กลิ่นอับชื้นของหินเปียกน้ำปนเปกับกลิ่นสนิมเหล็กเข้มข้นคือสิ่งแรกที่รินจดจำได้ในยามที่ก้าวข้ามธรณีประตูมืดทมิฬของวิหารสภามืด
หลังจากถูกคนของสภามืดรุมล้อมจับตัวมาจากชายขอบป่าซิลเวน รินในวัยแปดขวบถูกปิดตาด้วยผ้าป่านหนาหยาบกร้าน สองมือถูกมัดด้วยเชือกป่านที่รัดแน่นจนข้อมือแดงช้ำ เธอถูกโยนขึ้นรถม้าเหล็กทึบที่ปิดสนิทไม่มีแม้แต่ช่องแสง เสียงล้อไม้หุ้มเหล็กบดขยี้ไปบนหินขรุขระยาวนานหลายวันหลายคืนจนเธอสูญเสียประสาทััเื่เวลาโดยสิ้นเชิง ในความมืดมิดอันยาวนานนั้น รินนั่งขดตัวสั่นเทาอยู่ตรงมุมรถม้าอันหนาวเหน็บ ท่ามกลางความตื่นตระหนกและาแพุพองจากกองเพลิงที่น้าชายเสียชีวิตซึ่งยังคงส่งกลิ่นไหม้ติดตัวเธออยู่ ความทรงจำของเสียงกรีดร้อง ความร้อนของไฟ และดวงตาเบิกโพลงของน้าชายในกองไฟคอยตามหลอกหลอนสะท้อนอยู่ในความเงียบงัน
เมื่อรถม้าหยุดลงและประตูเหล็กเปิดออกอย่างแรง ผ้าผูกตาถูกกระชากออกอย่างไม่ปราณี สิ่งที่ต้อนรับเธอไม่ใช่แสงตะวันอันอบอุ่น หรือทุ่งหญ้าเขียวขจี แต่เป็ความมืดมิดอันกว้างใหญ่ของป้อมปราการหินออบซิเดียนขนาดั์ที่ฝังตัวอยู่ใต้พิภพอันเหน็บหนาว แสงสว่างเดียวที่มีในโถงทางเดินกว้างคือแสงไฟวูบวาบสีน้ำเงินแกมม่วงจากตะเกียงน้ำมันมนตราที่แขวนเรียงรายไปตามผนังถ้ำหินโค้งทึมเทา เงาร่างของผู้คุมในชุดเกราะเหล็กสีดำสนิทเดินตรวจตราอย่างเงียบเชียบดุจภูตผี ไร้เสียงพูดคุย ไร้เสียงหัวเราะ มีเพียงเสียงลมหายใจแหบพร่าและเสียงโซ่ตรวนที่ลากครูดไปกับพื้นหินเย็นเยียบดังก้องสะท้อนไปมาตามซอกหินอับชื้น
รินถูกผลักให้ก้าวไปข้างหน้าตามทางเดินหินสลักลายโบราณที่ลาดชันดิ่งลงสู่ก้นบึ้ง เท้าเปล่าของเธอััได้ถึงความเย็นเยียบของพื้นศิลาที่เย็นจัดจนกัดกระดูก ความเ็ปจากแผลแตกที่ฝ่าเท้าขัดสีกับพื้นหินขรุขระจนทิ้งรอยเืจาง ๆ เป็ทางยาว จนกระทั่งมาถึงห้องโถงกว้างที่ดูเหมือนคุกใต้ดินลานกว้างขนาดมหึมา รอบตัวเธอคือเด็กกำพร้าและเด็กที่ถูกลักพาตัวมาอีกราวสามสิบคนที่มีอายุใกล้เคียงกัน ทุกคนมีเนื้อตัวมอมแมม ใบหน้าซีดเซียว และแววตาหม่นแสงจนดูเหมือนซากศพที่เดินได้ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งข้าง ๆ รินกอดเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นเงียบ ๆ ร่างสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก ขณะที่เด็กผู้ชายอีกคนนั่งเบิกตากว้างนิ่งสนิทราวกับจิติญญาได้หลุดลอยไปั้แ่ถูกพรากมาจากครอบครัวแล้ว
