TREE WORLD ปฐพีวินาศโลก

    47 บทที่47 จ้าวป่าอสูรเถื่อนที่แท้เป็นตัวอะไรกันแน่ (1)

    TREE WORLD

    ปฐพีวินาศโลก

     

    By  :  Jackmysoul

    แจ็ก มายโซล  : เขียน

     

     

     

     

    บทที่ 47

    จ้าวป่าอสูรเถื่อนที่แท้เป็นตัวอะไรกันแน่(1)

     

            ในความมืดมิดสนิทนานความรู้สึกดำดิ่งจมหายลงสู่ก้นบึ้งแห่งสุญญากาศ หากผมตกตายไปแล้วที่นี่คงมิใช่สรวงสวรรค์ มาตรว่าคงมิใช่นรกเช่นกัน ‘ สงบสุขสันติ ’บริบทเดียวที่เสวยอารมณ์ขณะนี้ ไม่ว่าหันไปทิศทางใดจิตสัมผัสได้เพียงความเวิ้งว้างว่างเปล่าสิ่งที่มองเห็นในความมืดมิดไม่มีตัวตนใดบ่งบอกถึงความมีอยู่

            แปลบปลาบ!!!

            ฉับพลันบังเกิดความเจ็บร้าวสายหนึ่งแล่นขึ้นท่ามกลางความรู้สึกกำจัดบริบทเดียวนั้นพลิกกลับตาลปัตร ความปวดร้าวนั้นทรมานอย่างสุดแสนสาหัสยากเกินผู้ใดจะทนทานรับไหว แต่ก็ไม่สามารถสลัดมันหลุดจากความรู้สึกไปได้แม้แต่น้อยยังมี ความกลัดกลุ้มอีกสายหนึ่งบังเกิดแทรกซ้อนในความเจ็บปวดนั้นมันเต็มไปด้วยความหดหู่ทุกข์ทรมาน ก่อกวนความสับสน เหยียดเย้ยความห่วงหาอาวรณ์วิตกกังวลอย่างแยกขาดจากกัน

            คลับคล้ายบรรยากาศพลันหนาหนักทึบตันความหนาแน่นกลายเป็นกระแสผลักดันบีบบังคับให้ดิ้นรนผมกำลังแหวกว่ายท่ามกลางความเวิ้งว้างว่างเปล่าไม่ทราบความหมายว่ามันดำรงไว้ด้วยประการใด

            ความเจ็บปวดชักนำให้เกิดมีตัวตนได้พึ่งพิงยึดเกาะความกลัดกลุ้มในความห่วงหาอาทรกลับเร่งเร้าให้ต่อต้านขัดขืนความเจ็บปวดนั้นอาศัยมันเป็นแค่สิ่งยึดเหนี่ยว แต่ไม่ยินยอมให้ถูกกลืนกินดำรงตัวตนไว้มิให้ล่มสลาย

            ระหว่างการคัดง้างกันอันเนิ่นนานราวกับเลื่อนไหลผ่านมิติความเป็นนิรันดร์ไร้ที่สิ้นสุด

            “อย่าได้ขยับ”

            เสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบคล้ายออกคำสั่งทุบทำลายสดับของผมที่รับฟังเพียงความเงียบงัน

            สิ่งใด!!!

            บังเกิดหนังตาหนาหนักดวงเนตรกรอกกลับกระเสือกกระสนค่อยดิ้นรนพ้นความมืดมิดที่คุกคามพลันรู้สึกตัวตนได้ว่าความปวดแปลบนั้นคือสิ่งใด ทั้งยังจดจำได้ว่าตัวตนนี้ดำรงไว้ด้วยประการใด

            ไมท์...ไมท์ สเปนเซอร์...

