั่นคง
แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับง่ายดายขึ้นมาก
การปีนหอคอยของเจียงจืออวี๋บังเอิญช่วยแบ่งเบาภาระในส่วนนี้ไปได้มหาศาล
แม้แต่การเรียนการสอนในภายภาคหน้าก็คงราบรื่นขึ้นมากเหล่าอาจารย์จะได้มีประโยคเด็ดใหม่เอาไว้ใช้ว่า
“ถ้าพรสวรรค์ของเธอสูงส่งนักทำไมถึงยังโดนเจียงจืออวี๋ที่เป็นรุ่นเดียวกันขยี้จนจมดินแบบนี้ล่ะ?”
แน่นอนว่าการกดดันอย่างเหมาะสมนั้นเป็นเรื่องจำเป็นแต่ในเวลาเช่นนี้ ก็ยังต้องมีการปลอบประโลมควบคู่กันไปด้วย
“อะแฮ่ม”
คณบดีจี้แห่งคณะวิถียุทธ์พลังเลือดกระแอมเบาๆสองครั้งก่อนจะเอ่ยปาก
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดังกึกก้องแต่ด้วยการหนุนเสริมจากพลังเลือดในกายมันจึงส่งผ่านเข้าไปถึงโสตประสาทของทุกคนอย่างชัดเจน
“พรสวรรค์ของนักศึกษาเจียงจืออวี๋นั้นโดดเด่นเหนือใครจริงๆแต่พวกเธอก็ไม่จำเป็นต้องด้อยค่าตัวเองจนเกินไป”
“เพราะถึงอย่างไรก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถฝึกฝนทักษะยุทธ์ระดับนภาถึงสองวิชาจนบรรลุระดับกลางได้ภายในเวลาเพียงสองสามเดือนเหมือนอย่างเธอ”
“และน้อยคนนักที่สามารถฝึกฝนวิถียุทธ์ให้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับเพาะเลี้ยงสัตว์อสูรระดับสามออกมาได้อีกหนึ่งตัว”
“ไหนจะความสุขุมเยือกเย็น ประสบการณ์ต่อสู้ และการประสานงานระหว่างผู้ฝึกยุทธ์กับสัตว์เลี้ยงวิญญาณอีก...”
เมื่อได้ยินคำพูดของคณบดีจี้ทุกคนต่างรู้สึกเหมือนถูกมีดเล่มเดิมแทงซ้ำเข้าที่กลางอกอีกหลายแผล
คณบดีแน่ใจนะว่ากำลังปลอบใจไม่ได้ตั้งใจมาซ้ำเติมกันแน่เหรอ?
แต่ถึงกระนั้นทุกคนต่างก็รู้ดีว่าสิ่งที่คณบดีจี้พูดมาทั้งหมดล้วนเป็นความจริง
“แน่นอน พวกเธอไม่จำเป็นต้องรู้สึกต้อยต่ำไปหรอก”
“ยอดอัจฉริยะระดับท็อปอย่างเจียงจืออวี๋นั้นเป็นเพียงคนกลุ่มน้อยพรสวรรค์ของเธอ แม้แต่พวกตาแก่แบบพวกฉันในวัยเดียวกันก็ยังไม่แน่ว่าจะไล่ตามทัน”
“อีกทั้งเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์นั้นยังอีกยาวไกลและเต็มไปด้วยขวากหนาม”
“หากลองย้อนดูประวัติของยอดฝีมือในประวัติศาสตร์ ไม่มีใครเป็นข้อยกเว้นพรสวรรค์มีส่วนช่วยเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้นส่วนอีกเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ที่เหลือล้วนถูกหล่อหลอมขึ้นจากหยาดเหงื่อและความยากลำบากทั้งสิ้น”
“การที่พวกเธอสอบเข้าสุ่ยมู่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าพรสวรรค์ของพวกเธอไม่มีปัญหา”
“สิ่งที่พวกเธอขาดไป คือความมุ่งมั่นและวิริยะอุตสาหะที่มากพอต่างหาก”
“ไม่มีใครกล้าฟันธงหรอกว่าในอนาคตจะไม่มีใครในหมู่พวกเธอที่ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ระดับจักรพรรดิยุทธ์ได้!”