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและมั่นคงดังก้องมาจากทางเดินหินระเบียงสูง้า ดึงดูดสายตาหวาดระแวงและหวาดกลัวของเด็ก ๆ ให้หันไปมองทันที
ร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนก้าวเข้ามาในลานกว้าง เขาแต่งกายด้วยชุดคลุมยาวสีดำขลิบเงินทับเกราะอกเหล็กออบซิเดียนสีดำสนิทที่สะท้อนแสงไฟมนตราสีม่วงเป็ประกายะเื ใบหน้าของเขาคมคายทว่าเ็าไร้ความรู้สึก แววตาสีดำสนิทดุจห้วงเหวไร้ก้นจ้องมองลงมายังกลุ่มเด็ก ๆ ด้วยสายตาประเมินค่า ราวกับพวกเธอไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่เป็เพียงก้อนดินเหนียวหรือวัตถุดิบไร้ราคาที่รอการคัดเลือกเข้าไปในเตาหลอมเหล็ก
เขาคือ **มาสเตอร์ซีลอน** ผู้าุโสูงสุดและผู้ควบคุมค่ายฝึกแห่งสภามืด
"เงียบ"
น้ำเสียงของซีลอนนุ่มลึก ทว่ามีกระแสพลังงานบางอย่างที่กดทับให้บรรยากาศโดยรอบหนักอึ้งจนเด็ก ๆ แทบหายใจไม่ออก เสียงสะอื้นไห้ของเด็กหญิงข้าง ๆ รินชะงักลงทันควัน ความเงียบงันอันน่าอึดอัดเข้าครอบงำลานหินทันที ซีลอนเดินลงบันไดหินมาช้า ๆ พลางขยับนิ้วมือสวมแหวนอัญมณีสีดำสนิท ทันใดนั้น สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเด็กชายคนหนึ่งที่ยังคงสั่นเทาและส่งเสียงร้องไห้ออกมาด้วยความกลัวไม่ยอมหยุด
ซีลอนหยุดเดินตรงหน้าเด็กชายผู้น่าสงสารคนนั้น แววตาเ็าปราศจากความเมตตา เขาเอื้อมมือที่สวมถุงมือหนังสีดำแตะลงบนบ่าของเด็กชาย พลังเวทมนตร์อัญมณีดำปะทุออกเป็สายพลังงานสีม่วงเข้มคืบคลานเข้าสู่ร่างของเด็กคนนั้น เด็กชายเบิกตากว้าง อ้าปากค้างทว่าไม่มีเสียงกรีดร้องใด ๆ เล็ดลอดออกมา ร่างกายของเขาค่อย ๆ ถอนสีเืจนซีดขาวราวกับกระดาษ พลังชีวิตและมนตราแฝงเร้นถูกพลังของซีลอนดูดซับเข้าไปจนหมดสิ้นในชั่วพริบตา ก่อนที่เด็กคนนั้นจะทรุดฮวบลงบนพื้นศิลา กลายเป็เพียงร่างที่แน่นิ่ง ไร้ลมหายใจ และเย็นเฉียบดุจก้อนหิน
เด็ก ๆ โดยรอบพากันเบิกตากว้างด้วยความสยองขวัญสุดขีด บางคนพยายามจะกรีดร้องแต่ต้องรีบยกมืออุดปากตัวเองไว้จนตัวสั่นระริก
