ตอนที่ 146 จ้าง Ituber
หากแต่ว่าในขณะที่พีทกำลังเตรียมลงไปทำข้าวเมนูใหม่ให้กับพี่ทีมงานที่ไม่กินผักและไม่กินเผ็ดอยู่นั่นเอง ตัวเขาก็ได้พบกับกลุ่มเพื่อนของพลอยที่ได้มาติวหนังสืออยู่ที่อาคารอีกฝั่งหนึ่ง ที่ตีทะลุติดกัน
กำลังกลืนน้ำลาย ยืนมองมาทางห้องประชุมของพวกเขา ซึ่งมันเป็นสายตานับหลายคู่ ไล่ตั้งแต่ชั้นสองไปจนถึงชั้นสาม ทุกคนต่างมองกันมาทางห้องประชุม บางคนเกาะราวบันได บางคนชะเง้อมองมาจากด้านหลังของเพื่อน ทอดเรียงยาวกันไป…จนเกิดเป็นภาพที่ชวนขนลุกไม่น้อย
“พี่พีท กลิ่นหอมพวกนี้คือกลิ่นอะไร? มันหอมไปถึงข้างบนเลย” พลอยขันอาสาเป็นคนถามให้กับเพื่อนของเธอ “พอดี พี่กำลังทดลองเมนูใหม่ที่จะเปิดขายที่ร้านอยู่ มีใครอยากจะเป็นหนูทดลองให้กับพี่ไหม?” พีทถามและภายในเสี้ยววินาที มือนับสิบๆ คู่ก็พลันยกขึ้นทันที
พีทยิ้มเหมือนเช่นทุกที เพราะเขามองเด็กนักเรียนพวกนี้เป็นเหมือนน้องชายและน้องสาวของตัวเอง อนึ่งเพราะในกลุ่มนี้มีพลอยอยู่ด้วยจึงมองไม่ต่างจากคนในครอบครัวและสิ่งหนึ่งที่เป็นธรรมเนียมของไทย
ที่ไม่มีชาติไหนในโลกเขาทำกันก็คือ คนไทยมักจะชวนกินข้าวหรือเอ่ยถามอยู่เสมอว่ากินข้าวมาหรือยัง…เช่นเดียวกันพีทเองเขาก็ได้ชวนเด็กนักเรียนกินข้าวเมนูใหม่ของเขา หากแต่ครั้งนี้เขาได้ถามเพิ่มเติมไปด้วยว่า “มีใครไม่กินเผ็ด ไม่กินผักไหม?” แน่นอนมีมือน้อยๆ 4-5 คนได้ยกมือขึ้น แถมหนึ่งในนั้นเป็นหัวโจกของกลุ่มเด็กเกเร ที่พลอยเล่าให้ฟังอีกด้วย
“งั้นทุกคนรอพี่ก่อนนะ อีกเดี๋ยวจะยกขึ้นไปให้” พีทลงไปด้านล่าง โดยมีโอมที่มักจะทำงานอยู่ด้านหลังครัวลงมาช่วยเป็นลูกมือ แม้ตัวของโอมจะซิ้ดปากอยู่เรื่อยๆ จากการกินเผ็ดเข้าไปในปริมาณมาก
ถึงอย่างนั้นโอมก็ช่วยพีทอย่างเต็มที่ “ครั้งนี้พี่จะลองปรับสูตรสำหรับคนไม่กินผักดู โอมลองทำตามพี่นะ” พีทเริ่มขั้นตอนที่เขาเรียนรู้มาจากเชฟมินแจกยูและผู้พันแซนเดอรอส ที่ได้บอกสูตรวิธีการทำสำหรับคนไม่กินเผ็ด ไม่กินผักให้กับพีทผ่านทางระบบ
ซึ่งโอมก็เรียนรู้ได้ไม่เลว…เพียงเห็นพีททำอยู่ 2-3 จาน ตัวของโอมก็ทำตามได้แล้ว…สมแล้วที่เป็นพนักงานคนแรกของร้าน Chicky CPF อีกทั้งตอนนี้ยังเป็นผู้จัดการสาขาร่วมกันกับน้องลาเต้ ที่ทั้งสองถึงจะยังคงสถานะเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ แต่พีทก็มอบตำแหน่งนี้ให้กับทั้งสองคนเพื่อตอบแทนความขยันและความตั้งใจที่เคยทำมา
