พอทุกคนขึ้นจากน้ำก็มารุมกันที่กองไฟ เพราะความหนาวทำให้ปากเขียวปากม่วงกันไปหมด ทุกคนนำผ้าขาวม้าของตัวเองมาพันรอบกายแล้วนั่งผิงไฟรอกินข้าวเที่ยงด้วยกัน ่หน้าหนาวปลาจะมันมากทำให้ย่างไปไฟก็ลุกขึ้นมาไหม้ปลา กว่าจะย่างเสร็จคนย่างก็ต้องทะเลาะกับควันไฟไปตั้งเท่าไหร่
เมื่ออาหารพร้อมทุกอย่าง มีส้มตำที่ตำใส่มะกอกป่าซึ่งเอมอรเคยกินตอนอยู่บ้านกับพ่อที่อยุธยา ตอนนี้มันก็ดูน่ากินมาก ปลาย่างก็หอมน่ากิน ส้มตำตักใส่ใบตองที่แม่อวนตัดมาพร้อมกับวางปลาย่างไว้ข้างๆ แต่อีกอย่างเธอพึ่งเคยเห็นมันคือแกงปลาใส่สะเดาดินทุกคนบอกมันมีรสขมแต่อร่อยมาก ปลาที่แกงจะเป็ปลาแขยง ปลาก่าหรือปลาหมอช้างเหยียบและปลาขี้เฮี่ยหรือปลากดหิน ปลากดหินหน้าตามันประหลาดสุดเป็ปลาที่ไม่มีเกล็ดลักษณะคล้ายปลาแขยงแต่ตัวมันสีดำและมีลายสีเหลืองพาดผ่าน
“พี่นางซิมเบิ่งแหมะ แซบคักเดี๋ยวเ้าสิติดใจ” (พี่สะใภ้ชิมดูสิ อร่อยมากเดี๋ยวคุณจะติดใจ)
ศรน้องชายคนที่สี่ของกันบอกกับว่าที่พี่สะใภ้ กันตักปลาก่ามาให้เธอลักษณะมันเหมือนปลาหมอแต่ลำตัวกว้างกว่า เอมอรจึงลองกินไปทีละอย่าง สุดท้ายเลยลองซดน้ำแกงปลา รสชาติขมกลมกล่อมบวกกับความมันของปลาเธอรู้สึกว่ามันอร่อยเหมือนที่ทุกคนบอกจริงๆ แต่ถ้าคนไม่ชอบรสขมก็คงคิดว่ามันไม่อร่อย
จากที่เอมอรคิดว่าวันนี้จะกินข้าวไม่อร่อยแต่พอได้ลองชิม รสชาติอาหารทุกอย่างมันดูเข้ากันไปหมด ส้มตำที่ใส่มะกอกป่าทำให้ได้รสเปรี้ยวอมหวานชุ่มคอแล้วกินกับปลาย่างรสหวานนุ่มจากปลาสดๆ มันทำให้รู้สึกฟินจนลืมความปวดของแผลไปชั่วขณะ ไหนจะปลาก่าหอมมันที่กันเอามาให้อีก เล่นเอาเธอกินเพลินจนอิ่มแปล้ไปเลย ตลอดเวลาพ่ออาคมคอยสังเกตลูกสาวกับว่าที่ลูกเขยอยู่บ่อยครั้ง
กินข้าวเสร็จทุกคนนั่งคุยกันสักพัก
“ทิดมึงมียาสูบบ่อ ยาสูบกูอยู่ล้อพุ่นน่ะ” (ทิดมึงมียาสูบมั้ย ยาสูบกูลืมไว้ที่เกวียนนู่นแน่ะ) พ่ออาคมลืมยาสูบไว้ที่เกวียนซึ่งเดินไปอีกค่อนไกลกว่าจะถึง
