“คุณปู่คะ คุณย่าคะ พวกคุณต้องช่วยหนูนะคะ คนบ้านซ่งรังแกหนู!” เจี่ยหลิงหรงร้องไห้อย่างหนัก “พวกเขาถึงกับไล่หนูออกมาเพราะนังบ้านนอกคนนั้น”
“ลูกพูดว่าอะไรนะ! คุณปู่ซ่งกับคุณย่าซ่งไล่ลูกออกจากบ้านอย่างนั้นเหรอ” เจี่ยเยี่ยขมวดคิ้ว “จะเป็นไปได้ยังไง ไม่ใช่ว่าพวกเขาเอ็นดูหนูมากหรอกเหรอ”
“หนูก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันค่ะคุณพ่อ แต่พวกเขาไล่หนูออกมาจริงๆ” เจี่ยหลิงหรงยืนยัน
“แล้วอย่างนี้ลูกยังมีหวังที่จะแต่งเข้าไปเป็นหลานสะใภ้ของพวกเขาอยู่หรือเปล่า” เจี่ยเยี่ยถามอย่างเป็นกังวล แม้ตระกูลเจี่ยของพวกเขาจะเป็นตระกูลใหญ่และมีอำนาจมากกว่า แต่หากพูดถึงเรื่องทรัพย์สิน ตระกูลเจี่ยกลับสู้ตระกูลซ่งไม่ได้
วิชาแพทย์แผนจีนของคุณปู่ซ่งได้รับการยอมรับ ซ่งเฉินเป็นศัลยแพทย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ซ่งฉือเหล่ยยังสอบเข้าเรียนคณะแพทย์ได้อีก นับว่าตระกูลซ่งมีแต่จะเจริญก้าวหน้า แล้วเจี่ยเยี่ยจะไม่อยากให้ลูกสาวของเขาแต่งเข้าตระกูลซ่งได้อย่างไร เมื่อรู้ว่าลูกสาวไม่ได้รับความโปรดปรานจากคุณปู่ซ่งกับคุณย่าซ่งเหมือนแต่ก่อน เจี่ยเยี่ยก็อดที่จะกังวลไม่ได้
“แกจะพูดเรื่องการแต่งงานขึ้นมาอีกทำไม” คุณปู่เจี่ยขมวดคิ้ว “ฉันกับแม่ของแกฉีกสัญญาฉบับนั้นไปนานแล้ว ต่อจากนี้ทั้งสองตระกูลจะไม่ยกเรื่องการแต่งงานขึ้นมาพูดอีก”
แม้คุณปู่เจี่ยกับคุณย่าเจี่ยจะมีอายุมากกว่าคุณปู่ซ่งกับคุณย่าซ่งนับสิบปี แต่เขาก็เป็นคนมีเหตุผลพอที่จะไม่เอาความอาวุโสของตัวเองไปข่มอีกฝ่าย บทเรียนในอดีตเขาได้รับมันมาพอแล้ว ไม่ใช่แค่ตระกูลซ่งที่ต้องมาเสียลูกชายที่มีความสามารถอย่างซ่งเฉียงไป ตระกูลเจี่ยของเขาก็เกือบจะสูญเสียหลานสาวอย่างเจี่ยซีไปเช่นกัน
ทันทีที่คุณปู่เจี่ยตัดสินใจที่จะฉีกสัญญาการแต่งงานฉบับนั้นทิ้ง เขาก็ไม่คิดที่จะเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดถึงอีก แต่ไม่คิดว่าลูกชายคนโตกลับยังคิดถึงเรื่องนี้อยู่ แล้วสิ่งที่เขาพยายามทำมาเพื่อชดเชยให้กับอดีตที่ไม่น่าจดจำเหล่านั้นมันจะมีประโยชน์อะไร
“แต่คุณพ่อครับ หลิงหรงของเราถูกใจเจ้าหนุ่มฉือเหล่ย คุณพ่อจะไม่ช่วยให้หลานสาวสมหวังเหรอครับ” เจี่ยเยี่ยพูดกับบิดา อย่างไรเจี่ยหลิงหรงก็เป็นลูกสาวที่เขามีตอนอายุมากแล้ว นอกเหนือจากผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเกี่ยวดองกับตระกูลซ่ง เขาก็หวังว่าลูกสาวจะได้แต่งงานกับครอบครัวที่มีฐานะที่เท่าเทียม เมื่อถึงวันที่เขาจากไป ลูกสาวจะได้มีที่พึ่ง “ถ้าหลิงหรงได้แต่งเข้าตระกูลซ่ง ตระกูลเจี่ยของเราก็จะได้รับผลประโยชน์ตามมานะครับ อีกอย่างผมอยากให้หลิงหรงได้แต่งเข้าตระกูลที่ดี ชีวิตข้างหน้าของเธอจะได้ไม่ต้องลำบาก”
