ทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 113 ชักนำภัยพิบัติสู่ฝั่งบูรพา [1]

             

            โจวซื่อกัดฟันแน่นมองไปที่หลินกู๋หยู่ด้วยใบหน้าซีดเซียว ขณะชี้นิ้วมือไปที่ฉือหางด้วยมือที่สั่นเทา "พูด เจ้าพูดอะไร?"

            เมื่อเห็นการแสดงออกของโจวซื่อใบหน้าของซ่งซื่อก็ดูน่าเกลียดเล็กน้อย นางแผดเสียงตะโกนเสียงดังว่า "ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเจ้าร่วมมือกันโกงเงินใครจะให้พวกเจ้าต้องมารับโทษด้วย?"

            “ร่วมมือกันโกงเงินหรือ?” หลินกู๋หยู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ฉือหางไม่ใช่คนแบบนั้น แต่นางก็ไม่เคยร่วมมือกับครอบครัวรองทำเรื่องเช่นนั้นด้วย

            “หรือว่าข้าพูดผิดทำไมสุดท้ายแล้วมีแต่บ้านของพวกเจ้าบ้านเดียวที่เงินไม่ถูกขโมยไป?” ดวงตาของโจวซื่อแดงก่ำ มองไปที่หลินกู๋หยู่ด้วยแววตาเฉียบขาด

            หลินกู๋หยู่รู้สึกตลกมากนางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า "ทำไมหรือจะต้องให้ครอบครัวของพวกเราไม่มีเงินด้วยแล้วเจ้าถึงจะคิดว่าพวกเรากับพี่รองไม่ใช่พวกเดียวกันงั้นหรือ?"

            “ถ้าพวกเจ้าไม่ใช่พวกเดียวกันครอบครัวรองโกงเงินแล้วทำไมพวกเจ้าไม่บอก แต่กลับช่วยปิดบัง?” คิ้วของโจวซื่อขมวดแน่นขึ้น ผลักฉือหางออกไปริมฝีปากของนางสั่นระริกด้วยความโกรธ

            สิ่งนี้ช่างน่าสนใจจริงๆ

            หลินกู๋หยู่ดึงฉือหางไปยืนอยู่ด้านข้างแววตามองไปที่คนสองคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้น พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า"ท่านแม่ ตอนนี้ท่านจะถามอย่างไร พวกเราสองคนก็ไม่มีอะไรจะพูดอยู่ดี ในเมื่อท่านมีเวลาแล้วท่านถามพี่รองโดยตรงจะไม่ดีกว่าหรือบางทีพวกเขาอาจจะยังมีเงินประมาณสองร้อยตำลึงอยู่ในมือก็เป็นได้"

            เดิมทีใบหน้าของโจวซื่อแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาวเนื่องจากความโกรธแต่เมื่อได้ฟังสิ่งที่หลินกู๋หยู่พูด ใบหน้าของนางก็คลายอ่อนลงเล็กน้อย

            ในที่สุดอันตรายก็นับว่าเลือนหายไป

            หลินกู๋หยู่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยและสายตาจับจ้องไปที่ร่างของฉือหางจากนั้นก็มองไปที่รอยแผลบนเข่า ขมวดคิ้วมุ่นและเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงว่า"เข่าของเจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่"

            "ไม่เป็นไร”ฉือหางพูด ทอดถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขากดเสียงต่ำ "ข้ายังกังวลว่าเจ้าจะกลับมาจากในเมืองอย่างไรเดิมทีข้าอยากจะไปรับเจ้า แต่ข้าไม่อาจปลีกตัวไปได้..."

            หลินกู๋หยู่ยิ้มๆ"ทำไมเจ้าถึงได้โง่นัก สั่งให้เจ้าคุกเข่า เจ้าก็คุกเข่าแล้ว"

            ฉือหางไม่ได้พูดจา

            เมื่อเห็นฉือหางยืนขึ้นฟางซื่อก็ยืนตรงในขณะที่กุมหน้าท้องของตนเองมองไปที่โจวซื่อด้วยสายตาน้อยเนื้อต่ำใจ "ท่านแม่ ข้าตั้งครรภ์ข้าจะยืนขึ้นได้หรือไม่?"

