ถัดจากแถวของนักล่าระดับแพทตินั่มนักล่าแถวอื่นๆก็เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อไปอุดช่องว่างของจำนวนคนที่มีไม่พอ จนถึงตอนนี้นั้นนักล่าทุกคนต่างได้เริ่มสังหารสัตว์อสูรไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังเหลือสัตว์อสูรอีกเป็นจำนวนมากที่ยังคงดาหน้าเข้ามาหาพวกเขา
“ดาวตกสายฟ้า” เสียงของลูฟัสที่ใช้ทักษะของเขาแยกร่างสัตว์อสูรวานรสี่แขน แล้วจากนั้นจึงให้อินิกม่าแมงมุมภูติอัสนีของเขาใช้ใยสายดึงเอาผลึกอสูรระดับเงินออกมาอย่างง่ายดาย จากนั้นจึงส่งไปให้อิกนัสเก็บไว้
“เพลงดาบพายุทราย กระบวนท่าลมหวน” อิกนัสสะบัดดาบออกไปเป็นพายุคมดาบสายลม ฟาดฟันใส่สัตว์อสูร
“อิกนัสข้าจะช่วยเจ้าผนึกสัตว์อสูรลงในการ์ดเอง รีบนำการ์ดตัวตนของเจ้าออกมาเร็ว การเก็บเกี่ยวครั้งนี้พวกเราต้องทำให้ได้มากที่สุด สงครามสัตว์อสูรแบบนี้ไม่ได้มีให้เห็นกันบ่อยนักหรอกนะ ถ้าเราไม่เก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของเจ้าตอนนี้แล้วจะให้ไปเก็บตอนไหนกันหล่ะ” เสียงของริโอมังกรสาวผู้พิทักษ์ของอิกนัสดังขึ้นภายในหัวของเขา
“ได้เลย แต่จะไม่มีคนสงสัยเหรอ ถ้าอยู่ๆซากสัตว์อสูรมันหายไป มันจะไม่เสี่ยงเปิดเผยความลับของพวกเรามากไปหรือริโอ?” อิกนัสตอบกลับเสียงภายในจิตใจของเขาอย่างหวั่นใจ
“ไม่ต้องห่วง เจ้าแค่ตัดชิ้นส่วนมาจากสัตว์อสูรก็เพียงพอแล้ว ข้าจะจัดการผนึกให้กลายเป็นการ์ดเอง เพียงแต่ว่าระดับของการ์ดจะไม่สูงเท่ากับสัตว์อสูรตัวจริงก็แค่นั้น เท่าที่ข้าสัมผัสได้ก็ไม่มีสัตว์อสูรตัวใดที่หายากไปกว่าเจ้าตัวสีดำของเจ้าหรอกอิกนัส ดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องระดับความหายากของการ์ด เราแค่เก็บมาให้เรียบก็พอแล้ว” ริโอกล่าวกลับไป
“เอ๊ะนั่นมัน ทักษะของคุณอีริกนี่ เด็กคนนั้นเป็นใครกัน ถึงใช้เพลงดาบของคุณอีริกได้ หรือจะเป็นหลาน แต่ว่าคุณอีริกไม่มีหลานนี่ ไว้ค่อยถามดูหลังจากที่จบสงครามก็แล้วกัน” เสียงพึมพำของซาเบลที่ทำหน้าที่เป็นทั้งรองผู้จัดการสาขาและเลขาส่วนตัวของอีริก
ที่ด้านบนเหนือศีรษะของพวกเขา สัตว์อสูรที่บินได้หลายร้อยตัวก็กำลังโจมตีม่านพลังป้องกันเมืองอยู่ แต่ก็มีนักล่าที่อยู่ด้านบนของกำแพงเมืองใช้ทักษะโจมตีจนพวกมันร่วงหล่นตกลงไปที่พื้นดินเบื้องล่าง
การบินบนท้องฟ้านั้นถือเป็นความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งของมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพียงแต่ถ้าเป็นมนุษย์ธรรมดานั้นการจะบินบนท้องฟ้าต้องอาศัยเครื่องมือในการช่วยให้บินได้ไม่ว่าจะเป็นเรือเหอะ ยานบิน หรือบอลลูน แต่ถ้าเป็นนักล่าระดับไดม่อนขึ้นไปแล้วจะสามารถใช้ทักษะต่างๆที่ช่วยให้สามารถบินบนอากาศได้อย่างอิสระ แต่ก็ต้องใช้พลังชีวิตเช่นกัน สำหรับนักล่าระดับไดม่อนแล้วนั้นการที่จะบินบนอากาศด้วยความเร็วสูงสุดแล้วต่อสู้ไปด้วยนั้นจะทำได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
“นั่นมันสัตว์อสูรจ้าวอินทรีปีกสายรุ้ง สัตว์อสูรระดับไดม่อนหนึ่งดาว” อีริกที่มองเห็นอินทรีตัวใหญ่ประมาณสิบห้าเมตร ลำตัวมีสีแดง แต่ที่ปีกเป็นสีรุ้ง กำลังบินอยู่ท่ามกลางฝูงสัตว์อสูรที่บินได้
“โนเอลเดี๋ยวพี่จะออกไปจัดการกับสัตว์อสูรจ้าวอินทรีปีกสายรุ้ง พี่ฝากทางนี้ด้วย” อีริกบอกกล่าวแก่น้องสาวของเขา
“แต่ว่าท่านพี่มันอันตรายเกินไป สัตว์อสูรยังเหลืออยู่อีกมาก…” โนเอลกล่าวกับไปด้วยความกังวล
“ไม่ต้องห่วงพี่ ถ้าพี่ไม่จัดการมัน เพียงแค่ไม่นานถ้าสัตว์อสูรเจ้าอินทรีปีกสายรุ้งโจมตีม่านพลังก็คงพังทลายลงอย่างแน่นอน พี่จะไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น” ไม่ทันที่โนลเอวจะกล่าวเสร็จอีริกก็รีบพูดสวนออกไปทันที
“ปีกวิหกสามทิวา” กล่าวจบอีริกใช้ทักษะเฉพาะตัวของเขา ปีกพลังงานความมืดสีดำสนิทขนาดสองเมตรงอกออกมาจากด้านหลังของเขาคู่หนึ่ง แล้วจึงดีดตัวพุ่งขึ้นไปบนฟ้าอย่างรวดเร็ว เห็นเป็นประกายแสงสีดำทมิฬหายวับเป็นทางจากจุดที่เขาเคยอยู่
อีริกพุ่งตัวผ่านม่านพลังป้องกันเมืองออกไป เขาดึงดาบคาตานะออกจากฝักดาบที่เอวออกมาหนึ่งเล่มจากจำนวนสองเล่มที่คาดอยู่ที่เอว ใบดาบของดาบเล่มนั้นมีสีดำสนิทราวกับฟากฟ้าที่ไร้หมู่ดาว เขาพุ่งออกไปยังเจ้าอินทรีปีกสายรุ้งอย่างรวดเร็วดุจลูกศรอัสนีสายฟ้า
เจ้าอินทรีปีกสายรุ้งกระพือปีกสร้างการะแสลมต้านทานการโจมตีทันทีที่เห็น มนุษย์ผู้หนึ่งพุ่งเข้ามาโจมตีมัน จากนั้นเมื่อมันเห็นว่า คนผู้นั้นพุ่งผ่านกระแสลมที่มันสร้างมาได้อย่างง่ายดาย มันก็บินหลบออกไปอย่างรวดเร็ว
จ้าวอินทรีปีกสายรุ้งมองไปที่คนผู้นั้นอย่างอาฆาตเเค้น สำหรับสัตว์อสูรระดับสูงแล้วสติปัญญาของพวกมันจะได้รับการพัฒนาให้มีระดับแทบจะเทียบเท่ากับมนุษย์ ยิ่งเป็นระดับจ้าวสัตว์อสูรด้วยแล้วสติปัญญาก็ยิ่งสูงมากกว่าสัตว์อสูรทั่วไป
จ้าวอินทรีปีกสายรุ้งสะบัดปีกออกไปเกิดเป็นคมมีดสายลมมากมายพัดเข้าใส่อีริกที่ลอยตัวอยู่อย่างบ้าคลั่ง