"นี่คือจุดจบของคนอ่อนแอ" ซีลอนเอ่ยขึ้นช้า ๆ น้ำเสียงราบเรียบปราศจากความเกลียดชังหรือสะทกสะท้าน ราวกับเพิ่งเหยียบเศษมดแตกตัวหนึ่ง "พวกเ้าอยู่ที่นี่เพราะโลกภายนอกไม่้าพวกเ้า พวกเ้าคือขยะที่ครอบครัวละทิ้ง คือเศษเดนที่สังคมตราหน้าว่าไร้ประโยชน์ และหากปล่อยไว้พวกเ้าก็คงนอนหนาวตายคากองขยะข้างถนนอย่างไร้ค่า แต่สภามืดหยิบยื่นโอกาสใหม่ให้พวกเ้า มอบอาหาร ที่ซุกหัวนอน และมอบหนทางเดียวที่จะทำให้ชีวิตอันต้อยต่ำของพวกเ้ามีมูลค่าขึ้นมานั่นคือการเป็อาวุธสังหารอันทรงพลัง"
เขาก้าวเดินช้า ๆ ผ่านแถวเด็กกำพร้าที่ยืนตัวแข็งทื่อ แล้วหยุดยืนตรงหน้าริน แววตาสีดำดุจความมืดมิดคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาสีเทาหม่นของเด็กหญิง รินรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่พยายามจะบีบให้เธอคุกเข่าลงกับพื้นหลั่งเื แต่เธอกลับขืนตัวไว้ เม้มริมฝีปากแน่น บีบกำปั้นเล็ก ๆ ของตัวเองจนเล็บฝังเข้าเนื้อ เืสีแดงซึมออกตามข้อนิ้ว เธอยืนหยัดจ้องมองตอบมาสเตอร์ซีลอน แววตาสีเทาหม่นของเธอฉายแสงแห่งความขัดขืนอย่างไม่ยอมสยบ แม้ร่างกายของเด็กน้อยจะสั่นสะท้านด้วยความกลัวเพียงใดก็ตาม
ซีลอนเอื้อมมือสวมถุงมือหนังเชยคางรินขึ้น แววตาของเขาพิจารณาความดื้อรั้นนั้นอย่างละเอียด ก่อนจะยอมปล่อยมือและเอ่ยประโยคที่ฝังหัวใจเธอไปชั่วชีวิต
"จำไว้ให้ดี... คุณค่าของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากการมีชีวิตอยู่เปล่า ๆ แต่อยู่ที่ประโยชน์ใช้สอยของพวกเ้า หากพวกเ้าแข็งแกร่งพอที่จะเป็อาวุธให้สภามืดได้ พวกเ้าก็จะมีข้าวกิน มีเสื้อผ้าอุ่น ๆ ใส่ และมีสิทธิ์มีชีวิตอยู่ต่อ แต่หากพวกเ้าอ่อนแอ ไร้ประโยชน์ และไม่สามารถฆ่าศัตรูได้... พวกเ้าก็เป็แค่เศษขยะที่สมควรถูกกำจัดทิ้ง ไม่มีใคร้าคนอ่อนแอ และไม่มีความเมตตาใด ๆ สำหรับผู้ที่ไร้ค่า"
คำสอนนั้นเปรียบเสมือนลิ่มเหล็กร้อนแดงที่ตอกลึกลงในจิตใต้สำนึกของรินั้แ่วันแรก มันเชื่อมโยงเข้ากับปมแผลใจจากคำด่าทอในอดีตของน้าสะใภ้จนกลายเป็ความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียวที่เธอเชื่อมั่น: *ถ้าเธออยากอยู่รอด เธอต้องมีประโยชน์ เธอต้องแข็งแกร่งจนไม่มีใครกล้าทิ้งเธอ*
---
วันเวลาหมุนผ่านไปดุจฝันร้ายที่ยาวนานกว่าสี่ปี...