            "ไม่ได้คุกเข่าลง" เมื่อเห็นฟางซื่อเสแสร้งแกล้งทำเป็นน่าสงสารซ่งซื่อก็โกรธมากรีบเดินไปด้านหน้าฟางซื่อและกดไหล่ของนางลงอย่างเต็มแรง

            ฟางซื่อเป็นคนเกียจคร้านและไม่ทำงานใดๆเมื่อเทียบกับซ่งซื่อที่ทำงานในทุ่งนาตลอดทั้งปีแล้วกำลังกายของฟางซื่อนั้นย่อมอ่อนแอกว่ามาก นางก็คุกเข่าลงอย่างควบคุมไม่ได้

            ฟางซื่อทรงตัวไม่มั่นคงและล้มลงบนพื้นโดยตรงร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด

            ใบหน้าของโจวซื่อซีดเผือดนางเงยหน้าขึ้นมองซ่งซื่อแล้วพูดอย่างดุดัน "นางยังตั้งท้องอยู่เจ้าจะใช้แรงมากเช่นนั้นไปเพื่ออะไร?"

            ซ่งซื่อรู้สึกไม่ยอมแต่เมื่อได้ฟังโจวซื่อพูดเช่นนั้น นางก็ไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงจึงไปยืนอยู่ข้างๆ

            บนพื้นเต็มไปด้วยโคลนแม้กระทั่งริมฝีปากของฟางซื่อก็เต็มไปด้วยโคลน เมื่อได้ยินโจวซื่อพูดดังนั้น นางก็หลับตาทั้งสองข้างคล้ายว่าจะแค่นเสียงเย็น

            เมื่อเห็นท่าทางของฟางซื่อใบหน้าของโจวซื่อก็น่าเกลียดมาก และนางพูดกับซ่งซื่อที่อยู่ข้างๆ"ยังไม่รีบประคองสะใภ้รองให้ลุกขึ้นอีก"

            ฉือเทานั้นเป็นคนฉลาดไหวพริบมาโดยตลอดคราวนี้เมื่อได้ยินคำพูดของโจวซื่อ เขาจึงรีบไปช่วยประคองฟางซื่อให้ลุกขึ้น

            “ใครบอกให้เจ้าลุกขึ้น” ใบหน้าของโจวซื่อน่าเกลียดมากฟาดฝ่ามือไปที่ใบหน้าของฉือเทาโดยไม่ลังเลแม้แต่เศษเสี้ยว “ใครบอกให้เจ้าทำเช่นนี้?”

            ฉือเทามองไปที่โจวซื่ออย่างขลาดกลัวและคุกเข่าลงอย่างไม่เต็มใจ

            ฟางซื่อยืนขึ้นร่างกายของนางเต็มไปด้วยโคลน เอามือลูบหน้าท้องและเสแสร้งทำเป็นเจ็บปวด

            “สะใภ้สามเจ้าช่วยดูหน่อยว่าสะใภ้รองเป็นอะไรหรือไม่?” เมื่อเห็นสีหน้าของฟางซื่อโจวซื่อก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย

            เรื่องใหญ่เท่าฟ้าก็ยิ่งใหญ่เทียบเท่าเรื่องทายาท

            เดิมทีหลินกู๋หยู่กำลังจะออกไปกับฉือหางแต่เมื่อได้ฟังดังนั้น นางก็หยุดฝีเท้า

            หลินกู๋หยู่หันกลับมาและเดินไปข้างหน้าฟางซื่อ"พี่สะใภ้รองยื่นมือมาให้ข้า"

            "ยื่นมือให้เจ้าทำไม?!" เมื่อคิดได้ว่าหลินกู๋หยู่ตรวจรักษาคนได้หัวใจของฟางซื่อก็ปั่นป่วน คิ้วของนางขมวดแน่นยิ่งขึ้นก้าวถอยออกไปด้านหลังด้วยความโกรธ "จะยื่นมือให้เจ้าทำไมหรือข้าไม่ได้เป็นอะไร ข้าสบายดี ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าดูเสียหน่อย!"

            เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของฟางซื่อซ่งซื่อรู้สึกรำคาญเต็มทน ก้าวเท้าไปข้างหน้าและจับแขนของฟางซื่อลากให้หลินกู๋หยู่

            “เจ้าปล่อยข้าเจ้ากำลังจะฆ่าคน ข้าจะไปฟ้องเจ้าที่ศาลาที่ว่าการ!” ฟางซื่อพยายามอย่างหนักจนเกือบจะชกซ่งซื่อ

            หลินกู๋หยู่จับมือของฟางซื่ออย่างแรงด้วยมือข้างหนึ่งพร้อมวางมืออีกข้างไว้

            จับมือของฟางซื่อจนเนื้อหนังมือของตนเองกลายเป็นรอยถลอกใบหน้าของหลินกู๋หยู่น่าเกลียดเล็กน้อย นางปล่อยมือฟางซื่ออย่างช้าๆ

            เมื่อเห็นหลินกู๋หยู่ปล่อยมือซ่งซื่อก็ปล่อยมือฟางซื่อเช่นเดียวกัน

            “ลูกไม่ได้เป็นอะไรใช่หรือไม่?” โจวซื่อมองหน้าหลินกู๋หยู่อย่างเป็นห่วง

            “ท่านแม่ พี่สะใภ้รอง...” หลินกู๋หยู่หันศีรษะไปมองฟางซื่อด้านข้างใบหน้าของนางกระอักกระอ่วนเล็กน้อย คิ้วของนางก็ขมวดเล็กน้อย

            เมื่อไม่ได้ยินคำตอบของหลินกู๋หยู่โจวซื่อก็ยิ่งกังวลมากขึ้น "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"

            หลินกู๋หยู่ขมวดคิ้วแน่นพูดด้วยเสียงต่ำว่า "พี่สะใภ้รองไม่ได้ตั้งครรภ์"

            เมื่อได้ยินคำพูดของหลินกู๋หยู่ร่างกายของโจวซื่อก็ถึงกับเซ

            ฟางซื่อตกใจมากจนคุกเข่าลงกับพื้นโดยตรงและไม่มีใครพูดอะไรอีก

            เดิมทีโจวซื่อยังคงคิดว่าสิ่งที่หลินกู๋หยู่พูดนั้นเป็นเท็จแต่เมื่อเห็นว่าฟางซื่อทำเช่นนี้ ความหวังสุดท้ายในใจของโจวซื่อก็มลายหายไป

            เจ้ารองและสะใภ้รองแต่งงานกันมาหลายปีแล้วพวกเขาไม่มีลูกมาโดยตลอด

            ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ตอนนี้พวกเขามีลูกแล้วโจวซื่อทนไม่ได้ที่ฟางซื่อโกหกนาง

            โจวซื่อรู้สึกอึดอัดสุดจะทนจึงเดินไปหาฉือเทาและฟางซื่อ ฟาดฝ่ามือที่ใบหน้าพวกเขาสองคน

            หลินกู๋หยู่มองไปที่รอยถลอกบนมือของตนเองขมวดคิ้วเล็กน้อย ยื่นมือออกไปเพื่อดึงฉือหางกลับไปบ้าน

            เมื่อเดินไปที่ประตูบ้านหลินกู๋หยู่ก็พบว่าประตูปิดอยู่ และหันศีรษะไปมองฉือหางราวกับจำอะไรบางอย่างได้

            “โต้ซาอยู่ไหน?” หลินกู๋หยู่เอ่ยถามด้วยความงุนงง

            "ข้ายังไม่มีเวลาไปรับโต้ซา”ฉือหางพูดด้วยความรู้สึกผิด "งั้นข้าจะไปรับ เจ้าไปทำอาหาร"

            "อืม"

            มีเสียงฝีเท้าลอดแว่วจากข้างนอกหลินกู๋หยู่หันศีรษะไปเห็นฉือหางเดินเข้ามาจากข้างนอกพร้อมกับโต้ซาในอ้อมแขน

            โต้ซาขยี้ดวงตา ขอบตาแดงก่ำจมูกของเขาก็แดงก่ำเช่นกัน ใบหน้าของเด็กน้อยเหี่ยวย่นเป็นลูกหนังกลม

            "เกิดอะไรขึ้น?” หลินกู๋หยู่เดินไปดึงโต้ซาออกจากอ้อมแขนของอีกฝ่ายจับมือของโต้ซาด้วยความเห็นอกเห็นใจ เอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า "เกิดอะไรขึ้น?"

            ฉือหางยืนอยู่ข้างๆ ทำตัวไม่ถูก"ข้าก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นท่านอาจารย์บอกว่า หลังจากเด็กทุกคนกลับไปหมดทุกคนแล้วโต้ซานั่งบนเก้าอี้คนเดียวและเริ่มร้องไห้ไม่หยุด ไม่ว่าจะใช้วิธีใด ก็ไม่อาจเกลี้ยกล่อมให้โต้ซาหยุดร้องไห้ได้"

            เมื่อได้ยินสิ่งที่ฉือหางพูดหลินกู๋หยู่ก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา เช็ดน้ำตาบนใบหน้าของโต้ซาอย่างระมัดระวังและกล่าวปลอบประโลมว่า "อย่าร้องไห้เลย ไม่เป็นไรแล้ว!"

            “ท่านแม่ท่านไม่ต้องการข้าแล้วใช่หรือไม่?” โต้ซาร้องไห้สะอึกสะอื้นในขณะมองดูหลินกู๋หยู่ด้วยน้ำตาคลอเบ้า

            “ใครพูดเช่นนั้น?” หลินกู๋หยู่ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ และพูดอย่างโกรธๆ ว่า “แม่จะไม่ต้องการเจ้าได้อย่างไร?”

            “พี่ชายที่เรียนห้องเดียวกันพูดเช่นนี้” โต้ซายกมือเล็กๆ เช็ดหยดน้ำตาบนใบหน้าอย่างแรงและพูดด้วยเสียงร้องไห้สะอื้นว่า “พวกเขาบอกว่าข้าเป็นลูกที่เก็บมาท่านไม่ต้องการข้าแล้ว"

            เจ้าพวกเด็กเล็กเหล่านั้นก็จริงๆ เลย

            "อย่าไปฟังพวกเขาพูดพล่ามเลย”หลินกู๋หยู่ไม่ยอมให้โต้ซาเช็ดใบหน้าด้วยมือหยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดใบหน้าของโต้ซาให้สะอาด พูดอย่างจริงจังว่า "ข้าให้เสื้อผ้าใหม่แก่เจ้าให้เจ้าไปเรียนที่สถานศึกษา เพื่อให้เจ้าเก่งกว่าพวกเขาเพื่อเจ้าจะได้ไม่ต้องทำงานหนักในวันข้างหน้า”

            “ทำไมไม่ทำงาน?” โต้ซาถามขึ้นอย่างสงสัย

            "ทุกคนล้วนต้องทำสิ่งที่ตนเองต้องทำเพื่อที่จะสามารถหาเงินมาใช้ชีวิตเจ้าดูสิว่าท่านพ่อของเจ้าทำไร่ทำนาและล่าสัตว์ได้ เขาเก่งมากใช่หรือไม่?” หลินกู๋หยู่ชี้นิ้วมือไปที่ฉือหางที่อยู่ข้างๆ พร้อมกับรอยยิ้ม

            เมื่อฟังคำพูดของหลินกู๋หยู่โต้ซาก็สูดจมูกอย่างแรง จากนั้นมองไปที่หลินกู๋หยู่และส่ายศีรษะอย่างแรง

            "ท่านแม่ เยี่ยมมาก"โต้ซาสะอึกสะอื้น หยดน้ำตาใสแจ๋วยังคงเกาะอยู่บนขนตายาวเด็กน้อยพูดด้วยน้ำเสียงร้องไห้ "ท่านแม่ช่วยชีวิตท่านพ่อ"

            สีหน้าของหลินกู๋หยู่ชะงักงันมุมริมฝีปากของนางม้วนงออย่างควบคุมไม่ได้ พูดเบาๆ ว่า "อย่าร้องไห้เลยเป็นผู้ชายจะร้องไห้ทำไม?"

            โต้ซากระตุกมองไปที่หลินกู๋หยู่อย่างสมเพชและไม่พูดอะไร

            เสียงทะเลาะดังลอดมาจากเรือนใหญ่ไม่หยุดไม่หย่อนหลังจากทานข้าวเสร็จก็ยังคงได้ยินเสียงโวยวายจากเรือนใหญ่เช่นเดิม

            ไม่รู้ว่าสองคนนั้นเปิดเผยอย่างไรคิดไม่ถึงว่าพวกเขาทำให้โจวซื่อรู้เรื่องนี้เสียแล้ว

            หลังจากทานข้าวเสร็จ ฉือหางก็ล้างจานส่วนหลินกู๋หยู่ก็เก็บโต๊ะ

            "ก๊อก ก๊อกก๊อก!"