            สติสัมปะชัญญะขับขานสะท้านในห้วงคำนึงจิตสำนึกกระซิบเรียกขานต่อชื่อตนเอง ตักเตือนมิให้หลงลืมตัวตน

            เปลือกตาหนาหนักฝืนเปิดขึ้นอย่างยากเย็นภายในกรอบสายตาพร่ามัว เมื่อผ่านการกระพริบถี่ค่อยชัดเจนขึ้น

            บุรุษหนึ่งเปลือยเปล่านั่งจดจ้องผมอยู่ใบหน้ายุ่งเหยิงผมเผ้ารุงรังดุจคนป่าทาร์ซาน เนื้อตัวคล้ำคร่าน่าสกปรกกอปรกับสีหน้าเย็นชาตายด้านแววตาไร้อารมณ์ ชักชวนถึงบรรยากาศอันไม่เป็นมิตรผมไม่รู้ว่าชายแปลกหน้าเป็นใคร แต่คนวิตถารผู้นี้มันช่างคุ้นหน้าคุ้นตา

            ข้างกายเขารายล้อมด้วยฝูงสัตว์ป่าหลายชาติพันธ์บางตัวสงบนิ่ง บางตัวซุกซนกวัดแกว่างแขนขาเคลื่อนไหวตลอดเวลาบางตัวคำรามบางเบาแต่แววตาแสดงถึงสัญชาตินักฆ่าน่าหวาดหวั่นคนธรรมดาที่ไหนจะอาศัยอยู่ร่วมกับฝูงสัตว์ป่าเช่นนี้กัน?

            ใจหายวาบ!!!ผมลอบสูดลมลึกพยายามควบคุมตนเองมิให้แตกตื่นจนใครสังเกตออกอีกทั้งยังต้องระวังการเคลื่อนไหวแม้ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจเป็นการกระตุ้นให้มันโจมตีคาดคำนวณว่าหากพวกมันหิวขึ้นมาผมคงไม่พ้นตกเป็นอาหารแล้วแล้วคนป่าแปลกประหลาดผู้นี้ต้องการอาหารด้วยหรือไม่?

            มองไปโดยรอบสถานที่นี้คล้ายเป็นผาถ้ำซุกซ่อนใต้หุบเขา หากมันถูกค้นพบโดยนักสำรวจสามารถยกขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นยอดได้เลยทีเดียวขนาดของมันนับว่าพอดีกับจำนวนคนหนึ่งกรุ๊ปทัวร์ เป็นโถงที่ไม่ใหญ่เล็กจนเกินไปหินงอกหินย้อยที่ธรรมชาติสรรค์สร้างบรรจงแกะสลักประดับตามเพดานผนังถ้ำแสดงความวิจิตรงดงามในตัวมันเองมีพืชพันธ์สีเขียวสดขึ้นปกคลุมหินบางก้อนที่มีทางน้ำไหลผ่านส่งเสริมความสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศความชื้นในอากาศควบคุมอุณหภูมิให้อบอุ่นสบาย มิให้ร้อนเย็นเกินไปแสงอาทิตย์แผดจ้าจากฟ้าสาดทะลุเทือกเขาลงมาผ่านร่มไม้ใหญ่เกิดเงาตกกระทบทำมุมเกือบ90องศาให้พอคาดคำนวณเวลาได้ว่าเป็นช่วงไม่เกินบ่าย ไอแดดยังฉาบทาสะท้อนหินผาเปียกชื้นหักเหแสงสว่างชักนำเข้าสู่ภายในถ้ำทำให้ประกายความงดงามของป่าเขาตามธรรมชาติฉายชัดขึ้นเบื้องหน้าหากมีเวลาพอผมก็อยากหยุดพักชื่นชมบรรยากาศพร้อมจิบกาแฟร้อนสักถ้วย

            แต่ยังไงซะผมก็ต้องการไปจากที่นี่โดยเร็วพลางขยับตัวเพียงเล็กน้อยยังไม่สำเร็จซ้ำนำพาความเจ็บปวดแล่นผ่ากลางกระดูกสันหลังแปลบปลาบ

            “บอกว่าอย่าขยับ”เสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบพูดซ้ำ

            เสียงโอดครวญบางเบารอดจากริมฝีปากหลุดพ้นการข่มกั้น

            ร่างกายแขนขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เพราะถูกพันธนาการด้วยเถาวัลย์ป่ากับกิ่งไม้ท่อนเขื่องที่สานตัวเป็นแคร่ให้ต้องนอนราบไปกับพื้นสถานเดียวความเจ็บปวดทรมานฟ้องร้องตัวเองถึงอาการบาดเจ็บ รสชาติแปลบปลาบแผ่พล่านไปทั่วกายทุกรูขุมขน

            นี่มันทำอะไรกับผม!!!