“อยู่ในถุงซ่งลูกพุ่นพ่อ” (อยู่ในกระเป๋ากางเกงลูกนู่นพ่อ) พูดจบกันก็ลุกเดินไปที่กางเกงขายาวที่ตัวเองผึ่งไว้แล้วล้วงเอาถุงพลาสติกที่มียาเส้นและใบตองแห้งออกมาแล้วยื่นให้ว่าที่พ่อตา
หลังจากทุกคนลงไปหาปลาต่อ กันพาเอมอรขี่หลังเดินขึ้นมาบนโคนต้นไม้ริมฝั่ง จากนั้นปูผ้าขาวม้าลงบนพื้นให้เธอ
“นอนถ่าอยู่นี่ล่ะ เอาหมวกปิดหน้าไว้ แสงจั่งสิบ่อเข้าตา” (นอนรออยู่ตรงนี้แหละ เอาหมวกปิดหน้าไว้แสงจะได้ไม่แยงตา)
“ขอบคุณค่ะ” เอมอรพูดออกมาด้วยความซาบซึ้ง
“บ่อต้องเว้าขอบคุณกับข่อยอีก เข้าใจบ่อ” (ไม่ต้องพูดขอบคุณกับผมอีก เข้าใจมั้ย) กันบอกเอมอรแววตาอ่อนโยน
“ทำไม?” เอมอรชักสีหน้าถามอีกฝ่าย
“จักหน่อยข่อยกะสิเป็ผัวเ้าแล้ว สิมาขอบคุณเฮ็ดหยัง” (อีกหน่อยผมก็จะเป็สามีคุณแล้ว จะมาขอบคุณทำไม) พูดจบกันก็ลุกเดินไปโดยไม่รู้เลยว่าคนที่ฟังอยู่หน้าเห่อแดงเพราะความอายมากแค่ไหน
‘บ้า! ผัวเมียเลยเหรอ ก็นั่งม้วนคนเดียวไปสิ’
ตกเย็นได้ปลามาเยอะมากทุกคนแบ่งปลากันไปทำกินที่บ้าน เท้าเอมอรอาการดีขึ้นมากแล้วแต่ก็ยังเดินลำบาก ถ้าเดินมากแผลก็ปริ
“มา ขึ้นหลัง” กันนั่งลงแล้วบอกเอมอรให้ขี่หลังโดยไม่มองสายตาใครอีกหลายคนที่จ้องมาที่ชายหนุ่ม เอมอรจึงทำตามเพราะเธอพยายามเดินแล้วมันทิ้งน้ำหนักลงฝ่าเท้าไม่ได้จริงๆ
พอน้องชายเห็นก็เกิดอาการหมั่นไส้พี่สาว
“ทีนั้นล่ะเฮ็ดหน้าเศร้า บ่ออยากแต่งๆ บัดทีนี่ล่ะบ่อลงจากหลังเขาจักเทือ หืย...” (ทีนั้นล่ะทำหน้าเศร้า ไม่อยากแต่งๆ ทีนี้ล่ะไม่อยากลงจากหลังเขาสักครั้ง ชิ)
สมควรไม่พูดเปล่าทำท่าทางปากบิดปากเบี้ยวด้วยจนเอมอรอยากเข้าไปหยิกสักหมับ
“อีหล้าคือสำออยแท้ ฮึ” (อีหนูทำไมสำออยจัง ฮึ)
ป้าแจ้งเดินมาพูดเสริมอีกผิดกับลุงแดงที่ได้แต่ยิ้มทั้งวัน กันได้แต่อมยิ้มแล้วเดินตรงไปที่เกวียน กันก็แค่รู้สึกว่าบางครั้งเธอก็ดูเข้มแข็งบางครั้งก็ดูบอบบางน่าทะนุถนอมแค่นั้นเอง
‘เอากันเข้าไป ก็คนมันเดินไม่ด้าย จะแซวกันไปถึงหนาย’