จากเด็กหญิงตัวเล็กที่เปราะบางและสับสน รินในวัยสิบสองปีเติบโตขึ้นเป็เด็กสาวที่มีร่างกายผอมเพรียวแต่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่งจากการฝึกซ้อมอย่างทรหด ผิวกายของเธอเต็มไปด้วยรอยแผลเป็ขนาดเล็กใหญ่จากการฝึกซ้อมและการประลอง sparring ดวลอาวุธจริงกับเด็กคนอื่น ๆ แววตาสีเทาหม่นของเธอนิ่งสนิท ไร้ความรู้สึกขึ้นทุกวันตามกระบวนการล้างสมองของสภามืด
ตารางการฝึกซ้อมในแต่ละวันคือการทรมานร่างกายอย่างเป็ระบบ รินต้องตื่นก่อนรุ่งสางภายใต้เสียงแตรเหล็กที่กรีดก้อง โดนผู้คุมใช้ไม้พลองหวดเพื่อบังคับให้รีบวิ่งไปที่หน้าผาหินออบซิเดียนสูงชัน เธอต้องปีนป่ายหน้าผาหินสีดำที่คมกริบดุจใบมีดด้วยมือเปล่าขณะแบกถุงทรายหนักอึ้ง นิ้วมือของเธอแตกและเืออกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนด้านชาปุ่มเนื้อหนาขัดขวางความเ็ป หากใครตกลงมาและกระดูกหัก ร่างนั้นจะถูกลากทิ้งลงหุบเขาเบื้องล่างอย่างไม่ใยดี ในค่ำคืนที่หนาวเหน็บ รินและเด็กคนอื่น ๆ ต้องนอนตากฝนเทียมเย็นจัดที่ปล่อยลงมาจากเพดานถ้ำเพื่อฝึกฝนความอดทนต่อสภาพอากาศสุดขีด รินนอนขดตัวสั่นอยู่บนเตียงหิน แอบสะกดน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา เพราะการร้องไห้คือหลักฐานของความอ่อนแอ และความอ่อนแอในค่ายแห่งนี้หมายถึงความตาย
บ่ายวันหนึ่ง ณ ลานประลองหินทึบใต้แสงไฟสลักลวดลายมนตราสีม่วงอมแดง การฝึกซ้อมทวีความตึงเครียดเมื่อครูฝึกประกาศการทดสอบคัดออกรายสัปดาห์
ครูฝึกร่างั์ในชุดเกราะหนักก้าวออกมายืนกอดอก แววตาหลังหมวกเหล็กจ้องมองเด็กฝึกหัดที่นั่งเรียงราย "คู่ต่อไป... ริน ปะทะ มาร์คัส!"
เด็ก ๆ โดยรอบพากันฮือฮาและหันไปมอง มาร์คัสคือเด็กหนุ่มรุ่นเดียวกันที่มีร่างกายสูงใหญ่โตกว่าเด็กทั่วไปเกือบสอง่ตัว แขนขาของเขาอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อและใบหน้าสลักรอยบากยาวน่าเกลียดจากการประลองครั้งก่อน ๆ มาร์คัสเป็ที่เลื่องชื่อเื่ความโเี้และมักจะสนุกกับการทรมานคู่ต่อสู้ที่เล็กกว่า รินก้าวออกมายืนกลางลานหิน มือสองข้างกระชับดาบไม้ถ่วงเหล็กหนาหนักที่ใช้ฝึกซ้อม แววตาของเธอสงบนิ่งดุจน้ำนิ่ง ทว่าแฝงความตื่นตัวระวังภัย
"เตรียมตัวโดนขยี้จนกระดูกหักได้เลย ยัยเด็กกาลกิณีไร้ค่า" มาร์คัสกระซิบเสียงต่ำพลางควงดาบฝึกในมือจนเกิดเสียงหวีดหวิวในอากาศอย่างคึกคะนอง
"เริ่มได้!" ครูฝึกส่งสัญญาณเสียงดัง