ไม่นานนัก ข้าวยำไก่แซ่บที่ไม่มีผักและไม่เผ็ด ก็ถูกยกไปเสิร์ฟให้กับทีมงาน WeAreOne และกลุ่มเด็กนักเรียนที่อยู่ชั้นบน
ทุกคนต่างพึงพอใจกับผลลัพธ์มาก จนทุกคนต่างลงคะแนนให้กับเมนูใหม่ของพีทว่านี้คือเมนูที่พร้อมสำหรับนำไปขายได้แล้ว
แน่นอนเมื่อได้ยินเช่นนี้ พีทก็ไม่รอช้า โทรไปหาเฮียอมรทันที พร้อมกับสั่งให้เฮียอมรผลิตชามข้าวและฝาปิด ตามที่พีทได้ออกแบบเอาไว้เพื่อสกรีนลวดลายร้านลงไปในทันที
วันนี้พีทได้เข้าใจแล้วว่า หากร้านของเขาหวังจะยึดครองตลาดในประเทศได้ ไม่ใช่ว่าต้องทำไก่ทอดที่ดีที่สุดเสมอไป ไก่ทอดที่ดีที่สุด ร้านไหนๆ ก็ทำได้…ร้านข้างทาง ที่ขายตามรถเข็นก็ทำได้ แต่ถ้าหากจะทำให้ร้านของเขากลายเป็นร้านที่เข้าถึงทุกคน เขาต้องทำร้านไก่ทอดที่พร้อมต้อนรับคนทุกประเภทให้ได้ ดั่งเช่นคนที่ไม่กินเผ็ด ไม่กินผัก เป็นต้น
หลังจากได้เสียงสนับสนุนไปในทางที่ดีและได้ไฟเขียวจากทุกคนๆ พี่หญิงเล็กก็ไม่รอช้า เธอรีบทำการตลาดในส่วนของเธอทันที ข้าวยำไก่แซ่บและไก่ทอดสูตรหม่าล่าได้ถูกเตรียมนำเข้าที่ประชุมเพื่อทำการโปรโมต
ครั้งนี้พี่หญิงเล็กคิดจะจัดหนักกับการทำโฆษณาแล้ว ไม่ได้จ้างโปรโมตแค่เพียงช่องทางออนไลน์อย่างช่อง WeAreOne อีกแล้ว
อย่าลืมว่าพี่หญิงเล็กนั้นมาจากตระกูลใหญ่ ช่องทางและคอนเนคชั่นของเธอย่อมมีมาก ดังนั้นเธอจึงคิดว่าจะโปรโมตโฆษณาเมนูใหม่นี้ ผ่านทางช่องทางทีวีเพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่ง
พี่หญิงเล็กรู้ดีว่าตอนนี้คนในประเทศเริ่มไม่ค่อยมีคนดูทีวีกันแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น…แต่ถึงอย่างนั้น การที่จะทำให้ร้านไก่ทอด Chicky CPF ถูกรู้จักเป็นวงกว้าง ช่องทางโทรทัศน์ก็ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ต้องทำและต้องทำควบคู่ไปกับช่องทางออนไลน์อื่นๆ
ซึ่งครั้งนี้พี่หญิงเล็กและพีท รวมไปถึงพี่จ๊อบจากช่อง WeAreOne ก็ได้ตกลงกันแล้ว ว่าพวกเขาจะไม่จ้างช่อง WeAreOne เหมือนที่ผ่านๆ มา
เนื่องจากการจ้างของช่อง WeAreOne ในตอนนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนกับเมื่อก่อนอีกแล้ว ช่อง WeAreOne เองก็เติบโตเช่นเดียวกัน มีการจัดตั้งเป็นบริษัท มีระเบียบในการจ้างงานไม่ได้จ้างกันง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว
เรื่องนี้พี่จ๊อบเองก็จนใจ ถึงตัวเขาอยากจะรับงานจ้างของพีท แต่ทว่าด้วยการที่มันเป็นบริษัท เริ่มมีพนักงานเยอะขึ้น มีการจัดแจงเป็นแผนกต่างๆ ประกอบกับตัวของพี่จ๊อบและพี่อิทได้ถูกจัดให้อยู่ในแผนกตัดต่อ