อีริกที่เห็นอย่างนั้นก็บินหลบหลีกอย่างฉวัดเฉวียน ในระหว่างที่หลบหลีกอยู่ก็ใช้ดาบในมือฟันใส่พวกสัตว์อสูรที่อยู่รอบๆตัวเขา คมมีดสายลมมีบ้างที่เฉือนเข้าร่างกายของเขาแต่ก็ไม่ได้รับบาดแผลมากนัก ส่วนมากจะเป็นรอยขีดข่วนเล็กๆ
สำหรับนักล่าระดับทองขึ้นไปจนถึงระดับไดม่อนนั้นจะเรียกได้ว่าเป็นระดับเหนือมนุษย์จะต้องฝึกฝนคัมภีร์หรือเคล็ดวิชาสำหรับฝึกพลังชีวิต จากนั้นจึงต้องสร้างเส้นกำเนิดจิตวิญญาณขึ้นจากวงแหวนแห่งชีวิต โดยให้เส้นกำเนิดจิตวิญญาณนี้ลากยาวจากวงแหวนแห่งชีวิตไปสู่ส่วนต่างๆนักล่าที่ต้องการตามคัมภีร์หรือเคล็ดวิชาของแต่ละคน โดยแต่ละเคล็ดวิชาก็จะสร้างเส้นกำเนิดจิตวิญญาณที่แตกต่างกันไปตามแต่ละจุดที่ต้องการเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งระดับทองนั้นจะสร้างเส้นกำเนิดจิตวิญญาณขึ้นมาตั้งแต่หนึ่งถึงห้าเส้นตามแต่ละระดับของคัมภีร์ที่ฝึกฝน ยิ่งคัมภีร์หรือเคล็ดวิชาระดับสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งจะสร้างมากขึ้นเท่านั้น ระดับแพทตินั่มก็จะสร้างมากขึ้นไปอีก ระดับไดม่อนก็จะยิ่งสร้างเพิ่มมากขึ้นไปอีกเท่าตัวเลยทีเดียว
และสำหรับเส้นกำเนิดจิตวิญญาณนั้นสามารถสร้างขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าเป็นแขนขา หรืออวัยวะภายในอย่างหัวใจหรือเส้นเลือดต่างๆ โดยเส้นกำเนิดจิตวิญญาณนั้นไม่ได้มีสภาพเป็นเส้นเหมือนเส้นเลือดของคนเรา แต่บ้างก็เป็นชั้นบางๆ บ้างก็เป็นทรงกลมคล้ายหลุมอยู่ภายในอวัยวะนั้นๆ ซึ่งจะเป็นไปตามแต่ละเคล็ดวิชาที่ใช้ฝึกฝน โดยเส้นกำเนิดจิตวิญญาณนี้นั้นเป็นตัวช่วยในการกลั่นพลังชีวิตให้ไหลผ่านไปยังอวัยวะที่เชื่อมต่อเข้ากับวงแหวนแห่งชีวิตผ่านเส้นกำเนิดจิตวิญญาณ ทำให้อวัยวะนั้นแข็งแกร่งขึ้น ทนทานขึ้น รับพลังชีวิตได้มากขึ้น ดังนั้นจึงเรียกระดับชีวิตตั้งแต่ระดับทองขึ้นไปจนถึงระดับไดม่อนว่าระดับเหนือมนุษย์
ส่วนระดับเหล็กจนถึงระดับเงินเรียกว่าระดับมนุษย์ และระดับที่เหนือขึ้นไปกว่าระดับไดม่อนหรือก็คือระดับตำนานขึ้นไปจะเรียกว่าระดับธรรมชาติ
ซึ่งอีริกสามารถสร้างเส้นกำเนิดจิตวิญญาณขึ้นได้ทั้งหมดยี่สิบห้าเส้นทั้งที่อยู่ในระดับไดม่อนสองดาวก็ทำให้เห็นแล้วว่าคัมภีร์ที่เขาใช้ฝึกพลังชีวิตนั้นมีระดับสูงแค่ไหน และพรสวรรค์ของเขานั้นสูงเพียงใด อีริกนั้นมีอายุห้าสิบสองปี แต่เขาดูเหมือนชายอายุเพียงสามสิบกว่าเท่านั้นเอง ซึ่งเขายังสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายร้อยปีเลยทีเดียว และจุดที่อีริกนั้นสร้างเส้นกำเนิดจิตวิญญาณมากที่สุดเป็นบริเวณใต้ผิวหนังของเขาและกระดูกภายในร่างกายที่เขาสร้างเส้นกำเนิดจิตวิญญาณมากถึงสิบสองเส้น ทำให้ผิวหนังและกระดูกของเขาแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าเลย ทำให้สามารถป้องกันการโจมตีของจ้าวสัตว์อสูรอินทรีปีกสายรุ้งได้อย่างเด็ดขาด
“ตาชั้นบ้างล่ะนะเจ้านกน้อย เพลงดาบพายุทราย เวิ้งว้างไร้ผู้ใด” วิถีดาบแปลกประหลาดจำนวนเจ็ดวิถี พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว บ้างยึกยือ บ้างคดโค้ง บ้างไม่มี เส้นสายวิถีดาบสีดำมืดพุ่งตรงไปที่จ้าวอินทรีปีกสายรุ้งราวกับจะกักขังมันไว้ด้วยวิถีดาบเหล่านั้น
“ฉัวะ” วิถีดาบหนึ่งในเจ็ดเฉือนเข้าที่ปีกสีรุ้งของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งจนย้อมปีกข้างหนึ่งของมันให้ชุ่มโชกด้วยสีของโลหิต
เห็นอย่างนั้นอีริกก็ไม่ได้ชะล่าใจและหยุดการโจมตีของเขาลงเลย เขายังคงพุ่งเข้าไปและวาดเพลงดาบฟาดฟันจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งอย่างไม่หยุดหย่อน เพลงดาบพายุทรายถูกใช้ออกอย่างต่อเนื่อง
จ้าวอินทรีปีกสายรุ้งตามเนื้อตัวเต็มไปด้วยร่องรอยของบาดแผลใหญ่น้อยมากมาย ด้วยความต่างของระดับชีวิตที่แตกต่างกันเพียงขั้นเดียวก็ทำให้เห็นถึงความแตกต่างกันของฝีมือได้อย่างมากมาย เมื่อรวมกับเพลงดาบพายุทรายที่มีวิถีดาบที่แปลกประหลาดมากมายราวกับถูกรุมโจมตีด้วยนักดาบหลากหลายคนทำให้สภาพการต่อสู้เป็นเช่นนี้
อีริกพุ่งตัวเข้าไปใช้ดาบในมือฟันเข้าที่ลำตัวของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งอย่างจัง ในจังหวะต่อมาเขาตวัดขาเตะเขาไปที่ลำตัวซ้ำอีกที
“ตูม!!...” จ้าวอินทรีปีกสายรุ้งล่วงหล่นลงมากจาฟากฟ้า มันตกลงมากระแทกพื้นเสียงดังสนั่น จากนั้นมันใช้ปีกทั้งสองข้าพยุงตัวขึ้นมาจากหลุมบนพื้นดิน มันกู่ร้องออกมาเสียงดังแล้วบินโฉบขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง “ก๊าซซซ...”
จ้าวอินทรีปีกสายรุ้งเปล่งแสงสีรุ้งออกมาจากตัวของมัน บาดแผลน้อยใหญ่ตัวลำตัวของมาค่อยๆสมานกันแล้วจางหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากนั้นมันจึงอ้าปากพ่นลำแสงสีรุ้งเรืองรองออกมาใส่ศัตรูที่อยู่ตรงหน้า ลำแสงสีรุ้งพุ่งตรงมายังอีริกที่โบยบินอยู่กลางอากาศ