“ถ้าหลิงหลงกับฉือเหล่ยมีใจตรงกัน ทำไมฉันจะไม่สนับสนุน แทนที่แกจะพูดให้ลูกสาวของเข้าใจ แต่แกกลับสนับสนุนให้หล่อนไปสร้างปัญหาให้ตระกูลซ่งไม่เลิก” คุณปู่เจี่ยจ้องลูกชาย “แกยังไม่เห็นบทเรียนจากเรื่องของเสี่ยวเฉียงกับซีซีอีกเหรอ เจี่ยเยี่ย...ฉันไม่เคยผิดหวังในตัวแกมาก่อน แต่วันนี้ฉันต้องหันกลับมามองแกใหม่แล้ว”
“ก็เพราะประสบการณ์จากเรื่องของเสี่ยวเฉียงกับซีซียังไงล่ะครับ คราวนี้ผมถึงอยากให้คุณพ่อช่วยออกโรงสนับสนุน” เจี่ยเยี่ยมองบิดาด้วยสายตาคาดหวัง “ตอนนี้ตระกูลเจี่ยของเราเหลือแค่ชื่อเสียงที่พอจะให้คนนับหน้าถือตา แต่ตระกูลซ่งนอกจากชื่อเสียงด้านวิชาแพทย์ของพวกเขาแล้ว พวกเขายังถือเป็นตระกูลร่ำรวยอันดับต้นของเมืองหลวง คุณพ่อครับ ผมคิดว่าการที่เราสนับสนุนให้หลิงหรงแต่งกับซ่งฉือเหล่ยมีแต่เราที่ได้เปรียบ หรือถ้าคุณพ่อไม่สบายใจเพราะคิดว่ามีแต่เราที่ได้ประโยชน์กับการแต่งงานในครั้งนี้ ถ้าอย่างนั้นคุณพ่อก็คิดเสียว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำก็เพื่อความสุขของหลิงหรง”
“ใช่ค่ะคุณปู่ หนูรักพี่ฉือเหล่ยมากจริงๆ คุณปู่ช่วยให้หนูสมหวังกับความรักครั้งนี้เถอะนะคะ” เจี่ยหลิงหรงบีบน้ำตาเพราะรู้ว่าคุณปู่กับคุณย่ารักและตามใจตนเองมาก “ถ้าคุณปู่กับคุณย่าไม่ช่วย หนูจะไปแต่งงานกับผู้ชายชนบท ถึงตอนนั้นหนูคงมาเยี่ยมคุณปู่กับคุณย่าไม่ได้บ่อยๆ แล้วล่ะค่ะ”
คุณย่าเจี่ยมองหลานสาวอย่างตกใจ ตอนที่เจี่ยซีหนีไปอยู่ที่ชนบทนางก็ทุกข์มากพอแล้ว หากเจี่ยหลิงหรงหนีไปอยู่ที่ชนบทอีกคน นางคงต้องกลุ้มใจจนเป็นบ้าแน่ “ไม่ได้นะ! ย่าไม่อนุญาตให้หนูทำอย่างนั้น ถ้าหนูไปอยู่ที่ชนบทจริงๆ แล้วย่าจะทำยังไง”
“หนูก็ไม่ได้อยากไปอยู่ไกลจากคุณย่าเหมือนกัน แต่ถ้าหนูไม่ได้แต่งงานกับพี่ฉือเหล่ย หนูคงอยู่ที่เมืองหลวงต่อไปไม่ได้แล้ว หนูทนเห็นเขาแต่งงานสร้างครอบครัวกับคนอื่นไม่ได้จริงๆ ค่ะ” เจี่ยหลิงหรงรู้แล้วว่าคุณย่าอยู่ข้างตนเอง อีกทั้งคุณปู่ก็รักและตามใจคุณย่ามาก ขอแค่คุณย่าออกปาก คุณปู่ไม่มีทางขัดใจคุณย่าอย่างแน่นอน
“คุณคะ คุณไปพูดกับตระกูลซ่งอีกครั้งไม่ได้เหรอคะ ต่อให้เขาไม่ยอมแต่ง แต่ขอให้เสี่ยวเหล่ยกับหลิงหรงลองคบกันก่อนไม่ได้เหรอ หากพวกเขาไปกันไม่ได้จริงๆ ถึงตอนนั้นฉันจะไม่ขอร้องคุณอีก” คุณย่าเจี่ยบอกกับสามีทั้งน้ำตา “คุณทำเพื่อฉันอีกสักครั้งได้ไหมคะ”