ด้วยคำพูดปลุกใจประกอบกับการแฝงพลังแห่งกฎเกณฑ์บางอย่างลงไปทำให้นักศึกษาใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการต่างฮึกเหิมเลือดเดือดพล่านขึ้นมาทันทีถึงขนาดมีคนตะโกนคำว่า "จักรพรรดิยุทธ์"ออกมาสุดเสียง
เมื่อเห็นว่าคำพูดได้ผลตามปกติแล้วคณบดีจี้ควรจะหยุดเพียงเท่านี้ แต่เขากลับสะบัดมือและเอ่ยต่อ“สุ่ยมู่เน้นการศึกษาที่ปรับตามความถนัดของแต่ละบุคคลเพื่อผลักดันให้ทุกคนก้าวขึ้นเป็นมังกร”
“พรสวรรค์ของเจียงจืออวี๋นั้นสูงส่งจริงแต่เสาหลักที่จะค้ำจุนอาณาจักรเทียนเฉาทั้งหมดในอนาคตก็คือพวกเธอทุกคน”
“ไหนๆ ก็ถือโอกาสนี้ ฉันขอประกาศการตัดสินใจอีกเรื่องหนึ่ง”
“ฉันจะใช้ทุนส่วนตัว จัดตั้งการแข่งขันล่ารางวัลขึ้นโดยให้นักศึกษาใหม่สังกัดคณะวิถียุทธ์พลังเลือดทุกคนสามารถเข้าร่วมได้”
“ในอีกสามเดือนข้างหน้า โดยยึดเอาผลงานจากหอพิชิตดาวเป็นหลักผู้ที่ได้อันดับหนึ่งจะได้รับ น้ำค้างทิพย์เก้าโคจร หนึ่งชุด!”
“อันดับที่สองและสาม รับแต้มผลงานมหาวิทยาลัยคนละห้าแสนแต้มส่วนอันดับที่สี่ถึงสิบ รับคนละสองแสนแต้ม!”
น้ำค้างทิพย์เก้าโคจร!
เมื่อได้ยินชื่อนี้นักศึกษาทุกคนต่างพากันชะงักงัน
ในกลุ่มนั้นมีนักศึกษาจากครอบครัวฐานะดีที่เคยได้ยินชื่อของสิ่งนี้จึงรีบอธิบายเสียงดังทันที
“น้ำค้างทิพย์เก้าโคจรคือผลผลิตที่เกิดจากการควบแน่นของชีพจรวิญญาณฟ้าดินอันสมบูรณ์เป็นการหลอมรวมเอาปราณวิญญาณฟ้าดินกลั่นออกมาเป็นหยดน้ำค้าง หลังจากกลืนกินเข้าไปมันจะเปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นร่างวิญญาณบริสุทธิ์ได้ชั่วคราวช่วยเพิ่มความเร็วในการดูดซับปราณวิญญาณได้หลายเท่าหรืออาจจะถึงสิบเท่าตัวเลยทีเดียว!”
“แต่ในขณะเดียวกันเงื่อนไขการก่อกำเนิดของน้ำค้างทิพย์เก้าโคจรนั้นก็เข้มงวดมากและต้องใช้เวลายาวนานมหาศาล”
“ชีพจรวิญญาณหนึ่งสายจะกลั่นออกมาได้เพียงหยดเดียวในทุกๆ สามเดือนและหนึ่งชุดจะประกอบไปด้วยสิบหยด”
“เมื่อครึ่งปีก่อน ที่บ้านเกิดของฉันมีการจัดงานประมูลขึ้นตอนนั้นมีน้ำค้างทิพย์เก้าโคจรชุดหนึ่งถูกนำออกมาประมูลด้วย”
“ถ้าฉันจำไม่ผิดน้ำค้างทิพย์ชุดนั้นถูกประมูลไปในราคาสูงลิ่วถึงหนึ่งล้านเจ็ดแสนเหรียญเลยนะ!”
เมื่อได้ยินคำอธิบายนี้นักศึกษาคณะวิถียุทธ์พลังเลือดทุกคนต่างพากันตกตะลึง
แม้ว่านักศึกษาที่กล้าก้าวเข้าสู่วิถียุทธ์ส่วนใหญ่จะมีฐานะทางบ้านค่อนข้างดีแต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นเพียงลูกหลานคนธรรมดา
พอได้ยินราคาหนึ่งล้านเจ็ดแสนเหรียญเข้าไปนักศึกษาเหล่านี้ก็อดไม่ได้ที่จะหัวใจเต้นระรัวขึ้นมาทันที
หากสามารถครอบครองน้ำค้างทิพย์เก้าโคจรนี้มาได้...
สายตาของทุกคนต่างหันไปมองที่กระจกวารีโดยอัตโนมัติจ้องมองไปยังเจียงจืออวี๋ซึ่งกำลังนั่งสมาธิปรับลมปราณอยู่กับที่พวกเขาเริ่มรู้สึกถึงจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจอย่างประหลาด
ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ผลงานการผ่านด่านชั้นที่แปดของเจียงจืออวี๋กลับไม่ได้ดูไกลเกินเอื้อมอย่างที่คิดไว้ในตอนแรกเสียแล้ว
และต่อให้สู้แย่งชิงกับเจียงจืออวี๋ไม่ไหวก็ยังมีรางวัลอันดับสองอันดับสามที่เป็นแต้มผลงานห้าแสนแต้มและอันดับสี่ถึงสิบอีกสองแสนแต้มให้ไขว่คว้า
นอกจากนี้การทะลวงหอคอยยังมีรางวัลแยกต่างหากจากทางมหาวิทยาลัยมอบให้อีกด้วย
หอคอยนี้พวกเขาต้องฝ่าไปให้จงได้!
และต้องมีเป้าหมายคือเจียงจืออวี๋ก้าวข้ามเธอไป แล้วคว้าน้ำค้างทิพย์เก้าโคจรมาครองให้ได้!