ถึงทั้งสองจะมีอำนาจในการตัดสินใจในบางส่วนของการเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท แต่พวกเขาก็ไม่อาจก้าวล่วงแผนกการตลาดที่รับหน้าที่โดยเพื่อนที่เป็นพิธีกรหลักของเขาได้
โดยหลังจากที่พีทได้ทำการสอบถามไปถึงเรตการจ้างงานและได้คิวถ่าย รวมถึงวันออนแอร์โปรโมตในช่อง WeAreOne ผลสรุปสุดท้าย กว่าจะได้คิวก็อยู่ที่อีก 2 เดือนข้างหน้า ซึ่งพี่หญิงเล็กมองว่ามันนานเกินไป พวกเขาไม่อาจรอได้
“พี่ขอโทษด้วยวะพีท พี่ช่วยได้แค่นี้จริงๆ” พี่จ๊อบรู้สึกผิดต่อพีทอยู่ไม่น้อย เพราะด้วยตอนนี้ช่องของตัวเองได้จดทะเบียนเป็นบริษัทแล้ว ทุกอย่างมันเลยมีขั้นตอนที่ยุ่งยากจนพี่จ๊อบเองก็ช่วยอะไรพีทไม่ได้เลย
“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจดี พี่จ๊อบและพี่อิทไม่ต้องคิดมากนะครับ…ผมจะหาช่องทางใหม่ๆ เอง” พีทเข้าใจดี การจัดตั้งบริษัทมันก็แบบนี้แหละ จะทำอะไรก็ไม่ง่ายเหมือนกับตอนแรกๆ แต่ก็แลกมาด้วยความที่มีระเบียบมีขั้นตอนมากขึ้น เพื่อทำให้บริษัทก้าวหน้าขึ้นนั่นเอง
พี่จ๊อบและพี่อิทเมื่อรู้ว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านี้ พวกเขาทั้งสองก็ขอตัวลากลับไป ในห้องประชุมจึงเหลือเพียงพีท แชมป์ ฝ้าย พี่แตงและหญิงเล็กเท่านั้น แต่กระนั้นคนที่มีอำนาจตัดสินใจมากที่สุดก็มีเพียงแค่พีทและพี่หญิงเล็กเท่านั้น
“งั้นเอาแบบนี้ ฉันคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินก้อนโตเพื่อจ้างช่องใดช่องหนึ่ง แต่เราจะใช้งบโฆษณานี้ไปจ้างช่องเล็กๆ ที่มีศักยภาพดีไหม?” พี่หญิงเล็กเสนอและตัวพีทก็เห็นด้วยกับความคิดนี้
“แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าช่องไหน ที่มีศักยภาพ?” แชมป์เอ่ยถามกลับไป เพราะตอนนี้ แพลตฟอร์ม Itube กำลังมาแรง มีครีเอเตอร์เกิดขึ้นมากมาย นับไม่ถ้วน ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จและความยิ่งใหญ่ของช่อง WeAreOne ที่ได้ทำเอาไว้
ทำให้ตอนนี้มีช่องมากมายถือกำเนิดขึ้น ดังนั้นคำถามที่แชมป์อยากจะรู้เลยก็คือ ช่องใดบ้างที่มีศักยภาพ…ทุกคนต่างหันไปมองพี่หญิงเล็ก เนื่องจากช่องของเธอนั้นเคยติด 1 ใน 10 ของช่องที่มีผู้ติดตามเยอะที่สุด
แต่พี่หญิงเล็กกลับส่ายหน้า “อย่าได้มองว่าช่องที่มีผู้ติดตามเยอะจะถือเป็นช่องที่มีคุณภาพสิ ช่องพวกนี้ปั่นแต่งยอดผู้ติดตามกันขึ้นมาได้ทั้งนั้น…เราต้องดูที่ศักยภาพของช่องเหล่านั้นด้วยตัวเอง” พี่หญิงเล็กก็จนใจ ด้วยความที่เธอเคยเป็นหนึ่งในช่องที่มีผู้ติดตามเยอะที่สุด มันก็ทำให้เธอได้รู้เบื้องหลังของช่องดังๆ มากมาย