            ความทรงจำเริ่มปะติดปะต่อพลันต้องตื่นตระหนกอีกครั้ง

            มันนี่เอง!!!

            คนป่าแปลกประหลาดก็คือมันจ้าวป่าอสูรเถื่อน มันอยู่ในสภาพก่อนกลายร่างเป็นร่างมนุษย์ที่ผมพบเห็นมันเป็นครั้งแรก

            ก่อนจะสิ้นสติจ้าวป่าอสูรเถื่อนถูกผมพิชิตชัยด้วยทัณฑ์มัจจุราชทวงวิญญาณภาพความทรงจำฉายขึ้นค่อยทบทวนเหตุการณ์ และหลังจากนั้นเกิดแผ่นดินไหวจนโดนหินผาถล่มกลิ้งทับคิดว่าต้องตายเน่าแล้ว แต่ทำไมถึงยังรอดมาได้ และศัตรูตนนั้นมันสิ้นลมไปแล้วไม่ใช่หรือไงกันแต่ทำไมมันถึงยังอยู่ที่นี่?

            จ้าวป่าอสูรเถื่อนที่แท้มันเป็นตัวอะไรกันแน่

            เป็นมันที่พันธนาการผมไว้ไม่รู้มันฟื้นมาได้อย่างไร และตอนนี้ผมคงตกเป็นเชลย

            “ตอนนั้น...เราทั้งคู่โดนหินถล่มกลิ้งทับถ้าไม่ได้ข้าเจ้าตายไปนานแล้ว” 

            หือ...ราวกับมันรู้ว่าผมต้องการคำตอบ

            “เจ้ามีชื่อไหมเรียกว่าอะไร” มันสอบสวนผมทั้งที่ก่อนหน้านั้นผมคิดทำอย่างเดียวกัน

            “ไมท์สเปนเซอร์” ผมตอบโดยไม่คิดโป้ปด หวังว่าคงได้ความจริงจากมันเช่นกัน

            “แล้วเจ้าชื่อว่าอะไร”ผมถามกลับบ้าง ตอนนี้ขยับได้แต่ปาก

            “เคยบอกไปแล้วหลายครั้ง..ฮูม”

            “ข้าชื่อฮูม”

            อ้อที่แท้ ฮูมคือชื่อมัน ทีแรกนึกว่ามันเอาแต่คำราม

            คราวนี้มันแสยะยิ้มเหมือนสาใจอะไรบางอย่าง

             “หึ ตอนนั้นเจ้าคงนึกฝันว่าพิชิตข้าลงได้แต่กลับเป็นข้าที่ช่วยชีวิตเจ้า”

            คงเป็นอย่างที่มันพูดตอนนั้นผมหมดสภาพลงแล้วจริง ต้องตกตายภายใต้หินอุบาตรก้อนนั้นหากมันไม่ฉุดลากผมออกไปในวินาทีสุดท้าย นับว่าต้องติดหนี้มันแล้ว

            ความจริงอีกอย่างในตอนนั้นจ้าวป่าอสูรเถื่อนโดนทัณฑ์มัจจุราชทวงวิญญาณสยบลง ขณะก่อนสิ้นลมหายใจมันยังสวนหมัดชกเข้าที่หน้าอกผมที่ปราศจากชุดเกราะได้ทีหนึ่งก่อนหินถล่มทับแรงอัดกระแทกทะลุถึงกระดูกสันหลัง จึงทำให้ระบบประสาทส่วนกลางเสียหายยับเยินจนบัดนี้หากตอนนั้นมันไม่หมดลมก่อนในวินาทีสุดท้ายและกอปรกับเกิดแผ่นดินไหวขึ้นกะทันหันทำให้การโจมตีคลาดเคลื่อนจุดตายไปอย่างเฉียดฉิวไม่เช่นนั้นร่างของผมคงแหลกละเอียดคากำปั้น ถือว่าตกตายได้ทอดหนึ่งหรืออีกอย่างเมื่อมันสามารถฟื้นชีพในภายหลังมันย่อมสังหารผมที่หมดสภาพลงอย่างง่ายดายด้วยการโจมตีเพียงเล็กน้อยนับว่าตกตายรอบสอง หรือไม่ต้องลงมือใดแค่มันปลดปล่อยให้ตกตายเองด้วยหินยักษ์บดขยี้ร่างแหลกเหลวโดยไม่ต้องเหลือบมองถือว่าตกตายได้รอบสาม แต่มันกลับเลือกไว้ชีวิต และกระชากศัตรูพ้นจากความตาย

