มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 135 ผจญกับดัก

    บทที่135ผจญกับดัก


            บนบัลลังก์มังกรที่ตั้งตระหง่านแลโอ่อ่าน่าเกรงขามเว่ยซวงเฟย จักรพรรดิผู้ปกครองแคว้นกำลังนั่งฟังรายงานจากเหล่าขุนนางอย่างสบายอุราร่างในอาภรณ์แดงลวดลายมังกรทองดูผ่อนคลายมากกว่าช่วงที่ผ่านมามากนัก ตอนนี้มันถอนรากถอนโคนตัวตนที่เปรียบดั่งรากแก้วของฝ่ายตรงข้ามได้แล้วรากฝอยที่ไร้ซึ่งรากแก้วล้วนเหี่ยวเฉาหรือไม่ก็เลื้อยหาไม้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยธาตุอาการแลแผ่กิ่งก้านขจรขจายไปไกลแทนเช่นนั้นเรื่องข่าวลือที่ว่ามีสายเลือดสุดท้ายขององค์จักรพรรดิพระองค์ก่อนดำรงอยู่จึงมินับเป็นภัยคุกคามของมันอีกต่อไปแล้ว

             

            ตัวคนเดียวหรือจะสู้กองกำลังได้

             

            ไม่เพียงแต่เรื่องนี้ที่ทำให้มันพึงพอใจอย่างหาที่สุดมิได้ในช่วงที่ผ่านมามันยังสามารถจัดเก็บทรัพย์สินและของมีค่าต่างๆ จากอาณาประชาราษฎร์ได้อย่างมหาศาลชนิดที่ว่าแม้ต้องจ่ายเป็นเครื่องบรรณาการแก่นิกายเทวะวจนะทุกปี พวกมันก็ยังมีให้ใช้อย่างเหลือเฟือ

             

            “พวกเจ้าทำได้ดีมากข้าจะตอบแทนรางวัลในความภักดีอย่างสาสม”

             

            เสียงเหล่าขุนนางขานรับ

            “ขอบพระทัยฝ่าบาท"

             

            เว่ยซวงเฟยคล้ายคิดได้จึงตรัสว่า

            “อ้อ อย่าลืมแต่งตั้งชั่งกวนดำรงตำแหน่งเสนาบดีแทนเสนาบดีกรมสรรพวุธที่ว่างไปด้วยล่ะ"

             

            ชั่งกวนเป็นขุนนางคัดอักษรของกรมสรรพวุธมีหน้าที่ที่มิโดดเด่นอันใด วันๆ เพียงทำรายงานเรื่องอาวุธ เบิกจ่ายยุทโธปกรณ์ และคัดข้อมูลบันทึกทุกตัวอักษรให้แก่กรมการแห่งนี้เท่านั้นทั้งยังเป็นผู้ติดตามคนสนิทของเสนาบดีกรมสรรพวุธคนก่อน ด้วยความดีความชอบของมัน ทำให้มันก้าวกระโดดสู่ขั้นสูงสุดของกรมสรรพวุธอย่างทันตา

             

            “ขอบพระทัยฝ่าบาท"

             

            “ขอเพียงพวกเจ้าภักดีต่อข้าแน่นอนว่าจะพบแต่เรื่องประเสริฐ…”

            หยุดเล็กน้อยก่อนที่มันจะหวนนึกถึงเรื่องราวในช่วงไม่กี่วันผ่านมาที่เกิดขึ้นในแผ่นดินใหญ่ฝั่งตะวันตกนี้

             

            “แต่มีเรื่องหนึ่งที่เราค่อนข้างไม่สบาย”

             

            เหล่าขุนนางเงียบฟังเว่ยซวงเฟยก็ตรัสออกมาอย่างต่อเนื่อง

            “ที่แผ่นดินแคว้นเว่ยเรายังมีหนึ่งพรรคใหญ่ที่เป็นเงาของนิกายเทวะวจนะเมื่อก่อนพวกมันเป็นดั่งสุนัขรับใช้ พอมาตอนนี้มียอดฝีมือหน้าใหม่ขึ้นมาแย่งชิงอำนาจและควบคุมพรรคใหญ่ในแดนตะวันตกไว้ได้ไม่รู้ท่าทีมันจะเป็นเช่นไร มันจะยังดำรงตนดั่งน้ำคนละบ่อกับพวกเราหรือไม่"