กลับมาถึงบ้านตอนเย็นหลังจากกินข้าวแม่อวนเลือกเฉพาะปลาตัวใหญ่เอาไว้ตัวไหนที่ตายแล้วแต่ยังสดอยู่ก็ขอดเกล็ดผ่าหลังแล้วก็หมักเกลือไว้ปิ้ง หรือนึ่งเพราะที่บ้านไม่มีตู้เย็น ส่วนตัวไหนที่ยังไม่ตายแม่อวนก็ขังไว้ บ้างก็ย่างไว้ตำน้ำพริก ส่วนตัวเล็กที่เหลือก็ขอดเกล็ดทำปลาร้า
เอมอรนั่งดูแม่อวนทำปลาร้าหลังจากกินยาแก้ปวดเข้าไปแล้วอาการปวดเท้าก็ดีขึ้น เธอเอาน้ำมันมะพร้าวทาด้วยเพราะเธอสังเกตว่าน้ำมันมะพร้าวช่วยสมานแผลได้ดีและทาแล้วไม่ทำให้แสบแผล ตอนนี้ยายแพงเข้านอนห่มผ้าไปแล้ว งานของยายแพงถ้าหมดจากไร่นาแล้วก็จะเป็ทอหูกทอเสื่อ ไม่เคยทำตัวเองให้ว่างสักที
“คือบ่อไปนอน มานั่งหยังอยู่นี่ บ่อหนาวติ” (ทำไมไม่ไปนอน มานั่งอยู่นี่ไม่หนาวเหรอ)
“หนาว แต่อยากดูแม่ทำปลาร้า”
“ตะกี้กูบ่อเห็นมึงมาเบิ่งจักเทือ แต่ว่ากะดีแล้วล่ะ ไปเป็ลูกใภ้เพิ่นฮังสิให้เฮ็ดปลาแดกหลาย เพิ่นได้ปลาบ่แมนปีละร้อยโลพุ่นเบาะ” (แต่ก่อนกูไม่เคยเห็นมึงมาดูสักครั้ง แต่ว่าก็ดีแล้วแหละ ไปเป็ลูกสะใภ้เขายิ่งจะให้ทำปลาร้าเยอะ เขาได้ปลาไม่ใช่ปีละร้อยกิโลกรัมนู่นมั้ง)
“โห! แล้วจะทำไหวเหรอแม่”
“บ่อไหวกะต้องไหว ปลาได้มาบ่อเซาบ่อแมนได้มาเทือเดียว มึงกะหัดเบิ่งไว้จั่งสิบ่อได้ไปเฮ็ดปลาแดกเพิ่นเน่า” (ไม่ไหวก็ต้องไหว ปลาได้มาเรื่อยๆ ไม่ใช่ได้มาครั้งเดียว มึงก็หัดดูไว้จะได้ไม่ไปทำปลาร้าเขาเน่า)
‘กรรม…ทำปลาร้าแล้วมีเน่าด้วยเหรอวะ’
“ถ้าหนูทำเน่าล่ะแม่” เอมอรทำหน้าทะเล้นถามแม่ต่อ ตาก็มองแม่เอาเกลือใส่ปลาแล้วก็เอามือคน
“มึงกะสิถืกพ่อใหญ่ศิลาด่าเช้าด่าแลง คิดพ้อยามได๋กะสิด่ายามนั้น เว้าตะคำเก่าบ่อลืมเป็จักเทือ” (มึงก็จะโดนพ่อใหญ่ศิลาด่าเช้าด่าเย็น คิดได้ตอนไหนก็จะด่าตอนนั้น พูดแต่คำเดิมไม่ลืมสักที)
แม่อวนบอกลูกสาวเหมือนเป็เื่ปกติ แต่คนฟังเริ่มใจคอไม่ดี
“แล้วถ้าแม่รู้ว่าพ่อใหญ่ศิลาด่าเก่งแล้วแม่จะให้หนูแต่งงานกับลูกชายเขาทำไม” เอมอรขมวดคิ้วถามแม่
“มูลเพิ่นหลาย แล้วเพิ่นกะมักมึงพร้อม กูว่าบักกันกะเป็ตามักมึงอยู่เด้ล่ะ” (สมบัติแกเยอะ แล้วแกก็ชอบมึงด้วย กูว่าไอ้กันก็น่าจะชอบมึงอยู่นะ)
‘จบ! เหตุผลคือพ่อใหญ่ศิลารวย’
“แม่รู้ได้ไง เขาบอกแม่งี้?”