            ประตูถูกเคาะเสียงดังมากกว่าปกติ

            เมื่อเห็นว่าฉือหางกำลังยุ่งอยู่หลินกู๋หยู่จึงรีบออกไปเปิดประตู

            ทันทีที่เปิดประตูก็เห็นโจวซื่อยืนอยู่ข้างนอกด้วยใบหน้าที่มืดมนฟางซื่อร้องไห้สะอื้นอยู่ข้างๆ นาง และซ่งซื่อก็ยืนอยู่ด้านหลังสุด

            พวกเขามาที่บ้านพวกนางทำไม?

            แม้ว่านางจะสงสัยอย่างมากแต่หลินกู๋หยู่ก็เรียก "ท่านแม่" ด้วยความเคารพนบนอบ

            “ท่านแม่” ฟางซื่อชี้ไปที่หลินกู๋หยู่และพูดด้วยความมั่นใจ “ข้าได้ยินมาจากหมอดูบอกว่านางโดนของ”

            "เจ้าพูดเหลวไหลอะไรหรือ?” หลินกู๋หยู่มองฟางซื่อด้วยความไม่พอใจ "พี่สะใภ้รอง พี่บอกว่าข้าโดนของเพียงเพราะข้าบอกความจริงว่าพี่ไม่ได้ตั้งครรภ์งั้นหรือ?"

            ดวงตาของโจวซื่อขยายขนาดพินิจมองหลินกู๋หยู่สิ่งที่ฟางซื่อพูดนั้นก็ใช่ว่าจะไม่สมเหตุสมผล

            ถ้าหลินกู๋หยู่ไม่มีปัญหาแล้วด้วยสาเหตุใดนางถึงได้ทำให้ลูกชายของนางหลงใหลงมงายหัวปักหัวปำเช่นนั้น

            ในขณะที่หลินกู๋หยู่ยังไม่มาเจ้าสามก็คุกเข่าลงบนพื้นอย่างว่านอนสอนง่าย

            ก่อนที่นางจะใช้กำลังต่อหลินกู๋หยู่เจ้าสามก็ปกป้องหลินกู๋หยู่ให้อยู่ข้างหลัง ถ้าไม่ใช่เพราะคาถาอาคมของหลินกู๋หยู่เจ้าสามจะติดตามหลินกู๋หยู่อย่างสุดจิตสุดใจเช่นนี้ได้อย่างไร?

            “สะใภ้ใหญ่เจ้าไปเรียกแม่หมอในหมู่บ้านของเรามาที่นี่” โจวซื่อมองหลินกู๋หยู่ด้วยใบหน้ามืดมนและเย็นชาดวงตาทั้งสองข้างของนางแข็งกร้าว “ถ้าเจ้าไม่ได้ทำอะไรไว้นั่นจะเป็นการดีที่สุด แต่ถ้าเจ้าทำอะไรไว้ จะต้องให้แม่หมอโบยเจ้าจนวิญญาณร้ายออกไป!"

            นับตั้งแต่ที่นางได้พบกับอาจารย์ท่านนั้นคราวที่แล้วในตอนนี้หลินกู๋หยู่ไม่กล้าที่จะพบคนเหล่านั้นง่ายๆ อีกต่อไปจะเป็นอย่างไรหากมีมนต์สะกดบางอย่างที่ทำให้วิญญาณของนางขวัญหนีดีฝ่อ?

            ดวงตาของหลินกู๋หยู่แห้งผากใบหน้าของนางซีดเซียว ริมฝีปากของนางเม้มแน่น ร่างกายของนางโซเซทรงตัวไม่มั่นคง

             

            ………………………………………………………………………………………………………

            [1] ชักนำภัยพิบัติสู่ฝั่งบูรพาหมายถึง การใช้ลูกไม้บางอย่างทำให้ตนไม่ได้รับความเสียหายแต่ให้คนอื่นมารับความเสียหายแทนตน

             

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786