มาร์คัสพุ่งตัวเข้าใส่ทันที ดาบไม้ถ่วงเหล็กหนาหนักในมือของเขาตกลงมาราวกับค้อนเหล็ก รินยกดาบขึ้นบล็อกสะกัด เสียงแรงปะทะโลหะและไม้ดังสะท้านลานประลอง แรงกระแทกส่งผลให้ข้อต่อข้อมือและไหล่ของรินสั่นสะท้านอย่างเ็ป รินรีบดีดตัวถอยหลังหลบฉาก แต่มาร์คัสว่องไวกว่าที่คิด เขาหมุนตัวเหวี่ยงลูกเตะเข้าที่กลางลำตัวของรินเต็มรัก แรงกระแทกส่งร่างผอมของเธอลอยไปกระแทกพื้นหินแข็งอย่างแรงจนตัวงอ
ความเ็ปแล่นริ้วข้ามกระดูกสันหลัง รินสำลักน้ำลายออกมา ไอโขลกจนตัวสั่น มาร์คัสไม่ปล่อยโอกาสให้ตั้งตัว เขาก้าวเข้ามากระหน่ำฟันดาบไม้ลงมาอย่างบ้าคลั่ง รินต้องกลิ้งตัวหลบซ้ายขวาบนพื้นฝุ่นหนาอย่างทุลักทุเล เสียงดาบฟาดลงบนหินห่างจากตัวเธอไปเพียงไม่กี่นิ้ว เศษหินแตกกระจายบาดแก้มซ้ายของเธอจนเืไหลซึมไหลผ่านคาง
"มีปัญญาทำได้แค่นี้เหรอขยะ!" มาร์คัสหัวเราะลั่น ตวาดคำด่าทอใส่ขณะเตะเข้าที่ข้อมือของรินอย่างแรงจนดาบฝึกหลุดมือลอยไปไกล รินนอนหมดหนทางสู้บนพื้นหิน ร่างกายระบมและเ็ป ความเหนื่อยล้าแล่นเกาะกุมจนแทบอยากจะปล่อยมือยอมแพ้
ทว่าในจังหวะนั้น สายตาของเธอมองเห็นครูฝึกที่ยืนกอดอกดูด้วยสายตาเฉยเมย และ้าระเบียงหิน มาสเตอร์ซีลอนยืนมองลงมาด้วยดวงตาสีดำสนิทที่เ็า... แววตาของพวกเขาเป็สายตาแบบเดียวกับที่น้าสะใภ้และชาวบ้านเคยมองเธอในวันที่เธอไม่มีอาหารจะกิน สายตาที่มองว่าเธอคือสิ่งไร้ค่ากาลกิณีสมควรตายและขจัดทิ้ง
*‘แกมันไม่มีประโยชน์... สมควรตาย!’*
คำพูดร้ายกาจในอดีตผุดขึ้นมาเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิงโทสะในใจ รินกัดฟันแน่น แววตาสีเทาหม่นเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำด้วยความแค้นและสัญชาตญาณเอาตัวรอดอันบ้าคลั่ง เธอจะไม่ยอมแพ้ เธอจะไม่ยอมถูกทิ้งและถูกขยี้เหมือนฝุ่นดินเด็ดขาด!
ในวินาทีที่มาร์คัสเดินเข้ามาใกล้และเงื้อดาบจะฟาดปิดฉาก รินโคจรพลังมนตราพฤกษาศิลาแฝงเร้นในกายที่เริ่มตื่นขึ้นช้า ๆ เธอเอื้อมมือซ้ายตะปบพื้นหิน ดึงรั้งพลังงานธรณีใต้ลานประลอง ทันใดนั้น แผ่นดินหินใต้ฝ่าเท้าของมาร์คัสพลันยุบตัวและสั่นะเืฉับพลัน มาร์คัสเสียหลักก้าวพลาดจนเสียสมดุลเอียงตัวล้มลง
รินดีดตัวขึ้นจากพื้นดินราวกับสปริงเหล็ก เธอไม่เสียเวลาไปเก็บดาบ แต่พุ่งตัวเข้าใส่ร่างของมาร์คัสอย่างบ้าคลั่ง ใช้ไหล่กระแทกอกคู่ต่อสู้จนล้มหงายหลังลงกับพื้น รินขึ้นคร่อมร่างของเด็กหนุ่มร่างั์ทันที หมัดขวาของเธอกำแน่นแล้วชกเข้าที่โหนกแก้มของมาร์คัสเต็มเหนี่ยว
*พลั่ก!*