โดยช่องเหล่านั้นอาจจะมีคนติดตามเยอะก็จริง แต่มันก็เป็นการปั๊มยอดลมขึ้นมาด้วยการจ้างวางหน้าม้าให้กดสมัครสมาชิกเป็นต้น ดังนั้นการที่จะดูว่าช่องไหนมีศักยภาพมากแค่ไหนนั้น พวกเขาต้องลงไปดูด้วยตาของตัวเอง
และคำถามเลยก็คือใครจะมีเวลาว่างไปนั่งดูคลิปทั้งวัน? “มีสิ เด็กพวกนั้นไง” พีทชี้นิ้วขึ้นไปด้านบนและนั้นก็ทำให้พี่หญิงเล็กตาลุกวาว
ทั้งนี้ถึงจะได้ความคิดเห็นของเด็กนักเรียนที่มาติวหนังสืออยู่ด้านบน ก็อาจจะยังไม่พอ…แต่สำหรับพีทมันมีวิธีที่ง่ายกว่านี้อีกเยอะ
พีทกดโทรศัพท์ไปหาภัทร เพื่อนจากคณะเดียวกับเขาที่ตัวของพีทได้รับมาทำงานให้กับบริษัท Rayzen เป็นหุ่นเชิดออกหน้าแทนตัวเขานั่นเอง
“ฮัลโหลภัทร…นายได้ติดต่อไปหาคนที่ฉันบอกแล้วใช่ไหม?” พีทเอ่ยถามถึงความคืบหน้ากับภัทรและในทันทีที่ได้ยินคำถามนี้ ขนาดภัทรที่เป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงและยุ่งเกี่ยวกับใคร ไม่ชอบมีปัญหาหรือทะเลาะวิวาทกับใคร
แต่ครั้งนี้พีททำกับเขาไว้หนักมาก ภัทรสบถด่าพีทอย่างไม่สบอารมณ์ “ไอ้พีท ก่อนที่แกจะให้ฉันติดต่อใคร แกควรบอกก่อนไหม…ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แกให้ฉันติดต่อคนระดับนี้ราวกับว่าพวกเขาเป็นพนักงานทั่วไปอย่างไรอย่างนั้น?!” ภัทรโกรธพีทมากจริงๆ หลังจากได้รับภารกิจแรกจากพีทให้ติดต่อกับคนสองคน
ซึ่งภัทรไม่รู้เลยว่า คนสองคนที่พีทให้ติดต่อนั้น หนึ่งคือ ‘เอลริค’ ตัวแทนจากบริษัท Gogle ที่ส่งมาก่อตั้งบริษัทสำนักงานใหญ่ Gogle ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอีกคนคือ วิเวียร์ ผู้บริหารสาวจากบริษัท Pineapple ที่เดินทางมาที่ประเทศไทยเพื่อมาเปิดร้านขายอุปกรณ์ของ Pineapple เป็นแห่งแรกของภูมิภาค
คนพวกนี้ในสายตาของภัทรและสายตาของทุกคนๆ อาจเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ เป็นบุคคลที่ประธานบริษัทใหญ่ๆ ในไทยทุกคนต่างอยากที่จะเข้าหา ไม่เว้นแม้กระทั่งรัฐบาลไทยที่อยากจะปรึกษาหารือเกี่ยวกับการลงทุนในประเทศ
สองคนนี้ ไม่ได้เข้าถึงง่ายๆ และถ้าไม่จำเป็นจริงๆ พวกเขาทั้งสองก็แทบไม่ตอบรับนัดของประธานจากบริษัทไหนทั้งสิ้น เว้นก็แต่รัฐบาลที่อาจจะต้องให้เกียรติบ้างเป็นครั้งคราว