             

            มหาเสนาบดีกรมวังผู้เป็นเสนาบดีฝ่ายขวาที่จงรักภักดีและเป็นผู้ที่จักรพรรดิองค์ใหม่ไว้ใจที่สุดก็พลันกล่าวขึ้น

            “ทูลฝ่าบาทแม้มันจะควบรวมเป็นหนึ่งแต่หากกล่าวถึงฐานะก็ยังอยู่ในร่มเงาของนิกายเทวะวจนะเดียวกันพระองค์ก็มีคนจากนิกายเทวะวจนะหนุนหลัง พวกมันคงมิคิดตอแยให้เกิดปัญหา… แต่ในทางกลับกัน หากพวกเราผูกมิตรกับพวกมันก็จะนับเป็นการประเสริฐ มียุทธภพคอยหนุนหลังอีกแรงการปกครองของพวกเราจะยิ่งเข้มแข็งไร้ผู้ใดมาแย่งชิง"

             

            “ท่านกล่าวได้ต้องใจเรานักทรัพย์สินมหาศาลที่เรามี เพียงเจียดไปเล็กน้อยหรือยังจะมัดใจคนมิได้"

             

            พอตรัสคำนี้ออกมามันก็ออกราชโองการให้เสนาบดีกรมคลังเป็นธุระ ส่งของมีค่าไม่มากไม่น้อยแต่ก็พอให้คนทั้งเมืองสุขสบายได้เป็นเดือนเพื่อส่งไปยังสำนักกระบี่ไร้เงานี่นับเป็นการแสดงความยินดีต่อแพทย์ไร้นามที่ควบรวมสามพรรคใหญ่แดนตะวันตกให้อยู่ในกำมือได้และนี่ก็นับเป็นการสร้างพันธมิตรอยู่กลายๆ

             

            ข่าวคราวการผูกมิตรระหว่างทางราชวงศ์แคว้นเว่ยกับสำนักกระบี่ไร้เงายิ่งบีบให้ทางองครักษ์ซ้ายขวาบังเกิดความตรึงเครียดถึงขีดสุดลำพังกองกำลังทางการก็ว่ารับมือได้อย่างลำบากแล้ว นี่ยังลากชาวยุทธภพมาเกี่ยวพันธ์อีกหนทางของพวกมันดูจะยิ่งริบหรี่เต็มที หรือจักต้องวางมือแล้วจริงๆ หรือจะมิอาจสานต่อความตั้งใจของจักรพรรดิพระองค์ก่อนได้

             

            เรื่องนี้ทำให้พวกมันคิดมิตกแล้วแต่พอเข้ามาภายในสถานที่เก็บตัวฝึกวิชาของเส้าเทียน พวกมันยิ่งบังเกิดความร้อนใจแลตรึงเครียดมากกว่า

             

            เส้าเทียนหายไป!

             

            “องค์ชาย"

             

            “รีบไปตามหาเร็ว”

             

            .

            .

            .

             

            เส้าเทียนเก็บตัวฝึกวิชาอย่างไรก็มิอาจทำให้ใจสงบแม้มันจะฝืนจิตสมาธิเพื่อปล่อยวางเรื่องราว ทว่าภาพของเด็กหญิงที่อยู่ร่วมกันมา ภาพของขุนนางผู้ภักดีคนนั้นที่ฝากบุตรีไว้กับพวกตนเหล่านี้ทำให้ใจของชายหนุ่มอดบังเกิดความร้อนลุ่มกระวนกระวายขึ้นมิได้ หากไม่ไปให้เห็นกับตายากที่มันจะสงบจิตใจได้เลยจริงๆ

             

            มันจึงลอบออกจากโถงคัมภีร์ที่พระบิดามันสร้างเอาไว้นี้มุ่งหน้าเดินทางออกนอกเมืองหลวงสู่เมืองเกือบเขตชายแดนเขาเถาหมิงซาน จวนขุนนางกรมสรรพวุธอยู่ที่นั่นในบรรดาขุนนางหากจะตั้งจวนแน่นอนว่าเมืองหลวงคือสถานที่อันประเสริฐที่สุด แต่อดีตเสนาบดีกรมสรรพวุธผู้นี้ถือเอางานราชการเป็นหลักความสะดวกสบายเป็นรอง มันจึงได้ตั้งจวนแถวเขตชายแดน เพราะด้วยตำแหน่งหน้าที่ของมันหากให้อยู่ใกล้เขตชายแดนมากเท่าไหร่หากมีอริราชศัตรูบุกเข้ามามิคาดฝัน มันจักได้สนับสนุนด้านสรรพวุธได้อย่างทันท่วงทีไม่จำเป็นต้องรอให้ม้าเร็วหรือนกพิราบสื่อสารเสียเวลาเดินทางไกลถึงเมืองหลวงเพื่อรอให้มันลงนามสั่งจ่ายอาวุธยุทโธปกรณ์