คุณปู่เจี่ยหันไปมองหลานสาวด้วยสายตาผิดหวัง “เพื่อความต้องการของตัวเอง แกยังกล้าเล่นกับความรู้สึกของคุณย่า เจี่ยหลิงหรง...ตระกูลเจี่ยของเราสอนแกให้เป็นคนเจ้าแผนการแบบนี้เหรอ”
“ไม่นะคะคุณปู่! หนูไม่ได้คิดแบบนั้นเลยค่ะ” เจี่ยหลิงหรงรีบปฏิเสธ คราวนี้เธอไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับคุณปู่ด้วยซ้ำ
“คุณจะดุหลานทำไม สิ่งที่ฉันพูดมันเป็นความคิดของฉันเอง” คุณย่าเจี่ยยื่นคำขาดกับสามี “ถ้าคุณไม่ช่วย ตั้งแต่วันนี้ฉันกับคุณจะแยกห้องนอนกัน”
คุณปู่เจี่ยหลับตาพร้อมกับถอนหายใจ ตั้งแต่ที่เขาพบรักและตัดสินใจแต่งงานกับภรรยา เขาก็สาบานกับตัวเองไว้ว่าเขาจะรักและดูแลเธออย่างดีไปตลอดชีวิต เขาจะไม่มีวันทำให้เธอเสียน้ำตา และตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เขาก็ไม่เคยผิดคำพูดของตัวเองเลยสักครั้ง เขาคิดว่าเขากับภรรยาอยู่กินกันมาจนอายุปูนนี้แล้ว ภรรยาน่าจะรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง สิ่งที่เขาคิดและตัดสินใจก็เพื่อครอบครัวทั้งนั้น
การที่เขาไม่อยากผิดใจกับตระกูลซ่งก็เพราะเขารู้ว่าลูกหลานตระกูลเจี่ยนอกจากครอบครัวเจ้ารองเจี่ยหย่งแล้ว ครอบครัวเจ้าใหญ่ก็คงจะเอาตัวไม่รอด เขาตั้งใจจะใช้ความสัมพันธ์ที่มีอยู่ไปฝากฝังกับคนตระกูลซ่งให้ช่วยดูแลลูกหลานของตน แต่ภรรยากลับไม่เข้าใจ
คุณย่าเจี่ยเห็นท่าทางของสามีก็ต้องตกใจ แต่นางทำตัวเอาแต่ใจกับสามีมาทั้งชีวิต อีกอย่างสิ่งที่นางทำก็เพื่อความสุขของหลานสาว เมื่อยืนยันความคิดของตนเองแล้วว่าไม่ได้ทำอะไรผิด คุณย่าเจี่ยจ้องสามีอย่างไม่พอใจ “คุณไม่รับปากใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นตั้งแต่วันนี้เราแยกห้องนอนกัน แล้วก็เรื่องอาหารการกินของคุณ รวมถึงเสื้อผ้าของคุณที่ฉันต้องเตรียมให้ทุกวัน ฉันจะไม่ทำมันแล้ว”
“คุณยอมช่วยหลานสาวแม้กระทั่งยอมแตกหักกับตระกูลซ่งจริงๆ ใช่ไหม” คุณปู่เจี่ยถาม เขาไม่พูดถึงตัวเอง อย่างไรเขาก็มีคำตอบสำหรับเรื่องของตัวเองไว้ในใจแล้ว แต่ที่เขาถามถึงตระกูลซ่งเพราะอยากให้โอกาสกับภรรยา และเขาก็หวังว่าภรรยาจะคิดได้
“ถ้าหลิงหรงของเราลงเอยกับฉือเหล่ยได้ เรื่องแตกหักอะไรนั่นก็จะไม่เกิดขึ้น” คุณย่าเจี่ยหันไปลูบผมหลานสาวอย่างเอ็นดู “ฉันเชื่อว่าหลิงหรงต้องทำให้ฉือเหล่ยหันมารักเธอได้ไม่ยาก ก็เหมือนกับคุณที่ทำดีจนฉันหันมารักคุณได้ยังไงล่ะ”
