ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80

    ตอนที่ 13 กินข้าวป่า

    พอทุกคนขึ้นจากน้ำก็มารุมกันที่กองไฟ เพราะความหนาวทำให้ปากเขียวปากม่วงกันไปหมด ทุกคนนำผ้าขาวม้าของตัวเองมาพันรอบกายแล้วนั่งผิงไฟรอกินข้าวเที่ยงด้วยกัน ๰่๥๹หน้าหนาวปลาจะมันมากทำให้ย่างไปไฟก็ลุกขึ้นมาไหม้ปลา กว่าจะย่างเสร็จคนย่างก็ต้องทะเลาะกับควันไฟไปตั้งเท่าไหร่

    เมื่ออาหารพร้อมทุกอย่าง มีส้มตำที่ตำใส่มะกอกป่าซึ่งเอมอรเคยกินตอนอยู่บ้านกับพ่อที่อยุธยา ตอนนี้มันก็ดูน่ากินมาก ปลาย่างก็หอมน่ากิน ส้มตำตักใส่ใบตองที่แม่อวนตัดมาพร้อมกับวางปลาย่างไว้ข้างๆ แต่อีกอย่างเธอพึ่งเคยเห็นมันคือแกงปลาใส่สะเดาดินทุกคนบอกมันมีรสขมแต่อร่อยมาก ปลาที่แกงจะเป็๞ปลาแขยง ปลาก่าหรือปลาหมอช้างเหยียบและปลาขี้เฮี่ยหรือปลากดหิน ปลากดหินหน้าตามันประหลาดสุดเป็๞ปลาที่ไม่มีเกล็ดลักษณะคล้ายปลาแขยงแต่ตัวมันสีดำและมีลายสีเหลืองพาดผ่าน

    “พี่นางซิมเบิ่งแหมะ แซบคักเดี๋ยวเ๽้าสิติดใจ” (พี่สะใภ้ชิมดูสิ อร่อยมากเดี๋ยวคุณจะติดใจ)

    ศรน้องชายคนที่สี่ของกันบอกกับว่าที่พี่สะใภ้ กันตักปลาก่ามาให้เธอลักษณะมันเหมือนปลาหมอแต่ลำตัวกว้างกว่า เอมอรจึงลองกินไปทีละอย่าง สุดท้ายเลยลองซดน้ำแกงปลา รสชาติขมกลมกล่อมบวกกับความมันของปลาเธอรู้สึกว่ามันอร่อยเหมือนที่ทุกคนบอกจริงๆ แต่ถ้าคนไม่ชอบรสขมก็คงคิดว่ามันไม่อร่อย

    จากที่เอมอรคิดว่าวันนี้จะกินข้าวไม่อร่อยแต่พอได้ลองชิม รสชาติอาหารทุกอย่างมันดูเข้ากันไปหมด ส้มตำที่ใส่มะกอกป่าทำให้ได้รสเปรี้ยวอมหวานชุ่มคอแล้วกินกับปลาย่างรสหวานนุ่มจากปลาสดๆ มันทำให้รู้สึกฟินจนลืมความปวดของแผลไปชั่วขณะ ไหนจะปลาก่าหอมมันที่กันเอามาให้อีก เล่นเอาเธอกินเพลินจนอิ่มแปล้ไปเลย ตลอดเวลาพ่ออาคมคอยสังเกตลูกสาวกับว่าที่ลูกเขยอยู่บ่อยครั้ง

    กินข้าวเสร็จทุกคนนั่งคุยกันสักพัก

    “ทิดมึงมียาสูบบ่อ ยาสูบกูอยู่ล้อพุ่นน่ะ” (ทิดมึงมียาสูบมั้ย ยาสูบกูลืมไว้ที่เกวียนนู่นแน่ะ) พ่ออาคมลืมยาสูบไว้ที่เกวียนซึ่งเดินไปอีกค่อนไกลกว่าจะถึง

    “อยู่ในถุงซ่งลูกพุ่นพ่อ” (อยู่ในกระเป๋ากางเกงลูกนู่นพ่อ) พูดจบกันก็ลุกเดินไปที่กางเกงขายาวที่ตัวเองผึ่งไว้แล้วล้วงเอาถุงพลาสติกที่มียาเส้นและใบตองแห้งออกมาแล้วยื่นให้ว่าที่พ่อตา

    หลังจากทุกคนลงไปหาปลาต่อ กันพาเอมอรขี่หลังเดินขึ้นมาบนโคนต้นไม้ริมฝั่ง จากนั้นปูผ้าขาวม้าลงบนพื้นให้เธอ

    “นอนถ่าอยู่นี่ล่ะ เอาหมวกปิดหน้าไว้ แสงจั่งสิบ่อเข้าตา” (นอนรออยู่ตรงนี้แหละ เอาหมวกปิดหน้าไว้แสงจะได้ไม่แยงตา)

    “ขอบคุณค่ะ” เอมอรพูดออกมาด้วยความซาบซึ้ง

    “บ่อต้องเว้าขอบคุณกับข่อยอีก เข้าใจบ่อ” (ไม่ต้องพูดขอบคุณกับผมอีก เข้าใจมั้ย) กันบอกเอมอรแววตาอ่อนโยน

    “ทำไม?” เอมอรชักสีหน้าถามอีกฝ่าย

    “จักหน่อยข่อยกะสิเป็๞ผัวเ๯้าแล้ว สิมาขอบคุณเฮ็ดหยัง” (อีกหน่อยผมก็จะเป็๞สามีคุณแล้ว จะมาขอบคุณทำไม) พูดจบกันก็ลุกเดินไปโดยไม่รู้เลยว่าคนที่ฟังอยู่หน้าเห่อแดงเพราะความอายมากแค่ไหน

    ‘บ้า! ผัวเมียเลยเหรอ ก็นั่งม้วนคนเดียวไปสิ’

    ตกเย็นได้ปลามาเยอะมากทุกคนแบ่งปลากันไปทำกินที่บ้าน เท้าเอมอรอาการดีขึ้นมากแล้วแต่ก็ยังเดินลำบาก ถ้าเดินมากแผลก็ปริ

    “มา ขึ้นหลัง” กันนั่งลงแล้วบอกเอมอรให้ขี่หลังโดยไม่มองสายตาใครอีกหลายคนที่จ้องมาที่ชายหนุ่ม เอมอรจึงทำตามเพราะเธอพยายามเดินแล้วมันทิ้งน้ำหนักลงฝ่าเท้าไม่ได้จริงๆ

    พอน้องชายเห็นก็เกิดอาการหมั่นไส้พี่สาว

    “ทีนั้นล่ะเฮ็ดหน้าเศร้า บ่ออยากแต่งๆ บัดทีนี่ล่ะบ่อลงจากหลังเขาจักเทือ หืย...” (ทีนั้นล่ะทำหน้าเศร้า ไม่อยากแต่งๆ ทีนี้ล่ะไม่อยากลงจากหลังเขาสักครั้ง ชิ)

    สมควรไม่พูดเปล่าทำท่าทางปากบิดปากเบี้ยวด้วยจนเอมอรอยากเข้าไปหยิกสักหมับ

    “อีหล้าคือสำออยแท้ ฮึ” (อีหนูทำไมสำออยจัง ฮึ)

    ป้าแจ้งเดินมาพูดเสริมอีกผิดกับลุงแดงที่ได้แต่ยิ้มทั้งวัน กันได้แต่อมยิ้มแล้วเดินตรงไปที่เกวียน กันก็แค่รู้สึกว่าบางครั้งเธอก็ดูเข้มแข็งบางครั้งก็ดูบอบบางน่าทะนุถนอมแค่นั้นเอง

    ‘เอากันเข้าไป ก็คนมันเดินไม่ด้าย จะแซวกันไปถึงหนาย’

    กลับมาถึงบ้านตอนเย็นหลังจากกินข้าวแม่อวนเลือกเฉพาะปลาตัวใหญ่เอาไว้ตัวไหนที่ตายแล้วแต่ยังสดอยู่ก็ขอดเกล็ดผ่าหลังแล้วก็หมักเกลือไว้ปิ้ง หรือนึ่งเพราะที่บ้านไม่มีตู้เย็น ส่วนตัวไหนที่ยังไม่ตายแม่อวนก็ขังไว้ บ้างก็ย่างไว้ตำน้ำพริก ส่วนตัวเล็กที่เหลือก็ขอดเกล็ดทำปลาร้า

    เอมอรนั่งดูแม่อวนทำปลาร้าหลังจากกินยาแก้ปวดเข้าไปแล้วอาการปวดเท้าก็ดีขึ้น เธอเอาน้ำมันมะพร้าวทาด้วยเพราะเธอสังเกตว่าน้ำมันมะพร้าวช่วยสมานแผลได้ดีและทาแล้วไม่ทำให้แสบแผล ตอนนี้ยายแพงเข้านอนห่มผ้าไปแล้ว งานของยายแพงถ้าหมดจากไร่นาแล้วก็จะเป็๲ทอหูกทอเสื่อ ไม่เคยทำตัวเองให้ว่างสักที

    “คือบ่อไปนอน มานั่งหยังอยู่นี่ บ่อหนาวติ” (ทำไมไม่ไปนอน มานั่งอยู่นี่ไม่หนาวเหรอ)

    “หนาว แต่อยากดูแม่ทำปลาร้า”

    “ตะกี้กูบ่อเห็นมึงมาเบิ่งจักเทือ แต่ว่ากะดีแล้วล่ะ ไปเป็๞ลูกใภ้เพิ่นฮังสิให้เฮ็ดปลาแดกหลาย เพิ่นได้ปลาบ่แมนปีละร้อยโลพุ่นเบาะ” (แต่ก่อนกูไม่เคยเห็นมึงมาดูสักครั้ง แต่ว่าก็ดีแล้วแหละ ไปเป็๞ลูกสะใภ้เขายิ่งจะให้ทำปลาร้าเยอะ เขาได้ปลาไม่ใช่ปีละร้อยกิโลกรัมนู่นมั้ง)

    “โห! แล้วจะทำไหวเหรอแม่”

    “บ่อไหวกะต้องไหว ปลาได้มาบ่อเซาบ่อแมนได้มาเทือเดียว มึงกะหัดเบิ่งไว้จั่งสิบ่อได้ไปเฮ็ดปลาแดกเพิ่นเน่า” (ไม่ไหวก็ต้องไหว ปลาได้มาเรื่อยๆ ไม่ใช่ได้มาครั้งเดียว มึงก็หัดดูไว้จะได้ไม่ไปทำปลาร้าเขาเน่า)

    ‘กรรม…ทำปลาร้าแล้วมีเน่าด้วยเหรอวะ’

    “ถ้าหนูทำเน่าล่ะแม่” เอมอรทำหน้าทะเล้นถามแม่ต่อ ตาก็มองแม่เอาเกลือใส่ปลาแล้วก็เอามือคน

    “มึงกะสิถืกพ่อใหญ่ศิลาด่าเช้าด่าแลง คิดพ้อยามได๋กะสิด่ายามนั้น เว้าตะคำเก่าบ่อลืมเป็๲จักเทือ” (มึงก็จะโดนพ่อใหญ่ศิลาด่าเช้าด่าเย็น คิดได้ตอนไหนก็จะด่าตอนนั้น พูดแต่คำเดิมไม่ลืมสักที)

    แม่อวนบอกลูกสาวเหมือนเป็๞เ๹ื่๪๫ปกติ แต่คนฟังเริ่มใจคอไม่ดี

    “แล้วถ้าแม่รู้ว่าพ่อใหญ่ศิลาด่าเก่งแล้วแม่จะให้หนูแต่งงานกับลูกชายเขาทำไม” เอมอรขมวดคิ้วถามแม่

    “มูลเพิ่นหลาย แล้วเพิ่นกะมักมึงพร้อม กูว่าบักกันกะเป็๞ตามักมึงอยู่เด้ล่ะ” (สมบัติแกเยอะ แล้วแกก็ชอบมึงด้วย กูว่าไอ้กันก็น่าจะชอบมึงอยู่นะ)

    ‘จบ! เหตุผลคือพ่อใหญ่ศิลารวย’

    “แม่รู้ได้ไง เขาบอกแม่งี้?”

    “มางี้มาง้าอิหยัง ไผสิมาบอก กูกะเบิ่งเอาตั้วกูมีตาอยู่แหม” (มางี้มาง้าอะไร ใครจะมาบอก กูก็ดูเอาสิกูมีตาอยูนี่นา) เอมอรได้ยินก็ถึงกับใจฟูคุยไปยิ้มไปเพราะเป็๲ครั้งแรกที่จะมีผู้ชายมาสนใจ แต่สักพักก็เริ่มรู้สึกห่อเหี่ยวลง

    ‘ถึงได้รักกันจริงวันนึงก็ต้องจากกันอยู่ดีเปล่าว้า’

    “แล้วพ่อไปไหนอะ”

    “อยู่ใต้ล่าง บ่อเห็นตินั่งผิงไฟอยู่กับบักควรอยู่นั่น” (อยู่ข้างล่าง ไม่เห็นหรือไงนั่งผิงไฟอยู่กับไอ้ควรนั่น)

    “ขอวิธีทำปลาร้าคร่าวๆ หน่อยสิแม่” เอมอรคิดว่าปฏิบัติไม่ได้ขอทฤษฎีไว้ก่อนก็ยังดี แม่อวนกำลังจะอ้าปากพูด

    “เดี๋ยวๆ แม่มีสมุดกกับปากกามั้ยอ่า” เอมอรโบกมือห้ามแม่พัลวัน

    “มี แต่ว่าเก่าแล้ว ปากกาบ่อมีมีแต่ดินสอ” แม่อวนลุกขึ้นล้างมือแล้วไปหยิบให้ลูกสาว

    “คือมายากมาแค้นแท้น้อ เอ้าเอาไปสิจดเฮ็ดหยัง” (ทำไมทำให้มันยากเย็นขนาดนี้ เอ้าเอาไปจะจดทำไม)

    “ขอบคุณค่ะ” เอมอรยกมือไหว้แล้วยิ้มให้แม่ แม่อวนส่งสมุดปกสีน้ำตาลล้วนให้เธอแล้วก็เริ่มบอกขั้นตอน เนื้อกระดาษด้านในเป็๲สีเหลืองอ่อนไม่ใช่ขาวสะอาดเหมือนทุกวันนี้ บวกกับใช้ดินสอความเข้มแค่ระดับHB ทำให้เขียนแล้วมองดูไม่ค่อยชัดเท่าไหร่

    “กะขูดเกล็ดเอาขี้มันออก ล้างน้ำให้สะอาดหลายๆ น้ำแล้วกะใส่เกลือ ปลาห้าถ้วยต่อเกลือถ้วยนึงคนให้มันเข้ากันแล้วกะใส่กะละมังไว้จักอาทิตย์นึงจั่งไปหาฮำมาใส่ จั่งเอาใส่ไว้ในไห ส่ำนี่กะแล้วเอาไว้จักปีนึงจั่งกิน” (ก็ขอดเกล็ดเอาขี้มันออก ล้างน้ำให้สะอาดหลายๆ น้ำแล้วก็ใส่เกลือ ปลาห้าถ้วยต่อเกลือหนึ่งถ้วยคนให้เข้ากันแล้วก็ใส่กะละมังไว้สักหนึ่งอาทิตย์แล้วค่อยเอารำมาใส่ จากนั้นค่อยเอาไปใส่ไว้ในไห แค่นี้ก็เสร็จแล้ว เอาไว้สักหนึ่งปีค่อยกิน)

    ‘ฟังดูเหมือนง่ายเนอะ’

    “แล้วทำไมต้องใส่รำ?”

    “แต่งสีแต่งกลิ่นกับเฮ็ดให้มันข้น” (แต่งสีแต่งกลิ่นและวก็ทำให้มันข้น)

    “ไปนอนไปอย่ามาเว้าดู๋ มื้ออื่นสิตื่นสวย” (ไปนอนอย่ามาพูดมาก พรุ่งนี้จะตื่นสาย)

    ‘จะตื่นสายได้ยังง้าย นาฬิกาปลุกมีเป็๲ร้อย ไม่รู้เสียงขันมาจากบ้านไหนบ้าง ยังกะฟาร์มไก่ชน’

    เอมอรเข้าไปในห้องแล้วเอามือนอนก่ายหน้าผาก วันนี้กันไม่ได้มาหาเธอเอมอรรู้สึกเหงาปากยังไงชอบกล เมื่อตอนเย็นเขาบอกกับเธอว่าวันนี้เขาต้องไปขนข้าวที่นาโคกมาขึ้นยุ้งฉางในตอนกลางคืน

    ‘ทำงานแม้กระทั่งเวลากลางคืน ถ้ามีไลน์ก็คงจะดีจะได้ทักไปหาได้ ‘

    มาอยู่ที่นี่จะเดินไปไหนมาไหนก็ลำบาก ถ้าไปตอนกลางคืนก็คงต้องใช้กระบองจุดไฟที่ทำจากยางไม้ คนเข้านอนกันเร็วมากสองทุ่มก็เงียบสงัดยังกะเที่ยงคืน เอมอรนอนไม่หลับจึงหยิบสมุดขึ้นมาเขียนเ๹ื่๪๫ราวของตัวเอง ลงไปในนั้นเพื่อปลดปล่อยความอึดอัดออกมาบ้าง