            พวกเราต่างต่อสู้เสี่ยงชีวิตเอาเป็นเอาตายสุดท้ายผลลัพธ์ออกมาเช่นนี้ นับเป็นบทสรุปที่ขบคิดไม่เข้าใจ

            อันที่จริงการที่กระดิกกระเดี้ยวไม่ได้นั้นเป็นเพราะกระดูกสันหลังของผมได้รับบาดเจ็บสาหัสระบบประสาทเส้นเอ็นได้รับความเสียหายและหากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องอนาคตอาจต้องถึงขึ้นพิการถึงแม้อุปกรณ์ช่วยชีวิตจะเป็นเพียงแค่แคร่ไม้ไผ่กับเถาวัลย์ป่า แต่มันก็ช่วยรักษาสภาพไม่ให้ทุพลภาพถาวร

            เป็นมันผู้นี้ที่ปฐมพยาบาลเป็นวิธีการแบบคนป่าพื้นถิ่นหรืออาจลอกเลียนมาจากคนเมือง

            “ทำไมไม่เจรจากันแต่แรกจะได้ไม่ต้องมาฆ่ากันอย่างนี้” ผมยกประเด็นนี้ขึ้นเป็นอันดับแรกที่จะต้องความเข้าใจอย่างถ่องแท้เพราะมันเป็นเหตุเบื้องต้นที่จะสืบสานผลลัพธ์ต่อเนื่องจากนี้ถึงมันจะคือผู้ช่วยชีวิตแต่มันก็คือหายนะเช่นกัน

            “พวกมันคิดว่าเจ้าทำร้ายลูกของมันมันจึงโจมตีเจ้าก่อน ส่วนข้าเห็นพวกพ้องโดนทำร้าย ข้าเองก็ต้องลงมือตามน้ำนึกไม่ถึงต้องมาเจอสัตว์ประหลาดเช่นพวกเจ้า ทำให้ข้าหลังชนฝาไม่สู้ตายก็ไม่ได้”

            หือ! ใครกันแน่สัตว์ประหลาด...ผมได้แต่ประท้วงในใจ

            พวกมันที่ฮูมพูดถึงหมายถึงเหล่าสัตว์อสูรที่ตอนนี้อยู่ในรูปลักษณ์ของสัตว์ป่าธรรมดาคำพูดเหล่านี้เรียบง่ายนักแต่สื่อความหมายอธิบายเรื่องราวครบถ้วน

            “เจ้าเป็นใครกันแน่”ผมต้องใช้สรรพนามตามมัน ดูจะเข้ากับสถานการณ์ดี “ข้าแน่ใจว่าเจ้าสิ้นลมหายใจไปแล้วแต่ทำไมถึงฟื้นขึ้นมาทันที”

            “ข้าก็ไม่รู้...แต่คิดว่าคงเป็นจิตวิญญาณจ้าวป่าบรรพชนปกป้องข้าทำให้ข้าฟื้นคืนชีวิตแทบจะทันทีที่ดับดิ้นลง”มันพูดโดยไม่รู้สึกว่าผีสางเป็นเรื่องแปลกประหลาด

            “อีกอย่าง...ตอนที่ข้าล้มลงเจ้าไม่ต้องการสังหารให้เด็ดขาด ยังคงเหลือพลังชีวิตให้ข้า1หน่วย...ไม่เช่นนั้น ข้าคงไม่สามารถฟื้นชีวิตได้ทันทีราวปาฎิหาริย์”

            มันรู้ด้วยว่าผมไม่อยากฆ่ามันเป็นความจริงที่ตอนนั้นผมไม่อาจตัดใจพรากชีวิต ยังคงเหลือพลังชีวิตให้มัน1หน่วย

            “...”ไม่แน่ใจว่ามันรู้สึกยังไง ผมจึงยังพูดไม่ออก

            “เจ้าหนุ่มน้อยคนที่สู้กับข้าก็เช่นกันข้าหมายถึงลูกชายเจ้า” เขาหมายถึงฟิวท์ไม่เป็นคนอื่น

            “มันมีโอกาสสังหารข้าได้เช่นกันแต่มันก็ใจเสาะเกินกว่าจะฆ่าคน มันทำเช่นเดียวกับเจ้า ทิ้งพลังชีวิตเหลือให้ข้า1หน่วย”

            “...”เป็นเพราะผมกับฟิวท์ใจดีเกินไป บางครั้งกลับนำหายนะมาสู่ตน

            “มาคิดดูตอนนี้...นับว่าพวกเจ้ายังมีเมตตาเหมือนกันทั้งพ่อทั้งลูกเลยนะ...ฮ่า ดังนั้น ข้าจึงไม่อยากให้เจ้าตายเช่นกัน” ดูเหมือนฮูมกำลังหัวร่อ

            สรุปเป็นว่าผมติดหนี้มันแล้ว

            “ป่าแถบนี้เป็นบ้านของข้าและพวกนั้นก็เป็นเพื่อนของข้า”

            แน่นชัดแล้วว่ามันเป็นจ้าวป่า

            “ทีแรกข้านึกว่าพวกเจ้าทำร้ายเมฆหิมะทำให้พ่อแม่ของมันกับพวกพ้องโจมตีเจ้าด้วยความโกรธแค้นตอนนั้นข้าก็ตะโกนห้ามปรามพวกมันแล้ว บางทีพวกมันก็บ้าคลั่งเลือดขึ้นหน้าไม่ฟังใครข้าเองก็ต้องปล่อยเหมือนกัน” จำได้ว่าตอนนั้นเขาตะโกนเป็นภาษาสัตว์เขาสั่งห้ามปรามพวกลูกน้องมิใช่สั่งให้มันโจมตีแต่พวกมันตอนนั้นกำลังตกใจและบ้าคลั่งคิดว่าลูกของมันถูกผมฆ่าตายไปแล้ว

            “ปกติพวกมันรักสงบไม่โจมตีใครก่อน แน่นอนย่อมมีสาเหตุที่มันลงมือ...”สีหน้าแววตาของฮูมเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยเมื่อกล่าวถึงจุดนี้

            “...ยังไง...”ผมอดถามไม่ได้

            “เมื่อปีก่อนเจ้าเมฆขาว...มันโดนฆ่าอย่างโหดเหี้ยมทารุณเป็นฝีมือพวกโจรชั่วพ่อแม่ของมันเห็นกับตาแต่ก็เข้าช่วยไม่ทัน...สุดท้ายซากศพยังไม่หลงเหลือ”

            เสียงกัดฟันกรอดน้ำเสียงเขากลายเป็นดุดันแฝงความโกรธแค้น เมฆขาวที่ฮูมหมายถึงมันเป็นตัวพี่ของเจ้าเมฆหิมะผมเข้าใจความโกรธแค้นชิงชังในการสูญเสียของพวกเขาเป็นอย่างดี พวกนายพรานที่เห็นแก่เงินปล้นชีวิตผู้อื่นอย่างโหดเหี้ยมย่อมไม่ต่างจากโจรชั่วตอนนั้นกลิ่นสัญญาณขอความช่วยเหลือคงฟุ้งไปทั้งป่า แท้แล้วพวกเขามีประวัติที่น่าเศร้ามาก่อนการที่พวกสัตว์อสูรโจมตีผมทันทีที่ปรากฏตัวก็เพราะกลิ่นสัญญาณติดตัวผมโดยบังเอิญความเข้าใจผิดจึงปะทุอย่างรุนแรง กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่เกือบล้างผลาญชีวิตทั้งสองฝ่ายจนหมดสิ้น