“มางี้มาง้าอิหยัง ไผสิมาบอก กูกะเบิ่งเอาตั้วกูมีตาอยู่แหม” (มางี้มาง้าอะไร ใครจะมาบอก กูก็ดูเอาสิกูมีตาอยูนี่นา) เอมอรได้ยินก็ถึงกับใจฟูคุยไปยิ้มไปเพราะเป็ครั้งแรกที่จะมีผู้ชายมาสนใจ แต่สักพักก็เริ่มรู้สึกห่อเหี่ยวลง
‘ถึงได้รักกันจริงวันนึงก็ต้องจากกันอยู่ดีเปล่าว้า’
“แล้วพ่อไปไหนอะ”
“อยู่ใต้ล่าง บ่อเห็นตินั่งผิงไฟอยู่กับบักควรอยู่นั่น” (อยู่ข้างล่าง ไม่เห็นหรือไงนั่งผิงไฟอยู่กับไอ้ควรนั่น)
“ขอวิธีทำปลาร้าคร่าวๆ หน่อยสิแม่” เอมอรคิดว่าปฏิบัติไม่ได้ขอทฤษฎีไว้ก่อนก็ยังดี แม่อวนกำลังจะอ้าปากพูด
“เดี๋ยวๆ แม่มีสมุดกกับปากกามั้ยอ่า” เอมอรโบกมือห้ามแม่พัลวัน
“มี แต่ว่าเก่าแล้ว ปากกาบ่อมีมีแต่ดินสอ” แม่อวนลุกขึ้นล้างมือแล้วไปหยิบให้ลูกสาว
“คือมายากมาแค้นแท้น้อ เอ้าเอาไปสิจดเฮ็ดหยัง” (ทำไมทำให้มันยากเย็นขนาดนี้ เอ้าเอาไปจะจดทำไม)
“ขอบคุณค่ะ” เอมอรยกมือไหว้แล้วยิ้มให้แม่ แม่อวนส่งสมุดปกสีน้ำตาลล้วนให้เธอแล้วก็เริ่มบอกขั้นตอน เนื้อกระดาษด้านในเป็สีเหลืองอ่อนไม่ใช่ขาวสะอาดเหมือนทุกวันนี้ บวกกับใช้ดินสอความเข้มแค่ระดับHB ทำให้เขียนแล้วมองดูไม่ค่อยชัดเท่าไหร่
“กะขูดเกล็ดเอาขี้มันออก ล้างน้ำให้สะอาดหลายๆ น้ำแล้วกะใส่เกลือ ปลาห้าถ้วยต่อเกลือถ้วยนึงคนให้มันเข้ากันแล้วกะใส่กะละมังไว้จักอาทิตย์นึงจั่งไปหาฮำมาใส่ จั่งเอาใส่ไว้ในไห ส่ำนี่กะแล้วเอาไว้จักปีนึงจั่งกิน” (ก็ขอดเกล็ดเอาขี้มันออก ล้างน้ำให้สะอาดหลายๆ น้ำแล้วก็ใส่เกลือ ปลาห้าถ้วยต่อเกลือหนึ่งถ้วยคนให้เข้ากันแล้วก็ใส่กะละมังไว้สักหนึ่งอาทิตย์แล้วค่อยเอารำมาใส่ จากนั้นค่อยเอาไปใส่ไว้ในไห แค่นี้ก็เสร็จแล้ว เอาไว้สักหนึ่งปีค่อยกิน)
‘ฟังดูเหมือนง่ายเนอะ’
“แล้วทำไมต้องใส่รำ?”
“แต่งสีแต่งกลิ่นกับเฮ็ดให้มันข้น” (แต่งสีแต่งกลิ่นและวก็ทำให้มันข้น)
“ไปนอนไปอย่ามาเว้าดู๋ มื้ออื่นสิตื่นสวย” (ไปนอนอย่ามาพูดมาก พรุ่งนี้จะตื่นสาย)
‘จะตื่นสายได้ยังง้าย นาฬิกาปลุกมีเป็ร้อย ไม่รู้เสียงขันมาจากบ้านไหนบ้าง ยังกะฟาร์มไก่ชน’
เอมอรเข้าไปในห้องแล้วเอามือนอนก่ายหน้าผาก วันนี้กันไม่ได้มาหาเธอเอมอรรู้สึกเหงาปากยังไงชอบกล เมื่อตอนเย็นเขาบอกกับเธอว่าวันนี้เขาต้องไปขนข้าวที่นาโคกมาขึ้นยุ้งฉางในตอนกลางคืน
‘ทำงานแม้กระทั่งเวลากลางคืน ถ้ามีไลน์ก็คงจะดีจะได้ทักไปหาได้ ‘
มาอยู่ที่นี่จะเดินไปไหนมาไหนก็ลำบาก ถ้าไปตอนกลางคืนก็คงต้องใช้กระบองจุดไฟที่ทำจากยางไม้ คนเข้านอนกันเร็วมากสองทุ่มก็เงียบสงัดยังกะเที่ยงคืน เอมอรนอนไม่หลับจึงหยิบสมุดขึ้นมาเขียนเื่ราวของตัวเอง ลงไปในนั้นเพื่อปลดปล่อยความอึดอัดออกมาบ้าง