Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 3 บทที่ 87 โอกาสในการทะลวงผ่านของชิงเอ๋อร์

            เวลาล่วงเลยไปหลายวัน

            ในช่วงหลายวันนี้ชิงกังแสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างยิ่งยวดนอกจากจะอบรมสั่งสอนเหล่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์ตามหน้าที่ในแต่ละวันแล้วเขายังวิ่งไปทั่วหุบเขาเป่ยอวี่เพื่อประดิษฐ์อุปกรณ์การสอนด้วยตนเองก่อนจะนำมามอบให้เหลิ่งเฟิงและเชียนฉินคนละชุด

            และท่ามกลางความฉงนของทั้งสองคนชิงกังเริ่มคัดกรองเนื้อหาการสอนโดยแบ่งแยกอย่างชัดเจนว่าเรื่องใดควรสอนและเรื่องใดไม่ควรสอน

            เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ‘มนุษย์นั้นเจ้าเล่ห์และน่ากลัวอาวุธของพวกเขาน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า’

            ไม่ว่าในกรณีใดห้ามเข้าใกล้พวกมนุษย์เป็นอันขาด

            ในขณะเดียวกันเขายังมีความสามารถด้านการตัดเย็บติดตัวมาด้วย

            ลำพังตัวเขาเองนั้นไม่เท่าไรเสื้อผ้าที่เปื้อนก็แค่ถอดทิ้ง เหลือเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียววิ่งไปมาในหุบเขาเป่ยอวี่ราวกับคนป่า

            ทว่าเมื่อเห็นเชียนฉินหญิงสาวตัวน้อยคนนี้สวมเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนจนแทบมองไม่เห็นสีเดิมเขาก็ตรงไปหาพี่สาวเก้าหางทันทีและเอ่ยว่า

            “พี่สาว ช่วยพาผมไปล่าสัตว์หน่อยผมอยากจะทำเสื้อขนสัตว์สักสองสามชุดครับ”

            เก้าหางมองชิงกังด้วยสายตาเรียบเฉยทว่าก็ไม่ได้ปฏิเสธ

            สิ่งที่ควรกล่าวถึงคือเมื่อสัตว์ป่ากลายพันธุ์ตื่นรู้โดยสมบูรณ์แก่นแท้ของพวกมันก็หลุดพ้นจากรูปแบบสัตว์เดิมโดยสิ้นเชิงอาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่เลยก็ว่าได้

            เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์และลิง

            ลิงกับมนุษย์นั้นมีความคล้ายคลึงกันมากแต่ลิงก็ยังถูกกักขังอยู่ในสวนสัตว์

            มนุษย์บางคนถึงกับกิน‘สมองลิง’ เป็นอาหารด้วยซ้ำ

            ด้วยเหตุนี้สัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งเหล่านี้จึงไม่ลังเลที่จะยื่นกรงเล็บเข้าหาเผ่าพันธุ์เดิมของตน

            แน่นอนว่ายกเว้นเผ่าพันธุ์ที่สามัคคีกันอย่างหมาป่าวายุพวกเขายังคงไม่เต็มใจที่จะเข่นฆ่าพวกหมาป่าด้วยกันเอง

            หากเป็นไปได้พวกเขายังปรารถนาจะปกครองพวกมันมากกว่า

            จนถึงตอนนี้ฝูงหมาป่าที่มีหมาป่าวายุสี่ตัวเป็นผู้นำ จึงมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่าสามสิบตัวแล้ว

            ทว่าพวกมันส่วนใหญ่มักจะออกล่าหาอาหารในเขตวงนอกของขุนเขาแห่งหมอกยามค่ำคืน...ส่วนในเวลากลางวันก็จะหาที่หลบซ่อนในมุมลับตาของหุบเขาเป่ยอวี่หรือไม่ก็เดินทางไปยังลานหินวิญญาณใต้ดินเพื่อฝึกฝนพลังวิญญาณ

            .....

            อวี๋จื่ออวี๋มองดูเงาร่างที่วิ่งวุ่นไปมาทั่วทั้งหุบเขาอย่างเงียบๆก็อดที่จะยิ้มไม่ได้

            “หมอนี่ไม่เลวเลยจริงๆ”

            “นั่นสิคะ”

            ชิงเอ๋อร์ที่นั่งอยู่บนยอดไม้มาโดยตลอดคือคนที่จนถึงทุกวันนี้ชิงกังและคนอื่นๆยังไม่ล่วงรู้ถึงการมีอยู่ เธอเพียงยิ้มบางๆ พลางพยักหน้าเห็นด้วย

            จากนั้น ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ชิงเอ๋อร์ก็หันไปมองอวี๋จื่ออวี๋แล้วเอ่ยว่า

            “นายท่านท่านจะไม่มอบรางวัลให้เขาหน่อยเหรอคะ?”