มาร์คัสร้องโอดครวญ รินไม่หยุดแค่นั้น ความเ็ป ปมความแค้น และความกลัวตายล้างสมองของเธอพรั่งพรูออกมาผ่านกำปั้น เธอระดมชกเข้าใส่ใบหน้าของมาร์คัสหมัดแล้วหมัดเล่าโดยไม่สนใจเสียงร้องห้ามหรือความเ็ปที่มือของเธอเอง เืของมาร์คัสเปรอะเปื้อนกำปั้นและใบหน้าของริน แววตาของเธอเตลิดเปิดเปิงดุจสัตว์ป่ากระหายเืที่กำลังขย้ำเหยื่อจนน่วมคามือ
"พอแล้ว! หยุด!" ครูฝึกพุ่งเข้ามาคว้าตัวรินดึงกระชากออกอย่างแรง รินดิ้นรนและแยกเขี้ยวขู่ต่ำ แววตาสีเทายังคงจับจ้องร่างของมาร์คัสที่นอนสลบคาหน้าตักเือาบอย่างโกรธเกรี้ยว
เมื่อสติเริ่มกลับมา รินหอบหายใจรุนแรงมองดูมือสองข้างที่ชุ่มด้วยเืและสั่นสะท้าน เธอเงยหน้าขึ้นมองระเบียงหิน้า... มาสเตอร์ซีลอนจ้องมองเธอ แววตาสีดำคู่นั้นยังคงนิ่งสงบ แต่เขาพยักหน้าให้จาง ๆ ราวกับยอมรับในตัวอาวุธชิ้นใหม่ที่เพิ่งหล่อหลอมสำเร็จ
รินรู้ในวินาทีนั้น... ว่าเธอรอดชีวิตไปได้อีกวันหนึ่งแล้ว แต่จิติญญาของเธอกลับยิ่งดำดิ่งลงสู่ความมืดมนไร้หัวใจไปอีกก้าว
---
วันเวลาหมุนผ่านไปอีกหลายเดือน รินยังคงทุ่มเทฝึกซ้อมกลายเป็ทหารฝึกหัดแถวหน้า จนกระทั่งในการฝึกภาคสนามครั้งสำคัญใน **"ป่าจำลอง"**
ป่าจำลองแห่งนี้คือระบบนิเวศเทียมขนาดมหึมาที่สภามืดสร้างขึ้นภายในโถงถ้ำลึกใต้ดิน ผืนดินที่นี่เป็ดินทมิฬเปียกชื้น มีต้นไม้เวทมนตร์สีดำกิ่งก้านมีหนามแหลมงอกเงยขึ้นประหลาด และเพดานถ้ำติดตั้งกลไกมนตราที่สามารถปล่อยพายุฝนและลมพัดแรงได้เหมือนป่าจริงเพื่อใช้ในการฝึกซุ่มโจมตีและล่าสัตว์อสูร
ในวันนั้น พายุฝนเทียมกำลังตกกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง สายลมพัดกิ่งไม้หนามสีดำให้โบกสะบัดเสียงดังหวีดหวิว รินในชุดหนังสีเข้มก้าวเดินลุยโคลนตมสีดำอย่างระมัดระวัง คันธนูไม้เนื้อแกร่งถูกกำไว้แน่นในมือขวา สายตาคอยกวาดมองหาสัตว์อสูรจำลองที่เป็เป้าหมายในการเก็บแต้มคะแนนประจำสัปดาห์
ทันใดนั้น เสียงร้องครางแ่เบาสายหนึ่งลอยมาตามลมฝน
รินชะงักเท้าทันที หูแหลมตั้งที่มีพู่ขนสีดำสั่นไหวเล็กน้อยเพื่อจับทิศทางเสียง มันไม่ใช่เสียงร้องขู่คำรามของสัตว์ร้าย และไม่ใช่เสียงฝีเท้าของเพื่อนร่วมรุ่นที่กำลังตามล่าเธอ มันเป็เสียงร้องแ่โหยโรยแรงที่เต็มไปด้วยความเ็ปและหวาดกลัวอย่างที่สุด
สัญชาตญาณนักฆ่าสั่งให้เธอเพิกเฉยและเดินจากไป การเสียเวลากับสิ่งที่ไม่ใช่เป้าหมายคือความโง่เขลาที่อาจทำให้คะแนนของเธอตกต่ำและต้องเผชิญกับบทลงทัณฑ์
ทว่า... เสียงครางแ่เบานั้นกลับสั่นะเืบางอย่างในหัวใจอันเ็าของเธออย่างประหลาด มันคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเสียงร้องไห้เงียบ ๆ ของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ใต้ชะง่อนหินผุในอดีตยามที่กำลังจะหมดลมหายใจ