             

            การคิดการกระทำของมันนับเป็นการเสียสละความสะดวกสบายเพื่อบ้านเมืองมันจึงเป็นที่เคารพนับหน้าถือตาและเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิพระองค์ก่อน แต่เพราะมันเป็นคนเช่นนี้จึงไม่ต้องใจจักรพรรดิองค์ปัจจุบันเท่าใดนักและก็เพราะเป็นอย่างนี้มันถึงถูกจัดการได้อย่างง่ายดาย

             

            เส้าเทียนใช้เวลาหลายวันกว่าจะเดินทางถึงมันลุ่มร้อนใจจนแทบมิหยุดพักผ่อน ข้าวปลาอาหารก็กินเพียงนิดเดียวแทบนับจำนวนได้ มันจึงมีสีหน้าอิดโรยทั้งยังเหนื่อยหอบเป็นอย่างมากแต่พอมาเห็นสภาพจวนที่เหลือแต่เสาไม้ตอไหม้เกรียม ความเหนื่อยล้าก็แปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าเสียใจละคนคั่งแค้นใจขึ้นมาทันที

             

            จวนขุนนางที่เคยดูโอ่อ่าแลยิ่งใหญ่ในอดีตมีรอยยิ้มความจริงใจจากผู้คนมากมายปกคลุม บัดนี้มีสภาพมิต่างจากประตูทางเข้าสู่แดนปรโลกแม้แต่น้อยที่นี่ไม่รู้ว่ามีเลือดกี่หยดที่ไหลอาบ ไม่รู้ว่ามีน้ำตาแห่งการสิ้นหวังกี่สายที่หยาดไหลแต่สิ่งที่รู้และยืนยันได้จากส่วนลึกของจิตใจ นั่นคือพวกมันทุกผู้ล้วนแต่ได้รับความอยุติธรรมทั้งสิ้น!

             

            “เหตุใดคนดีๆจึงต้องเป็นเหยื่อให้แก่พลังอำนาจเสมอ!”

            เส้าเทียนกัดฟันกล่าวพร้อมหมัดที่ทุบลงยังผนังกำแพงที่เหลือจากการมอดไหม้แถวหนึ่งเสียงทึบหนักนำพาเสียงโครมของกำแพงที่พังทลายลง เช่นเดียวกับเสียงชิ้งของการชักกระบี่พร้อมกับเสียงของอากาศที่หวีดหวิวดังขึ้นทั่วบริเวณ

             

            ท่ามกลางสภาพการณ์ที่แปรเปลี่ยนเสียงหยาบกระด้างของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังก้องไปทั่วบริเวณ

            “ท่านแม่ทัพใหญ่สั่งไว้ผู้ใดเหยียบย่างสู่จวนขุนนางเลวผู้นี้ให้สังหารทิ้งอย่าละเว้น!”

             

            หลังวาจาที่ดังสะท้อนภาพของเหล่าทหารเกราะเทาหม่นนับยี่สิบนายก็กระโจนออกมาจากที่หลบซ่อน ในมือต่างเงื้อดาบใบหนาฟันลงอย่างพร้อมเพรียงทหารเหล่านี้ได้รับคำสั่งให้ซุ่มอยู่ที่นี่นานแล้ว มีการผลัดเปลี่ยนเวรกันตลอดเวลาเพราะแม่ทัพใหญ่ของพวกมันเชื่อว่า จักต้องมีหนอนบางตัวผุดขึ้นมาแน่ หรือหากโชคดีอาจมีสายเลือดมังกรตกยากโผล่ออกมาก็เป็นได้

             

            พวกมันรอมาหลายวันรอจนเบื่อหน่ายแลเหนื่อยล้าก็ยังไม่มีหนอนซักตัว ไม่มีสายเลือดมังกรตกยากให้เห็น พวกมันจึงคร้านที่จะรอแล้วทว่าในวันที่แสนเบื่อหน่ายเช่นนี้ กลับมีผู้ปรากฏมาจริงๆ

             

            ไม่รู้ว่าผู้มาเป็นหนอนหรือสายเลือดมังกรตกยากแต่หากมาแล้วมันจะต้องมิอาจกลับ!