แต่ทว่าพีทกลับให้ช่องทางติดต่อส่วนตัวกับทั้งสองคนนี้กับภัทร เพื่อให้ภัทรไปแนะนำตัวเองให้กับทั้งสองได้รู้จัก ด้วยการแนะนำว่าตนเองคือตัวแทนของนักพัฒนา Rayzen ที่ตอนนี้ได้จัดตั้งเป็นบริษัท Rayzen Techฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง
แน่นอนเอลริคและวิเวียร์ตกใจกับข่าวนี้มาก เพราะในที่สุดพวกเขาก็สามารถติดต่อตัวแทนโดยตรงของนักพัฒนา Rayzen ได้สักที โดยไม่ต้องหวังพึ่งพีท ที่ติดต่อยากไม่ต่างกัน
ฉะนั้นไฉนเลยที่พวกเขาจะไม่ดีใจ เมื่อรู้ว่าภัทรจะเข้ามาเป็นคนประสานงานให้กับเขาและนักพัฒนา Rayzen
อย่างไรก็ตามหลังจากแนะนำตัวเสร็จ ภัทรก็ไม่ได้ติดต่อกลับพวกเขาอีกเลยและแทบไม่รับสายจากทั้งสองฝ่าย เพราะมันคือคำสั่งจากนักพัฒนา Rayzenและพีท ที่ไม่อยากให้ทั้งสองบริษัทเข้ามายุ่งยากกับพวกเขามากเกินไปนั่นเอง
ซึ่งด้วยความสงสัยใคร่รู้ ภัทรเลยนำชื่อทั้งสองคนไปค้นหาในอินเทอร์เน็ต ถึงได้รู้ว่าตัวตนของทั้งสองคนที่ตัวเองพึ่งทำตัวเสียมารยาทไป ที่แท้เป็นใครมาจากไหน
นี้คือตัวแทนจากบริษัทระดับโลกเลยนะ…พวกนายและนักพัฒนา Rayzen กำลังเล่นตลกอะไรกันอยู่ เรื่องนี้มันทำให้ภัทรแทบอยากจะร้องไห้เมื่อต้องทำตัวเมินเฉยต่อสายที่ติดต่อเข้ามาหรืออีเมลที่เอลริคและวิเวียร์พยายามที่จะส่งมา
เลยถือโอกาสนี้ด่าพีทไปสักที เพื่อระบายอารมณ์ที่อัดอั้นไว้นั่นเอง “ที่พวกเขาสนใจเรามากขนาดนี้เป็นเพราะอยากสานสัมพันธ์กับเรามากต่างหาก ภัทรนายรู้ไหมถ้าเราไม่รักษาสมดุลและถ่วงดุลกับทั้งสองบริษัทให้ดีๆ บริษัทพวกนี้สามารถทำอะไรพวกเราได้บ้าง? ฉะนั้นทำตามที่นักพัฒนา Rayzen กับฉันสั่งก็พอแล้ว” พีทปลอบภัทรไปสักพักใหญ่ ก่อนที่จะวกกลับเข้าเรื่องที่เขาได้โทรมา
“ภัทรนายติดต่อไปหาเอลริค บอกเขาว่านักพัฒนา Rayzen มีเรื่องอยากให้พวกเขาช่วยเหลือนิดหน่อย” พีทบอกให้ภัทรติดต่อกับเอลริค เพื่อที่จะขอข้อมูลเบื้องหลังของช่อง Itube ในประเทศไทย
เพื่อที่จะดูยอดการรับชม การสมัครสมาชิกและการเติบโตของช่องพวกนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วพีทเองก็สามารถที่จะให้เอไออัลฟ่าคำนวณหาให้ได้ แต่เพื่อตอบแทนเอลริคที่เคยช่วยจัดการแก้ปัญหา การจ้างหน้าม้ามาถล่มรีวิวเกมของเขาและแอปของเขาเมื่อครั้งก่อน เขาเลยติดต่อเอลริคไปเพื่อสานสัมพันธ์ขึ้นอีกหนึ่งระดับ
และเพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนวิเวียร์จากบริษัท Pineapple ไปด้วยอีกทางหนึ่ง…ที่ก่อนหน้านี้ บริษัท Pineapple ไม่ได้ช่วยจัดการกับปัญหาหน้าม้าที่พีทได้ขอความช่วยเหลือไปนั่นเอง
