ตอนที่ 17 ไปสู่เส้นทางแห่งคัมภีร์สามอักษรที่แตกต่าง (1)
เพราะเรื่องไม้ผุในช่วงเช้า ทำให้อาจารย์สอนหมากล้อมในช่วงบ่ายรู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก นางให้อวี๋เยียนสามพี่น้องทำให้คู่ต่อสู้สับสนก่อน ส่วนตนเองมานั่งสั่งการข้างกระดานเพื่อสอนความรู้ให้แก่อวี๋เจียวตัวต่อตัว
“คุณหนูสี่ มาดูทางนี้ ตัวหมากของหมากล้อมแบ่งเป็นขาวกับดำ หมากสองสีนี้เป็นตัวแทนของอาทิตย์จันทรา หยินหยางและวันคืน ตัวหมากทรงกลมคือตัวแทนของปฐพี มุมทั้งสี่ของกระดานคือทิศทั้งสี่ จากสิ่งที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า หมากล้อมไม่เพียงแต่ให้ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังสามารถแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึก บ่มเพาะสุนทรียภาพ ขัดเกลาจิตใจ และเพิ่มพูนปัญญาอีกด้วย...” ส่วนกลยุทธ์ทางการศึกและการปกครองบ้านเมืองยิ่งไม่ต้องพูดถึง ขอเพียงสตรีเข้าใจถึงเนื้อหาหลักทั้งสี่ประการก็จะมีประโยชน์มหาศาล
อวี๋เจียวพยักหน้า นางเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์กล่าวแล้ว ‘เจ้าเป็นไม้ผุก็ไม่เป็นไร ขอเพียงตั้งใจศึกษาวิชาหมากล้อมของข้า ไม่แน่ไม้ผุอย่างเจ้าก็อาจจะผลิดอกออกผลที่งดงามได้’
เพราะเหตุนี้ ทำให้นางรู้สึกดีต่ออาจารย์ท่านนี้เป็นพิเศษ อย่างน้อยอาจารย์ท่านนี้ก็ไม่เคยดูถูกลูกศิษย์ที่โง่เขลาอย่างนาง
ต่อจากนั้น เมื่ออาจารย์วิชาหมากล้อมอธิบายกฎกติกาเสร็จจึงได้เริ่มเล่นหมากกับอวี๋เจียว สุดท้ายเมื่อจบการเล่นลง นางก็เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่ออวี๋เจียวทั้งหมด
คนโบราณว่าไว้เสียงพิณคือความสง่างาม ความจริงการเล่นหมากก็สามารถมองเห็นจิตใจของคนผู้นั้นได้ แม้ใบหน้าของสาวน้อยจะมีแต่ความระมัดระวัง แต่ตอนที่นางปล่อยตัวหมากท่าทางไม่รีบไม่ร้อน ระหว่างการเล่นไม่ว่าจะกินหรือถูกกิน นางล้วนอยู่ในท่าทีหนักแน่นนิ่งเฉย ในที่สุดตอนนี้นางรู้แล้วว่า อวี๋เจียวที่ถูกรังแกในช่วงเช้าเหตุใดจึงนิ่งเฉยนัก นางไม่ได้กลัว และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เพราะนางมีความสุขุมต่างหาก
นางไม่รู้ว่านิสัยที่สุขุมของอวี๋เจียวนั้นถูกฝึกฝนมาหลายปี กอรปกับบทสรุปที่เคยตายมาแล้วหนึ่งครั้ง ท่านอาจารย์คิดว่านิสัยของสาวน้อยเป็นผู้ใหญ่เกินคน ทำให้ความรู้สึกดีที่อาจารย์มีต่ออวี๋เจียวเพิ่มมากยิ่งขึ้น
ความจริงปัญญาชนในยุคสมัยนั้นค่อนข้างอ่อนไหว พวกเขาถนัดที่จะระบายความรู้สึกในพื้นที่ของตัวเอง สิ่งที่พวกเขาใฝ่หาคือความรู้สึกร่วม แต่อวี๋เจียวของพวกเราไม่เข้าใจเรื่องนี้ นางไม่โกรธเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเช้า เป็นเพราะนางคือผู้ใหญ่ที่มีสติปัญญาคนหนึ่ง เช่นเดียวกับอวี๋จือรุ่น นางคิดว่าสักวันจะหลุดพ้นออกไปจากกรงขังแห่งนี้ โมโหคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดจำเป็นหรือ ส่วนเรื่องการเดินหมาก นางเคยเรียนหมากล้อมมานานแล้ว อีกอย่างแค่เล่นหมากล้อมเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายเสียหน่อย มีสิ่งใดให้ต้องกังวลเล่า
ทว่าไม่มีใครที่ไม่ชอบให้ผู้อื่นปฏิบัติดีกับตนเอง เมื่อเห็นท่าทีอ่อนโยนของอาจารย์หมากล้อม น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการสั่งสอน สาวน้อยจอมปลอมเช่นนาง ก็รู้สึกจากใจว่าอาจารย์ท่านนี้เป็นคนดีจริงๆ
…
เมื่อจบวิชาหมากล้อมนางได้พักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง อาจารย์วิชางานเย็บปักถักร้อยก็เริ่มสอนการเย็บปัก อาจารย์ท่านนี้ไม่ได้สนใจว่านักเรียนคนใดฉลาดหรือไม่ฉลาด ถึงอย่างไรงานเย็บปักเป็นสิ่งที่หญิงสาวทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้ ความแตกต่างอยู่ที่ผลงานจะดีหรือไม่ก็เพียงเท่านั้น
ด้วยเจตนาที่จะให้พี่น้องอวี๋เยียนได้ทบทวนงานฝีมือ และถือเป็นโอกาสให้อวี๋เจียวคุ้นเคยกับสีของเส้นด้าย จากนั้นอาจารย์จึงสอนอวี๋เจียวปักใบไม้สองใบ บทเรียนของวันนี้ก็ถือเป็นอันสิ้นสุด เพราะถึงอย่างไรงานเย็บปักก็ไม่ต่างจากการเขียนพู่กันจีน หากไม่ตั้งใจฝึกฝนให้ดี ต่อให้มีพรสวรรค์ก็ไม่มีประโยชน์