             

            “ฆ่ามัน!”

             

            โดยมิถามถึงตัวตนขอแค่เป็นคนที่ไม่รู้จักพวกมันก็พร้อมจะสังหารทิ้ง

             

            ดาบกว่ายี่สิบเล่มบรรจงฟันที่ศีรษะของเส้าเทียนดาบนี้ฉับไวนัก หนักหน่วงยิ่ง ทั้งยังไร้ปราณี ทว่ามันกลับมิอาจบีบให้เส้าเทียนต้องย่นระย่อได้ด้วยความคลั่งแค้นของชายหนุ่ม หมัดที่ทุบผนังกำแผงเมื่อครู่จึงผนึกไว้ซึ่งพลังยุทธ์ตลอดเวลาอีกทั้งมันเป็นผู้มีวาสนาฟ้าประทาน แม้เป็นสายเลือดมังกรตกอับ แต่อย่างไรก็เป็นมังกรวาสนาแห่งมังกรของมันส่งเสริมที่จุดชีพจรมู่เสวีย (กึ่งกลางอก) ทำให้มันเป็นจอมยุทธ์ในมหาวิถีวจนะ ได้ศึกษาคัมภีร์มากมายในโถงคัมภีร์ที่บิดาทิ้งเอาไว้ได้รับการชี้แนะจากสององครักษ์ซ้ายขวาผู้มากประสบการณ์ ทั้งความสูญเสียก็พึ่งทำให้มันทะลวงระดับขั้นอีกหนึ่งระดับตอนนี้มันจึงเป็นจอมยุทธ์ในระดับ เหนือสามัญ ชั้นสูง หมัดนี้จึงเป็นหมัดที่น่ากลัวกว่าดาบผู้ที่ย่นระย่อจึงสมควรเป็นผู้ที่ถือดาบ!

             

            หมัดของเส้าเทียนผนึกพลังปาฏิหาริย์เห็นเป็นเงาพร่าพรายคล้ายหลังมังกร แวบเดียวก็กวาดม้วนเอาดาบนับสิบเล่มให้เบี่ยงวิถีส่วนอีกสิบเล่มกระเด็นกระดอนไปพร้อมกับร่างของผู้เป็นนาย

             

            ทหารสิบผู้ฟันพลาดแต่ทหารอีกสิบผู้ล้วนพลาดท่า!

             

            “จอมยุทธ์แห่งมหาวิถีวจนะ!”

             

            “ห้ามประมาท"

             

            เพียงเอ่ยคำว่าห้ามประมาททหารผู้หนึ่งก็ทะยานกายหลบหนีราวกับขาดเขลา ส่วนทหารอีกเก้านายกลับไม่มีทีท่าต่อว่าทหารผู้หนึ่งที่หลบหนีพวกมันกลับพร้อมใจลงมือเข้าใส่เส้าเทียนเป็นตาย ทำราวกับว่าต้องขัดขวางเพื่อส่งให้ทหารนายนั้นได้หลบหนีพ้น

             

            เส้าเทียนจึงประเมินแล้วว่านั่นมิใช่การหลบหนีแต่นั่นอาจเป็นการส่งข่าวสาร!

             