‘ใช่ เมื่อก่อนเป็นผมที่ตกหลุมรักคุณตั้งแต่แรกเห็น เพื่อให้ได้แต่งงานกับคุณ ผมถึงได้สาบานต่อหน้าคุณพ่อคุณแม่ของคุณว่าจะยอมตามใจคุณทุกอย่างซึ่งคุณก็รู้อยู่แก่ใจ แต่เราอยู่ด้วยกันมาหลายสิบปีขนาดนี้คุณยังใช้เหตุผลนี้มาบีบบังคับ ถ้าอย่างนั้นถือว่าครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะยอมตามใจคุณก็แล้วกัน’ คุณปู่เจี่ยยิ้มให้ภรรยา “ได้ ครั้งนี้ผมจะออกหน้าไปพูดกับคนตระกูลซ่ง แต่ทางโน้นจะว่ายังไงผมไปบังคับพวกเขาไม่ได้หรอกนะ”
“ขอบคุณนะคะ แค่คุณยอมออกหน้า ฉันเชื่อว่าทางตระกูลซ่งต้องไม่กล้าปฏิเสธอย่างแน่นอน” คุณย่าเจี่ยยิ้มอย่างดีใจ
เจี่ยเยี่ยกับเจี่ยหลิงหรงก็ดีใจเช่นกัน
เจี่ยหย่งทนฟังไม่ไหว พี่ชายกับหลานสาวช่างดีจริงๆ ที่กล้าใช้อารมณ์เพื่อกดดันให้คุณแม่บีบบังคับคุณพ่อ เขากำลังจะพูดบางอย่างแต่ก็ถูกคุณปู่เจี่ยห้ามไว้ “ทำไมล่ะครับคุณพ่อ ที่พี่ใหญ่กับหลิงหรงทำมันเกินไปแล้ว คุณแม่ก็อีกคน ทำไมคุณแม่ถึงไม่รู้ว่าที่คุณพ่อไม่อยากแตกหักกับตระกูลซ่งก็เพื่อพี่ใหญ่กับหลิงหรง”
“คนอื่นไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร แค่แกเข้าใจก็ดีแล้ว” คุณปู่เจี่ยจ้องลูกชายคนรอง “เจ้ารอง ในเมื่อแกเชื่อในตัวฉัน ต่อจากนี้ให้แกนั่งฟังแล้วพิจารณา เมื่อฉันพูดจบ ที่เหลือก็อยู่ที่แกจะตัดสินใจ”
เจี่ยหย่งมองบิดาพร้อมทั้งกัดริมฝีปาก ดูจากท่าทางของบิดาแล้ว วันนี้ตระกูลเจี่ยคงมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นแน่ “ครับคุณพ่อ ผมจะตั้งใจฟังแล้วจะพิจารณาทุกอย่างให้รอบคอบครับ”
คุณปู่เจี่ยมองไปที่ภรรยา ลูกชายคนโต และเจี่ยหลิงหรงที่กำลังดีใจกันอยู่ “เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าใหญ่กับหลิงหรงได้ในสิ่งที่ต้องการ อย่างนั้นฉันในฐานะพ่อของลูกชายคนรองและฉันยังเป็นปู่ของหลานๆ อีกหลายคนก็ต้องมีความยุติธรรมใช่ไหม”
“คุณหมายความว่ายังไงคะ” คุณย่าเจี่ยถามอย่างใจคอไม่ดี
“นั่นสิครับ คุณพ่อหมายความว่ายังไง” เจี่ยเยี่ยก็สงสัยเช่นกัน
“ในเมื่อแกกับหลิงหรงอยากให้ฉันไปพูดกับตระกูลซ่งเรื่องฉือเหล่ย ฉันก็รับปากว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้ แต่แกอย่าลืมว่าก่อนหน้านั้นเรากำลังพูดกับเจ้ารองเรื่องอะไรอยู่” คุณปู่เจี่ยยิ้มให้ลูกชายคนโต “เจ้ารองขอแยกบ้าน ฉันมีเงื่อนไขกับเจ้ารองแค่ข้อเดียวคือเจ้ารองต้องรับซูหรงไปเป็นลูกสาวฉันถึงจะอนุญาต แต่ตอนนี้ฉันเปลี่ยนใจแล้ว เพราะฉันจะให้เจ้ารองตัดสัมพันธ์กับครอบครัวของแกด้วย ต่อจากนี้พวกแกจะไม่เกี่ยวข้องกันอีก ไม่ว่าใครเดือดร้อนก็ไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือกัน มีแค่เรื่องของฉันกับแม่ของแกเท่านั้นที่เจ้ารองจะมีส่วนรับผิดชอบด้วย เจ้ารอง...แกคิดว่ายังไง”
เจี่ยหย่งสบตาบิดาก็ไม่เห็นว่าบิดามีท่าทางล้อเล่น เขารู้มาตลอดว่าพี่ใหญ่กับคนในครอบครัวของพี่ใหญ่มักจะไปรบกวนบิดามารดาอยู่เสมอ ตั้งแต่เรื่องเงินไปจนถึงหน้าที่การงาน ที่บิดาต้องการให้เขากับพี่ชายตัดความสัมพันธ์กันก็เพราะบิดาอยากช่วยเขา “ได้ครับ ผมยอมรับเงื่อนไขทุกอย่าง และผมก็ยังจะแสดงความกตัญญูกับพ่อและแม่ต่อไป ผมเคยส่งเงินให้เท่าไหร่ ผมก็จะทำเหมือนเดิมครับ”
“ผมไม่เห็นด้วย!” เจี่ยเยี่ยรีบบอก ทุกวันนี้เขาไม่ได้ให้เงินพ่อแม่ไว้ใช้จ่ายด้วยซ้ำ มีแต่เจ้ารองที่เป็นคนให้ รวมถึงค่าใช้จ่ายในบ้าน เจ้ารองก็เป็นคนออก เป็นเขาเสียอีกที่ทุกเดือนจะไปรบกวนเงินจากคุณแม่กับเจ้ารอง แล้วถ้าคุณพ่อให้เขากับเจ้ารองตัดสัมพันธ์กัน ต่อไปเขาจะไปพึ่งพาเงินจากใคร
“ฉันก็ไม่เห็นด้วย คุณจะให้ลูกชายของเราตัดสัมพันธ์กันได้ยังไง ไม่ใช่คุณหรอกเหรอที่บอกว่าให้พวกเขาดูแลกันและเป็นพี่น้องกันตลอดไปชีวิต” คุณย่าเจี่ยพูดกับสามี
“เราทำเพื่อเจ้าใหญ่กับครอบครัวของเขามามากแล้ว มีแต่เจ้ารองเท่านั้นที่เราสองคนไม่เคยทำอะไรเพื่อเขาเลย” คุณปู่เจี่ยหันไปยิ้มให้ภรรยา “ที่ผ่านมาผมทำเพื่อคุณมาตลอดเหมือนกัน ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผมจะขอจากคุณ คุณให้เจ้าใหญ่กับเจ้ารองตัดสัมพันธ์กันเถอะ หลังจากนี้คุณก็อาศัยอยู่กับเจ้าใหญ่ ส่วนผมจะย้ายไปอยู่ที่บ้านสวน เจ้ารองก็ย้ายออกไปอยู่บ้านของเขาเอง แต่ถ้าคุณกับเจ้าใหญ่ไม่เห็นด้วย ทางตระกูลซ่งผมก็จะไม่ไปพูดให้แล้ว”
คุณย่าเจี่ยถูกตามใจมาตลอดชีวิตจะยอมให้สามีมาหักหน้าตนเองต่อหน้าลูกๆ ได้อย่างไร กล้าขู่มานางก็มีแต่ต้องขู่กลับ “ได้สิ ฉันยอมให้คุณกับเจ้ารองย้ายออก และยังจะยอมให้เจ้าใหญ่กับเจ้ารองตัดสัมพันธ์กันด้วย ส่วนบ้านสวนหลังนั้นฉันยกให้คุณก็ได้ แต่บ้านหลังนี้กับทรัพย์สินทั้งหมด คุณกับเจ้ารองจะไม่ได้อะไรเลย พวกคุณต้องออกจากบ้านไปแต่ตัว แล้วคุณกับฉันก็มาหย่ากัน”
“เจ้ารอง แกคิดว่ายังไง” คุณปู่เจี่ยหันไปถามลูกชายคนรอง
“ตกลงครับแม่ ผมจะไม่เอาอะไรออกไปแม้แต่อย่างเดียว” เจี่ยหย่งบอก
“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปสำนักกิจการพลเรือนกันเถอะ” คุณปู่เจี่ยลุกขึ้นยืนก่อนใคร
คุณปู่เจี่ยอาศัยเส้นสายที่มีอยู่ เอกสารการหย่าร้างของเขากับภรรยา เอกสารตัดสัมพันธ์ของเจี่ยเยี่ยกับเจี่ยหย่ง รวมถึงเอกสารรับรองบุตรของเจี่ยหย่งกับเจี่ยซูหริงก็ดำเนินการเสร็จภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
นับจากนี้ตระกูลเจี่ยได้แยกออกเป็นสองสายอย่างชัดเจนแล้ว