            ต่อมาทราบว่าทีแรกพวกมันต่างคิดว่าผมเป็นพวกนายพรานที่ชอบล่าสัตว์อสูรไปขายหรือชำแหละกินและเอาดวงจิตของพวกมันส่งตลาดมืดทำกำไรซึ่งในตลาดมืดถือกันว่าลูกแก้วดวงจิตของสัตว์ป่าแถบนี้เป็นสิ่งวิเศษดลบันดาลได้ทุกอย่างหาได้ยากยิ่ง ยิ่งสัตว์อสูรที่ดุร้ายหายากยิ่งมีมูลค่ายากประเมิน

            “ที่สุดเหตุการณ์ก็ทำให้ข้าลงมือแต่สุดท้ายกลายเป็นความเข้าใจผิดของพวกข้าเอง” ฮูมก้มศีรษะลงต่ำคล้ายสำนึกเสียใจ

            ฮูมยังบอกอีกว่าขณะกำลังลงมือต่อสู้ หากจวนตัวจนดวงจิตวิญญาณอสูรบรรพกาลปรากฏขึ้นบางครั้งจะควบคุมตนเองไม่อยู่ บางครั้งก็ไม่ทราบว่าทำอะไรลงไปบ้าง หากเขาฆ่าใครตายไประหว่างนั้นเขายินดีรับผิดชอบด้วยชีวิต แสดงว่าจ้าวป่าอสูรเถื่อนในโหมดคลั่งอยู่เหนือการควบคุมด้วยจิตสำนึกของเขาหรืออีกนัยหนึ่งมันกำลังจะบอกว่า หากเผลอทำใครตายนั่นไม่ใช่ฝีมือมันงั้นเรอะ!

            แต่ยังนับว่าโชคดีมหาศาลตอนที่ผมย้อนกลับไปยังพบสัญญาณชีวิตของคนทั้งสาม และพวกฝ่ายสัตว์อสูรยังอยู่ครบ ไม่เช่นนั้นในตอนนี้ทั้งบุญคุณความแค้น ไม่รู้เรื่องราวจะคลี่คลายไปทางใด...

            เขายังบอกอีกว่า...ในตอนนั้นขณะใกล้ถึงจุดสิ้นสุดการต่อสู้เขายังมีเวลาจับสังเกตได้พบเห็นเงาร่างของเจ้าเมฆหิมะวิ่งวุ่น ที่สุดมันก็กลับมาเข้าฝูงจนได้ตอนนั้นจึงสะกิดใจแล้วว่าการรบราครั้งนี้อาจไม่ใช่เหตุอันสมควร ดังนั้นท้ายที่สุดบทสรุปจึงออกมาเป็นเช่นที่เห็น

            ลูกพรองฮอลล์เผือกตัวที่โตไม่เต็มวัยโผล่พ้นจากเบื้องหลังแม่ของมันเข้ามาเลียหน้าฮูม ประดุจสุนัขรักเจ้าของ

            แน่นอนว่าของเหลวที่ไหลจากหูของลูกพรองฮอลล์ตัวนั้นเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือเมื่อตกอยู่ในอันตรายและเมื่อพวกพ่อแม่ของมันได้กลิ่นสาบฉุนที่ติดบนอกเสื้อตอนถูกพุ่งชนมันเลยเข้าใจว่าผมเป็นผู้ทำร้ายลูกของมัน และที่พวกมันมุ่งหน้าไปที่ฐานลับบนยอดเขาเพื่อตามหาลูกน้อยของมันนั่นเองจึงกลายเป็นเหตุให้ต้องมาฆ่าฟันกันโดยไร้เหตุผลอันสมควรแล้ว

            “พวกเราต่างก็ไม่ใช่นายพรานแค่สงสัยว่าพวกเจ้าเป็นสปายเท่านั้น จึงได้ออกสกัดพวกเจ้าไว้ ข้าไม่เคยคิดจะสังหารผู้ใดแม้พวกมันจะเป็นสัตว์อสูรก็ตาม ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะความเข้าใจผิดโดยแท้”ผมเองก็ต้องการแสดงเจตนา อธิบายเรื่องราวตามที่เป็นไป

            ฮูมได้แต่ผงกศีรษะเป็นเชิงเข้าใจก่อนจะสงบคำพูด



    คล้ายกับเรื่องTREE WORLD ปฐพีวินาศโลก ที่คุณอ่าน