            “ไม่จำเป็นหรอก”

            อวี๋จื่ออวี๋ตอบกลับพลางทอดสายตามองไปทางหุบเขาและกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า

            “การที่ให้พวกเขาได้อาศัยอยู่ในหุบเขาในตอนนี้ก็ถือเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว”

            และคำกล่าวนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็ไม่ได้พูดผิดไปแม้แต่น้อย

            ด้วยสระวิญญาณ ลานหินวิญญาณใต้ดินและรากแก้วของอวี๋จื่ออวี๋ที่หยั่งลึกทำให้ความเข้มข้นของพลังวิญญาณในหุบเขาเป่ยอวี่เหนือกว่าภายนอกอย่างมหาศาล

            ยิ่งไปกว่านั้นมนุษย์กลุ่มนี้ยังเคยอาศัยอยู่ในเมือง ซึ่งเป็นสถานที่ที่พลังวิญญาณเบาบางยิ่งนัก

            ด้วยเหตุนี้แม้ว่าอวี๋จื่ออวี๋จะไม่ได้มอบน้ำบำรุงชีวิตหรือหินวิญญาณให้โดยตรงแต่ความเร็วในการฝึกฝนของมนุษย์ทั้งสามคนที่มีชิงกังเป็นผู้นำก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนสังเกตเห็นได้ชัด

            ในเวลาเพียงไม่กี่วัน นอกจากเชียนฉินแล้วทั้งชิงกังและเหลิ่งเฟิงต่างก็ก้าวเข้าสู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่เจ็ดแล้ว

            ส่วนเชียนฉินนั้นเดิมทีพลังของเธอค่อนข้างอ่อนแอ จึงยังไปไม่ถึงขั้นผู้แข็งแกร่งระดับสูง

            ทว่าถึงกระนั้นด้วยอานิสงส์จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เธอก็โชคดีพอที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดได้ถึงสองขั้น จนบรรลุระดับแรกเริ่มขั้นที่หก

            และที่น่ากล่าวถึงยิ่งกว่าคือชิงกังคนนี้มีความสามารถในการปรับตัวทางจิตใจที่ยอดเยี่ยมมาก

            เขารู้ว่าน้ำในสระวิญญาณของหุบเขาเป่ยอวี่นั้นเป็นของล้ำค่า

            แม้จะลงไปแช่ไม่ได้เหมือนจระเข้จักรพรรดิหรือเจ้าสี่แต่เขาก็แอบตักน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่ไปบ้างในระหว่างที่กำลังสอนความรู้ให้กับเจ้าสี่

            จระเข้จักรพรรดิเพียงแค่ชำเลืองมองชิงกังนิ่งๆทว่าก็ทำเอาชายหนุ่มตัวสั่นสะท้านไปไม่น้อย

            ในบรรดาสัตว์ป่ากลายพันธุ์ทั้งหมดเขากลัวจระเข้จักรพรรดิตัวนี้มากที่สุด

            กลิ่นอายดุร้ายนั่นราวกับจะคร่าชีวิตเขาได้ทุกเมื่อ

            ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปและเห็นว่าจระเข้จักรพรรดิไม่ได้ลงมือโจมตี อีกทั้งดูเหมือนจะยอมรับชิงกังจึงเก็บกระบอกไม้ไผ่ไปอย่างโล่งอก

            กระบอกไม้ไผ่ไม่ได้ใหญ่นักแต่น้ำวิญญาณในนั้นก็เพียงพอให้เขาใช้ดื่มได้หลายวัน

            ใช่แล้ว ดื่มมันเข้าไปนั่นแหละ

            ดื่มน้ำอาบของเหล่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์มากมาย

            ชิงกังไม่เพียงไม่รังเกียจแต่ยังแอบภาคภูมิใจในความฉลาดของตนเองเสียด้วยซ้ำ

            เพราะพลังจากน้ำวิญญาณในสระนี้พลังของเขาจึงมีวี่แววว่าจะก้าวหน้าขึ้นอีกครั้ง

            แน่นอนว่า...

            เมื่อเทียบกับมนุษย์สามคนนี้ความเร็วในการเติบโตของสัตว์ป่ากลายพันธุ์แต่ละตัวนั้นน่าตกใจยิ่งกว่า

            ครึ่งเดือนก่อนมีเพียงปีศาจกระทิงเท่านั้นที่อยู่ในระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้า

            ทว่าตอนนี้ นอกจากปีศาจกระทิงแล้วทั้งเก้าหาง เสือขาว และจระเข้จักรพรรดิ ซึ่งเป็นสัตว์บกทั้งสี่สายพันธุ์ต่างก็ก้าวเข้าสู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าตามกันมาติดๆ