            เส้าเทียนจึงไม่คิดปล่อยโอกาสให้ทหารนายนั้นได้หลบหนีแท่งโลหะสีดำที่มันดึงมาจากดวงตาค่ายกลของห้องโถงคัมภีร์ที่บิดาทิ้งไว้ มันเลือกใช้เป็นอาวุธประจำกายแทนสรรพวุธมากมายที่อยู่ด้านในอาจเป็นเพราะความเหมาะมือหรืออย่างไรมันจึงพกเจ้าแท่งโลหะนี้อยู่ตลอด พอเจ้าแท่งโลหะสีดำโผล่พ้นออกมาพลังยุทธ์ก็ผนึกเป็นพลังปาฏิหาริย์ เงาร่างมังกรสีเหลืองจางปรากฏ มังกรนี้ยังมิใช่มังกรเต็มตัวแต่เป็นเพียงรูปโครงกระดูกมังกรที่ทอดยาวเท่านั้น ทว่าแม้เป็นพลังรูปกระดูก แม้เพียงอยู่ในระดับขั้นจอมยุทธ์เหนือสามัญสำหรับทหารที่เป็นเพียงจอมยุทธ์สามัญจึงยากจะต่อต้าน พลังรูปกระดูกมังกรที่ลอยฉวัดเฉียนออกจากแท่งโลหะสีดำจึงมิใช่ทหารธรรมดาพร้อมดาบเก้าเล่มจะหยุดยั้งพลังรูปกระดูกมังกรพุ่งทะลวงหวังติดตามทหารนายนั้นไป ด้วยระยะเพียงเท่านี้แน่นอนว่านายทหารผู้นั้นต้องมิอาจหลบลี้ทว่าทหารเก้านายสมเป็นชายชาติทหาร พวกมันไม่สนขีวิต เมื่อดาบมิอาจหยุดยั้งโครงกระดูกมังกรพวกมันจึงใช้ร่างของตนกระโดดรับพลังรูปโครงกระดูกมังกรนี้แทนเพื่อนทหารของตน

             

            พลังรูปโครงกระดูกมังกรทะลวงผ่านร่างทหารสามนายได้อย่างไม่ยากเย็นแต่พอปะทะไปเรื่อยๆ อานุภาพความรุนแรงก็ค่อยๆ ลดลง พอปะทะถูกร่างของทหารคนทึ่เก้า พลังรูปกระดูกมังกรก็ระเบิดออกแลสลายหายไปแล้ว

             

            ทหารสิบเก้านายล้วนแน่นิ่งแต่ยังมีหนึ่งทหารที่หลบรอดไปได้ เส้าเทียนคาดเดาได้ถึงภัยที่อาจตามมา มันมาที่นี่เพียงหวังมาดูข้อเท็จจริงกับตาแต่มิต้องการต่อสู้ในตอนนี้ ทว่าฝ่ายตรงข้ามกลับซุ่มกองกำลังดักรอมิถอนกลับ เช่นนั้นจึงบีบให้มันต้องสู้แม้แน่ชัดแล้วว่าภาพตรงหน้ายืนยันความเป็นจริงในสิ่งที่เกิด แม้ความคลั่งแค้นเดือดดาลจนอยากจะกระโจนเข้าสู่วังหลวงในตอนนี้แต่มันรู้ถึงขีดจำกัดของตัวเองพอ มันจึงกอบเอาเศษเถ้าดินดำที่เกิดจากการมอดไหม้ขึ้นมาหอบหนึ่งห่อเก็บใส่ผ้าหนังสัตว์อย่างดี นี่เปรียบเสมือนเถ้ากระดูกของผู้ที่เสียสละต่อมันทุกคนรวมถึงเป็นเถ้าของน้องสาวมันด้วย มันจะต้องนำทุกคนกลับไป

             

            เมื่อได้เถ้าถ่านมาชายหนุ่มก็ไม่ชักช้า มันมาจากทิศทางใดก็ย้อนคืนกลับในทิศทางนั้น ทหารที่หลบหนีว่าเร็วแล้วแต่เส้าเทียนที่หลบหนีนับว่าเร็วกว่า ทว่าฝ่ายตรงข้ามมิได้ซ่อนกำลังทหารไว้เพียงจุดเดียวเมื่อบังเกิดการต่อสู้ เมื่อยืนยันว่ามีฝ่ายตรงข้ามบุกรุก เมื่อทหารนายนั้นหลบหนีพ้นมันก็มุ่งไปที่จุดนัดหมาย จุดพลุไฟที่เตรียมไว้ส่งสัญญาณ เสียงกึกก้องจึงดังขึ้นทั่วทั้งเมืองเหล่ามือปราบและเหล่าทหารที่ประจำการจึงเคลื่อนไหว

             

            ไม่ว่าใครจะทำอะไรอยู่หากพลุสัญญาณนี้ดังมา พวกมันก็ต้องทิ้งการกระทำทุกอย่างไป

             

            เพราะพลุนี่เปรียบดั่งราชโองการขององค์จักรพรรดิ!