ภัทรได้ทำการติดต่อหาเอลริคตามที่พีทบอกไว้ทันที ซึ่งเอลริคก็ตอบรับคำขอด้วยความเต็มใจก่อนจะยกหน้าที่นี้ให้กับผู้ช่วยของเขาอย่าง ปีเตอร์ เป็นคนรับผิดชอบส่งข้อมูล ครีเอเตอร์ใน Itube ที่มียอดสมัครสมาชิกเกิน 1 แสนคนให้กับภัทรตามคำขอ
“หัวหน้าครับ ทำไมเราต้องให้ข้อมูลพวกนี้กับนักพัฒนา Rayzen ด้วยล่ะครับ? มันเป็นความลับของบริษัทของเรานะครับ” ปีเตอร์แอบไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าข้อมูลพวกนี้ถือเป็นความลับของบริษัท แต่ก็ถูกเอลริคสวนกลับทันควัน
“ใช่ข้อมูลพวกนี้เป็นความลับของเหล่าครีเอเตอร์ แต่คิดว่าข้อมูลพวกนี้นักพัฒนา Rayzen เขาจะเข้าถึงไม่ได้จริงๆ เหรอ? ด้วยความสามารถของเขาที่เคยกระหน่ำรายงานเหล่าหน้าม้าที่ปั่นกระแสใน Itube คิดว่าเขาจะหาข้อมูลนี้เองไม่ได้เหรอ…ที่เขามาขอข้อมูลนี้จากเราโดยตรง ก็เพราะเขาเริ่มมองเราเป็นพันธมิตรแล้วยังไงล่ะ!” เอลริคเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ที่ไม่เลวจริงๆ เอลริคนั้นมองออกว่าการขอข้อมูลโดยตรงจากเขา
นับว่านักพัฒนา Rayzen ให้เกียรติแก่เขาและไว้ใจในตัวของบริษัท Gogle พอสมควรแล้ว ดังนั้นปีเตอร์ที่ได้ยินคำอธิบายเช่นนี้ ก็เข้าใจได้ในทันที ก่อนจะรีบจัดหาข้อมูลส่งไปให้กับภัทรตามคำขอในทันที
แน่นอนเรื่องพวกนี้ ปิดบังกันไม่ได้ สายข่าวของวิเวียร์ที่แฝงตัวอยู่ใน Itube และบริษัท Gogle เองก็มีอยู่เช่นกัน พอเธอรู้เรื่องคำขอนี่ของภัทร เธอก็มองออกว่านักพัฒนา Rayzen กำลังส่งสัญญาณเตือนและเริ่มมองบริษัท Pineapple เป็นคนที่ห่างเหินกันแล้วจริงๆ
ทั้งหมดนี้เป็นผลจากเหตุการณ์ล่าสุด ที่บริษัทของเธอไม่ยอมจัดการกลุ่มบริษัทหน้าม้าที่ปั่นกระแสในระบบรีวิวของเธอนั่นเอง
ซึ่งจะโทษวิเวียร์ก็ไม่ได้ ตัวเธอเป็นแค่เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งที่ถูกส่งมาให้ปฏิบัติงานที่ประเทศไทยเท่านั้น ไม่ได้มีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องใหญ่เช่นนี้…และในเมื่อผู้บริหารในบริษัทของเธอ นั้นปฏิเสธที่จะจัดการกับปัญหานี้ นั้นทำให้วิเวียร์รู้สึกผิดหวังเช่นเดียวกันและมองว่าผู้บริหารของเธอกำลังเดินเกมผิดพลาดกับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
นิยายลงทุกวันเวลา 18.00 นะครับ
สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ
www.facebook.com/WritelazyV2
นามปากกา.Writelazy