            ส่วนหมีแพนด้า ลิงทองคำ และหมูป่าหุ้มเกราะต่างก็ก้าวเข้าสู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่เจ็ดแล้ว

            สำหรับพวกนกนักล่านอกเหนือจากนกกระเรียนขาวที่ยังคงรั้งอยู่ที่ระดับแรกเริ่มขั้นที่เจ็ด

            เหยี่ยวเพเรกรินที่เหลืออีกแปดตัวต่างก็ทะลวงเข้าสู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่แปดได้สำเร็จ

            เพียงแค่กรีดร้องครั้งเดียวก็กึกก้องไปถึงชั้นเมฆ

            ยากจะจินตนาการได้ว่าร่างกายเล็กๆขนาดเท่ากำปั้นของพวกมันจะสามารถส่งเสียงร้องอันทรงพลังและสูงส่งเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร

            “นายท่านตอนนี้การพัฒนาของหุบเขาเป่ยอวี่ดูเหมือนจะเข้าที่เข้าทางแล้วนะคะ”

            ชิงเอ๋อร์ยิ้มพลางชวนสนทนาขึ้นมา

            “นั่นสินะ”

            เมื่อนึกถึงเหล่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่ออกหากินอย่างมีระเบียบวินัยตั้งแต่เช้าจรดค่ำอวี๋จื่ออวี๋ก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง

            ทันใดนั้น ราวกับสังเกตเห็นบางสิ่งอวี๋จื่ออวี๋ก็หันกลับมามองชิงเอ๋อร์ทันที

            เมื่อสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของชิงเอ๋อร์ได้ก้าวมาถึงระดับแรกเริ่มขั้นสูงสุดและพร้อมจะทะลวงผ่านได้ทุกเมื่อดวงตาของอวี๋จื่ออวี๋ก็หรี่ลงเล็กน้อย

            “ใกล้แล้วหรือ?”

            “ใกล้แล้วค่ะ”

            ชิงเอ๋อร์พยักหน้าพลางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

            ใช่แล้ว ใกล้มากแล้ว

            ตอนนี้เธอมาถึงระดับแรกเริ่มขั้นสูงสุดแล้วแค่โอกาสอีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นที่จะทะยานสู่ระดับเหนือธรรมชาติ

            และโอกาสนั้น...

            ราวกับนึกอะไรขึ้นได้แววตาของชิงเอ๋อร์ก็ดูจริงจังขึ้นขณะกล่าวว่า

            “นายท่านช่วงนี้ฉันได้แทรกซึมเข้าไปในห้องทดลองลับสุดยอดแห่งหนึ่งของมนุษย์ค่ะ”

            “ห้องทดลองลับสุดยอด?”

            อวี๋จื่ออวี๋แสดงสีหน้าประหลาดใจและเริ่มเกิดความสนใจขึ้นมา

            “ห้องทดลองลับสุดยอดเป็นโครงการวิจัยล้ำสมัยล่าสุดของสหพันธรัฐมีทั้งหมดสิบแห่ง แต่ละแห่งกำลังทำการวิจัยที่น่าพรั่นพรึงแต่เพียงแค่ห้องทดลองแห่งใดแห่งหนึ่งประสบความสำเร็จก็เพียงพอจะผลักดันวิวัฒนาการของสหพันธรัฐให้ก้าวกระโดดได้ในเวลาอันสั้น”

            เมื่อได้ยินสิ่งที่ชิงเอ๋อร์บอกอวี๋จื่ออวี๋ก็รู้สึกหนักใจขึ้นมา

            “ห้องทดลองแบบนี้มีถึงสิบแห่งเลยรึ?”

            เขาไม่ได้แปลกใจที่มีห้องทดลองแบบนี้อยู่ทว่าจำนวนสิบแห่งนั้นมันดูมากจนเกินไป

            นั่นหมายความว่าตอนนี้สหพันธรัฐมีทางเลือกในการก้าวหน้าถึงสิบเส้นทาง

            “ใช่ค่ะ สิบแห่งตอนนี้ฉันได้เข้าไปในศูนย์วิจัยพันธุกรรมแล้วค่ะเป้าหมายของพวกเขาคือการควบคุมทิศทางของวิวัฒนาการและพยายามผสานพลังที่แตกต่างเข้าด้วยกัน อย่างเช่นการสกัดพลังจากมดเพื่อยกของหนักกว่าตัวหลายร้อยเท่าการสกัดความสามารถในการฟื้นฟูของไส้เดือนเพื่อสร้างอวัยวะใหม่... และอื่นๆอีกมากมายค่ะ”

            เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ชิงเอ๋อร์ก็เผยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย

            “และฉันสัมผัสได้ว่าโอกาสในการทะลวงผ่านนั้น... ซ่อนอยู่ในศูนย์วิจัยแห่งนี้ค่ะ”

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน