ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่5 บทที่ 136 สถาบันจิงหลงยอดเยี่ยมจริงๆ

            “ให้ตายสิ ไม้เท้านี่ อย่าบอกนะว่าเป็นอุปกรณ์เฉพาะอาชีพของจอมเวทคำสาปมืด?”

            “ได้ยินว่า ‘จอมเวทคำสาปมืด’ เป็นอาชีพลับตอนนี้บนดาวสีน้ำเงินเรามีอยู่แค่คนเดียว แถมยังอยู่ที่สถาบันจิงหลงด้วย”

            “ไม้เท้านี่คงไม่ใช่ของตกรุ่นที่จอมเวทคำสาปมืดสถาบันจิงหลงเขาโละทิ้งหรอกนะ”

            “ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ไม้เท้านี่นอกจากลู่เซิ่งจะใช้ไม่ได้แล้วพอได้มาจะเอาไปขายก็ยังขายไม่ออกทำได้แค่ต้องส่งให้ช่างหลอมย่อยทิ้งเป็นวัตถุดิบเท่านั้นแหละ”

            “อวิ๋นเทียนหลัน หลงเฉิน และฉู่เอ้าต่างก็ได้อุปกรณ์ระดับทองคำมืดที่มีคุณสมบัติดีๆ กันทั้งนั้นมีแค่ลู่เซิ่งนี่แหละที่ดันได้ขยะที่ขายยังไม่ออกมา”

            “ดูท่าแม้แต่สถาบันจิงหลงก็ยังไม่เห็นลู่เซิ่งคนนี้อยู่ในสายตาเลยแฮะ”

            “เหอะ มันก็ไม่แปลกหรอก แค่พาลาดินสายสนับสนุนคนหนึ่งจะมีคุณสมบัติอะไรไปเทียบชั้นกับสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดได้?”

            ฝูงชนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์บ้างก็เยาะเย้ยถากถางพลางมองไปที่ลู่เซิ่งด้วยสายตาที่รอซ้ำเติม

            “นี่... นี่มันตัวประหลาดอะไรกัน?”

            เมื่อมองไม้เท้าสุดพิลึกในมือลู่เซิ่งต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการดึงสติกลับมาเขาเกือบจะสบถด่าออกมาเดี๋ยวนั้นเลยทีเดียว

            นั่นก็เพราะไม้เท้านี้มันประหลาดเกินไปจริงๆมันเป็นอุปกรณ์เฉพาะอาชีพ แถมยังเป็นของ ‘อาชีพลับ’อีกต่างหาก

            ต้องรู้ก่อนว่า‘อาชีพลับ’ นั้นมีลักษณะพิเศษคือเป็นหนึ่งเดียวในโลกทั่วทั้งโลกจะมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ไม่มีคนที่สองเด็ดขาด

            นั่นหมายความว่า‘ไม้เท้าสตัน’ ชิ้นนี้จะสำแดงอานุภาพได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในมือของ ‘จอมเวทคำสาปมืด’เท่านั้น หากตกไปอยู่ในมือคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามมันก็ไม่ต่างอะไรกับท่อนฟืนธรรมดาๆ

            มิน่าล่ะพอทุกคนเห็นอุปกรณ์ชิ้นนี้ถึงได้แสดงท่าทางตกใจและสะใจกันขนาดนี้

            ในตอนนั้นเองอู่เหมิงเอินพลันเงยหน้าขึ้นเขามองลงมาที่ลู่เซิ่งจากที่สูงพลางเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบว่า“ต้องขออภัยด้วยเนื่องจากก่อนหน้านี้พวกเราไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีพาลาดินคว้าอันดับหนึ่งในสี่มาได้จึงไม่ได้เตรียมอุปกรณ์สำหรับอาชีพพาลาดินไว้โดยเฉพาะทำได้แค่หาอาวุธทองคำมืดมาทดแทนไปก่อนชั่วคราว”

            “เรื่องนี้ถือเป็นความบกพร่องในการพิจารณาของทางสถาบันจิงหลงจริงๆหวังว่าเธอจะยกโทษให้ด้วย”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เปลี่ยนน้ำเสียงทันที

            “แต่เธอวางใจได้ ขอแค่ในการทดสอบครั้งต่อไปเธอสามารถรักษาผลงานติดหนึ่งในสี่เอาไว้ได้และหลังจากจบการสอบระดับชาติแล้วสามารถสอบเข้าสถาบันจิงหลงของพวกเราได้ด้วยคะแนนที่ยอดเยี่ยมฉันขอรับรองกับเธอว่าถึงตอนนั้นจะมีการสั่งทำอุปกรณ์ระดับทองคำมืดที่มีคุณสมบัติชั้นยอดเพื่อเป็นการชดเชยให้เธออย่างแน่นอน...”

            เขายังพูดไม่ทันจบลู่เซิ่งก็แผดเสียงขัดขึ้นมา

            “ดี สถาบันจิงหลงนี่ดีจริงๆ รังแกกันเกินไปแล้ว”

            สิ้นเสียงนั้นภายใต้สายตาที่ตกตะลึงจนแทบสิ้นสติของทุกคน ลู่เซิ่งชู‘ไม้เท้าสตัน’ ในมือขึ้นสูงก่อนจะฟาดมันลงกับพื้นอย่างสุดแรง

            กร๊อบ

            วินาทีต่อมาพร้อมกับเสียงหักสะบั้นที่ดังสนั่น ไม้เท้าที่ทำจากไม้นั้นแทบไม่มีแรงต้านทานใดๆมันหักออกเป็นสองท่อนทันที

            “อะไร?”

            ซี้ด

            เมื่อเห็นภาพที่น่าตกใจนี้ผู้คนในบริเวณนั้นต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึกเห็นได้ชัดว่าไม่มีใครคาดคิดว่าลู่เซิ่งจะกล้าหักอุปกรณ์ซึ่งเป็นรางวัลที่อีกฝ่ายมอบให้ทิ้งต่อหน้าอู่เหมิงเอินแบบนี้

            แม้แต่อู่เหมิงเอินเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน

            ทว่าพอตั้งสติได้อู่เหมิงเอินก็โกรธจัดขึ้นมาทันที

            “บังอาจนี่แกกล้าทำลายอุปกรณ์ระดับทองคำมืดที่ทางสถาบันจิงหลงมอบให้เป็นรางวัลอย่างนั้นเหรอ?”อู่เหมิงเอินตวาดลั่น จิตสังหารในดวงตาพลุ่งพล่าน

            แต่ลู่เซิ่งกลับไม่สนใจปฏิกิริยานั้นแม้แต่น้อยเขาตอกกลับไปตรงๆ ว่า “อุปกรณ์ระดับทองคำมืดเฮงซวยอะไรกันถ้าพวกคุณสถาบันจิงหลงไม่อยากให้รางวัลกับผมก็พูดออกมาตรงๆ เลยสิจะมายึกยักไร้สาระแบบนี้ทำไม คิดว่าผมเป็นไอ้โง่หรือไง?”

            “แก”

            คำพูดนี้ทำให้อู่เหมิงเอินถึงกับหนังตากระตุก

            นั่นก็เพราะลู่เซิ่งพูดจาตรงไปตรงมาเกินไปเรียกได้ว่าไม่ไว้หน้าสถาบันจิงหลงเลยแม้แต่นิดเดียว

            ถึงแม้ในนาทีนี้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์จะมองออกว่าสถาบันจิงหลงตั้งใจเหลี่ยมและเห็นได้ชัดว่าไม่อยากมอบรางวัลให้ลู่เซิ่ง

            แต่ถึงจะมองออกก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมาสักคน

            เพราะอำนาจของสถาบันจิงหลงนั้นตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าในฐานะสถาบันฝึกตนอันดับหนึ่งของประเทศเสินเซี่ยมีผู้มีอิทธิพลชื่อดังนับไม่ถ้วนที่เป็นศิษย์เก่าของสถาบันนี้อำนาจของพวกเขานั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด?

            หากไปล่วงเกินพวกเขาเข้าผู้ใช้อาชีพคนนั้นก็แทบจะเรียกได้ว่าเดินเหินลำบากในประเทศเสินเซี่ยเลยทีเดียว

            นี่คือเหตุผลที่อู่เหมิงเอินถึงได้โอหังขนาดนี้

            เพราะเขาเล็งเห็นจุดนี้จึงเชื่อว่าต่อให้ลู่เซิ่งจะรู้ตัวว่าถูกกลั่นแกล้งแต่อีกฝ่ายก็ต้องกัดฟันกลืนเลือดลงท้องไป ไม่กล้าทำอะไร‘สถาบันจิงหลง’ อย่างแน่นอน

            แต่เขาหารู้ไม่ว่าในฐานะผู้ข้ามมิติลู่เซิ่งที่ผ่านชีวิตมาถึงสองชาตินั้นมีนิสัยเกลียดชังความอยุติธรรมเข้ากระดูกดำดวงตาของเขามีหรือจะยอมรับสิ่งแปลกปลอมแม้เพียงนิดเดียว

            ในเมื่อตอนนี้สถาบันจิงหลงดูถูกเขาอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ถ้าเขายังต้องทนฝืนอีก แล้วการได้กลับมาเกิดใหม่จะมีสิริมงคลอะไร?

            เมื่อคิดได้ดังนี้ลู่เซิ่งก็กัดฟันกรอด ตัดสินใจทำแล้วต้องทำถึงที่สุดเขาขยี้ไม้เท้าที่หักอยู่บนพื้นซ้ำอีกหลายครั้งต่อหน้าอู่เหมิงเอิน

            “ไอ้เด็กเวร แกมันก็แค่พาลาดินกระจอกๆกล้าดียังไงถึงทำลายของรางวัลการสอบตามใจชอบดูท่าถ้าวันนี้ฉันไม่สั่งสอนแกให้รู้สำนึกแกคงไม่รู้ว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเป็นอย่างไร”

            ในที่สุดอู่เหมิงเอินก็ทนดูต่อไปไม่ไหวเขากระโจนเข้าใส่หมายจะลงมือกับลู่เซิ่ง

            ทว่าในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานนั้นเอง

            “พอได้แล้ว”

            ทันใดนั้นเสียงตวาดอันทรงพลังก็ดังขึ้นมาจากกลางอากาศ

            ตามมาด้วยร่างหนึ่งที่ประดับด้วยปีกรบจอมราชันพุ่งทะยานลงมาจากสรวงสวรรค์และร่อนลงมายืนขวางหน้าลู่เซิ่งกับอู่เหมิงเอินเอาไว้โดยตรงรัศมีของเขาดูราวกับกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝักให้ความรู้สึกแหลมคมและทรงพลังจนไม่มีอะไรขวางกั้นได้

            “ลั่วฉางเกอ คุณมาทำอะไรที่นี่?”

            เมื่อเห็นผู้มาใหม่อู่เหมิงเอินถึงกับขมวดคิ้วมุ่น ดูเหมือนเขาจะมีความเกรงกลัวอยู่บ้าง เพราะนอกจากจะไม่ลงมือกับลู่เซิ่งต่อแล้วยังถอยหลังกรูดไปก้าวหนึ่งทันที

            “อะไรนะ? ลั่วฉางเกอเหรอ?”

            “หรือว่าเขาคือ ‘กระบี่โลหิตอาภรณ์ขาว’ ลั่วฉางเกอ ผู้ที่เคยใช้ ‘ค่ายกลกระบี่ประหารเซียน’เพียงลำพังสังหารกองทัพประเทศวอหนูไปถึงหนึ่งแสนนายในสมรภูมิสงครามระหว่างประเทศคนนั้น?”

            “แต่เขาเป็นรองคณบดีของสถาบันจิงหัวไม่ใช่เหรอ? มาทำอะไรที่นี่กัน?”

            ในขณะเดียวกันเหล่าผู้เข้าสอบที่มุงดูอยู่รอบๆ เมื่อได้ยินชื่อจากปากของอู่เหมิงเอินต่างก็จำภูมิหลังของลั่วฉางเกอได้ทันที และเริ่มกระซิบกระซาบกันเซ็งแซ่

            “เธอชื่อลู่เซิ่งใช่ไหม”

            ลั่วฉางเกอไม่ได้สนใจอู่เหมิงเอินเขาหันกลับมามองลู่เซิ่งแล้วเอ่ยถามขึ้น

            “คุณเป็นใครอีกน่ะ?”

            ลู่เซิ่งขมวดคิ้วเมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้าและถามออกไป

            “ฉันชื่อลั่วฉางเกอ ดำรงตำแหน่งรองคณบดีของสถาบันจิงหัวยินดีที่ได้รู้จักนะ”

            ลั่วฉางเกอเอ่ยพลางยื่นมือออกมาทางลู่เซิ่งท่าทางของเขาดูเป็นกันเองมาก ช่างแตกต่างกับอู่เหมิงเอินราวฟ้ากับเหว

            แต่เมื่อเผชิญกับไมตรีจิตของอีกฝ่ายลู่เซิ่งกลับไม่ได้สนใจจะตอบรับ

            เพราะมีบทเรียนจากสถาบันจิงหลงมาก่อนเขาจึงนึกว่าลั่วฉางเกอคนนี้ก็ตั้งใจจะมาเล่นงานเขาเหมือนกัน

            โชคดีที่ลั่วฉางเกอไม่ได้ถือสาเขาเพียงยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ฉันรู้ว่าในการทดสอบรอบนี้เธอได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมย่อมต้องมีความคับแค้นใจเป็นธรรมดาเพราะฉะนั้นฉันมาครั้งนี้ก็เพื่อชดเชยให้เธอโดยเฉพาะ”

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน