“ฆ่ามันซะ!!!” อิชิโร่ะโสั่งการนักเวทที่อยู่ข้างหลังเขา ซึ่งจำนวนที่มีนั้นไม่ได้น้อยเลย ทั้งยังมีมาสมทบเพิ่มอีกหลายคน โดยนักเวททุกคนนั้นใส่ชุดคลุมที่มีหมวกสีขาว ปิดหน้าด้วยผ้าสีดำ ไม่สามารถคาดเดาพลังเวทของคนพวกนี้ได้เลยแม้แต่น้อย
“คิดจะลงมือแล้วก็เตรียมตัวรับแรงกระแทกไว้เลย!” อากิระะโโต้ตอบพร้อมกับเตรียมที่จะต่อสู้ ซึ่งขณะนี้อาคุมุนั้นกำลังหลับตาและทำการบางอย่างอยู่ ทันใดนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นแล้วหันไปถามอากิระ
“ลงมือได้ไหมครับ?”
“แน่นอน! นี่น่ะมันคือการเปิดศึกแล้วไงล่ะ”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น อาคุมุก็ชี้นิ้วขึ้นไปข้างบนในทันที
“มองดูข้างบนสิครับลุง”
“ทำอะไรของแกน่ะเ้าหนู? จะให้ฉันมองวิวที่มันเหมือนกับท้องฟ้า...” อิชิโร่พูดยังไม่ทันจบประโยค เขาก็ต้องตกตะลึงในทันที เพราะเหนือศีรษะของทุกคนขึ้นไปนั้น มีวงแหวนเวทขนาดเล็กอยู่เต็มไปหมด
“แสงอัสนีบาต!!” เมื่อสิ้นเสียงของอาคุมุ วงแหวนเวทสีฟ้าได้ปรากฏขึ้นรอบข้อมือของเขา พร้อมกับการโจมตีด้วยสายฟ้าที่ลงมาจากข้างบน
ตู้มมม!!!
“อ่อก! โธ่เว้ย” นักเวทจำนวนหนึ่งที่กำลังพุ่งเข้ามาหาอากิระนั้นโดนการโจมตีที่รุนแรงของอาคุมุเป็พิเศษ เนื่องจากว่าจำนวนวงแหวนเวทตรงนั้นมีมากกว่าตำแหน่งอื่น ๆ แต่อิชิโร่และรวมถึงนักเวทของเขานั้นต้องได้รับาเ็อย่างแน่นอน
‘หวังว่าจะทำอะไรได้บ้างนะ’
“มาถึงขั้นนี้แล้วเหรอเนี่ยอาคุมุ? สุดยอดไปเลยนะ” อากิระหันมาพูดกับอาคุมุ แต่ทันใดนั้นก็ได้มีการโจมตีหนึ่งตรงมาที่ใบหน้าของอากิระ
“เอาหมัดเพลิงของฉันไปกินหน่อยเป็ไง!!”
ตู้มมม!!
ร่างของอากิระนั้นกระเด็นไปไกลจนกระแทกลงที่พื้นพร้อมกับเกิดเสียงะเิดังลั่น ซึ่งนั่นเป็การโจมตีด้วยหมัดของอิชิโร่ โดยเป็ทักษะหนึ่งของเขาที่ใช้พลังเวทแห่งเพลิงนั้นมาห่อหุ้มมือและแขนเอาไว
‘นี่มันอะไรกัน?!’
แต่ที่น่าใมากไปกว่านั้น ก็คือการโจมตีของอาคุมุไม่สามารถสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนให้กับอิชิโร่และนักเวทของเขาได้เลย เว้นแต่นักเวทจำนวนหนึ่งที่พุ่งเข้ามาหาอากิระในตอนแรก
“โอ๊ะโอ... การโจมตีของนายมันก็ไม่ได้รับมือง่าย ๆ เลยนะเ้าหนู แต่โชคดีที่นักเวทแนวหลังได้ร่ายเวทป้องกันไว้นานแล้วเนี่ยสิ น่าเสียดายจังเลยแฮะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!” อิชิโร่พูดด้วยน้ำเสียงของผู้ชนะ พร้อมกับพุ่งตรงเข้ามาหาอาคุมุในทันที
“ถ้างั้นแกก็ตายไปซะ!!!” อิชิโร่ง้างหมัดเพื่อโจมตีด้วยพลังอันมหาศาล แต่ขณะนั้นก็ถูกสกัดไว้ได้อย่างทันท่วงที
“ดาบแห่งเพลิง!”
อากิระเข้ามาช่วยอาคุมุไว้พร้อมกับดาบเพลิงที่อยู่ในมือ อาคุมุเห็นอย่างนั้นจึงร่นถอยออกไปในทันที
ซึ่งความสามารถของอากิระนี้นั้นเป็การสร้างอาวุธขึ้นมาด้วยพลังเวท เหมือนกันกับของสามพี่น้องพลังเวทแห่งน้ำที่อาคุมุได้เคยเจอมา
“ฉันเกือบจะฆ่ามันได้แล้วแกก็ยังคงกัดไม่ปล่อยสักทีนะอากิระ”
“กัดไม่ปล่อย? ก็เขาอยู่กับฉันั้แ่แรกอยู่แล้วนี่ กัดไม่ปล่อยในความหมายของแกมันคืออะไร? หมายถึงตัวแกเองงั้นเหรอ? ตลกชะมัด” อากิระตอบกลับไป ซึ่งนั่นทำให้อิชิโร่นั้นะเิอารมณ์ออกมาในทันที
“หน็อยแก!!” อิชิโร่นั้นถอยกลับไปเล็กน้อยพร้อมกับชี้นิ้วไปทางอากิระ
“ดาวตกเพลิงนรก!” วงแหวนเวทสีแดงได้ปรากฏขึ้นรอบข้อมือของอิชิโร่ พร้อมกับวงแหวนเวทอยู่เหนือหัวและการโจมตีที่พุ่งตรงไปยังอากิระ
“โล่เพลิงคุ้มกายา!!” อากิระใช้ทักษะที่เคยป้องกันการโจมตีนี้ ซึ่งในตอนนั้นผลลัพธ์ก็เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถเจาะทะลุการป้องกันได้ แต่ในครั้งนี้มีบางอย่างที่แปลกออกไป ซึ่งอาคุมุนั้นสังเกตเห็นได้ทันที
“แย่แล้ว... ลุงอากิระถอยออกมาครับ!!!”
“อึ่ก!...” อากิระนั้นมีเืไหลออกมาที่มุมปาก โล่เพลิงที่แข็งแกร่งนั้นค่อย ๆ มีรอยร้าวเกิดขึ้น อากิระจึงถอยกลับไปตั้งหลักกับอาคุมุ
“ไม่ได้การแล้ว... ค่อก!” อากิระพูดออกมาพร้อมกับเืที่ไหลออกจากปาก
“นี่มันเกิดจากอะไรครับ? มันไม่น่าจะเป็แบบนี้ได้นี่ หรือว่าเข็มในตอนนั้น?!”
“ใช่แล้วล่ะ รู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม... ทั้งที่ร่างกายฉันควรจะต่อต้านมันได้ แต่กลับกลายเป็แบบนี้”
ในขณะที่อากิระกำลังพูดอยู่นั้น ทางด้านของอิชิโร่ก็เดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ พร้อมกับนักเวทที่กระจายกันออกไปรอบด้าน และปิดล้อมทั้งคู่เอาไว้ในที่สุด
“เข็มนั่นน่ะมีการดัดแปลงนิดหน่อย คิดว่าฉันจะเอาเข็มกระจอก ๆ ดั้งเดิมของตระกูลเรามาสู้กับแกรึไง? ถ้าทำแบบนั้นก็คงจะโง่แล้วแหละนะ หึหึ” อิชิโร่พูดในท่าที่เตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีครั้งถัดไป
“สมบัติของตระกูล...” อากิระพูดด้วยเสียงที่แ่เบาและปนไปด้วยความโกรธ
‘เหมือนว่าจะได้มีแรงกระแทกครั้งใหญ่แล้วล่ะสิเนี่ย’
“อะไรนะ? ฉันไม่ค่อยได้ยินเลย”
“นั่นมันคือสมบัติของตระกูลเลยนะเว้ย!!! สมบัติที่บรรพบุรุษเราสร้างมันขึ้นมา... สมบัติเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลเรา... แล้วแกมาทำแบบนี้เนี่ยนะ?!!” อากิระพูดออกไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
เพราะเข็มลดความแข็งแกร่งของพลังเวทนั้นเป็สมบัติเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลฟุโด ซึ่งอากิระและอิชิโร่ต่างก็ใช้มันมาตลอดการเดินทางในฐานะของนักเวท ประสิทธิภาพสูงสุดที่อากิระเคยพบเจอมาคือทำให้คนไม่สามารถใช้พลังเวทไปได้ชั่วขณะหนึ่ง ไม่ว่าจะเค้นหรือรวบรวมพลังอย่างไรก็ตาม
“อาคุมุ ฝากนายจัดการกับนักเวทข้างหลังที ทางนี้ฉันจะรีบจบเกมแล้วจะไปช่วย” พูดจบอากิระก็พุ่งเข้าไปหาอิชิโร่ในทันที
“อ๊ะ! ครับ” ว่าแล้วอาคุมุก็จดจ่อกับนักเวททั้งหลายตรงหน้า ซึ่งจำนวนตรงนี้นั้นมีอยู่ 8 คน แน่นอนว่าด้วยระดับของนักเวททุกคนก็คงจะทำให้อาคุมุตึงมืออยู่พอสมควร
‘บทสรุปทางนั้นก็คงจะเป็ไปในทิศทางที่ดีล่ะนะ แต่ตอนนี้เราห่วงตัวเองก่อนดีกว่า’
“เฮ้เ้าหนู ครั้งนี้จะมาไม้ไหนอีกล่ะ? แบบเดิมไหม? หรือจะให้พวกฉันบุกบ้างเป็ไง?” นักเวทที่อยู่ตรงหน้าอาคุมุพูดขึ้นมา
“ก่อนอื่นเลย ผมจะเรียกพวกคุณว่าอะไรดีล่ะครับ? คลุมหัวคลุมตัวไว้ ใส่ผ้าปิดปากด้วย ผมไม่รู้นะครับว่าอายุเท่าไหร่น่ะ” อาคุมุเริ่มใช้กลอุบายที่เคยใช้มาตลอด ซึ่งก็คือการปั่นหัวศัตรู
“อืม... ถ้าเป็ไปได้ก็เรียกฉันว่าพี่แล้วกัน”
“ได้ครับลุง” อาคุมุพูดออกไปด้วยน้ำเสียงและสีหน้าท่าทางที่ทะเล้น เขาพูดราวกับว่าเขาไม่กลัวอะไรเลยแม้แต่น้อย
“ลุง?... อืม... ถ้างั้นแกจะถามทำไมวะ!!!” นักเวทคนที่อยู่ตรงหน้าอาคุมุพุ่งตรงเข้ามาหาเขาในทันที
“นี่! แกอย่ารีบเข้าไปแบบนั้นสิวะ!!”
“เฮ้อ! จะใครต่อใครก็อารมณ์ขึ้นง่ายทั้งนั้นเลยแฮะ นึกว่าจะไม่เจอแบบนี้แล้วซะอีกนะเนี่ย... แสงอัสนีบาต!!” อาคุมุพูดพร้อมกับดีดนิ้ว ซึ่งวงแหวนเวทได้ปรากฏขึ้นที่พื้นในระยะที่นักเวทคนนั้นมาถึง ตำแหน่งของแสงอัสนีบาตที่พุ่งตรงขึ้นไปนั้นอยู่ที่บริเวณหน้าอกของนักเวท เนื่องจากเขานั้นอยู่ในท่าที่โน้มตัววิ่งเข้ามาหาอาคุมุ จึงทำให้ได้รับการโจมตีนั้นเต็ม ๆ และไม่สามารถป้องกันได้ ทั้งยังไม่ทันได้ตั้งตัว
ตู้มมมม!!!
“ฉันว่าแล้วไง โง่ชะมัดไอ้เวรนี่” หนึ่งในนักเวทสบถออกมาด้วยความไม่พอใจ
“น่ารำคาญเป็บ้า... ไอ้พวกผู้ใหญ่หัวอ่อน”