คัมภีร์หมัดสยบฟ้า

    ตอนที่ 31 จอกแหนไร้ราก กำลังหาที่หยั่งลึก

    “เป็นอย่างไรบ้าง” เซิ่งมู่เอ่ยถามสหายที่นั่งข้างกายตน

    “หอประลองให้ข้าเลือกระหว่างเงินเซียนและสมุนไพรชั้นนภา” หลิวจื่ออี้ตอบ

    “แล้วเจ้าเลือกสิ่งใด สมุนไพรหรือ?” เด็กหนุ่มเอ่ยต่อ

    “ข้าเลือกเงินเซียน ตระกูลข้ามีสมุนไพรหลากหลายชนิดอยู่แล้ว หากไม่ใช่สมุนไพรที่มีระดับขั้นโบราณขึ้นไป ข้าก็ไม่สนใจหรอก” สตรีชุดเขียวส่ายหน้า

    ได้ยินคำตอบของสหาย เขาก็ร้อง อ้อ! รับออกมาคำหนึ่ง 

    เมื่อหลิวจื่ออี้มาถึงสมาคมไป๋ซาง เวลาก็ล่วงเข้ายามโหย่วแล้ว คราแรกเขากับต้าจินตัดสินใจรอนางอยู่ที่เรือนพักรับรองนานหลายเค่อ หากไม่มีสาวใช้มาบอกกล่าว ป่านนี้ทั้งสองคงไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยงเป็นแน่

    งานเลี้ยงของสมาคมไป๋ซางจัดขึ้นที่ลานกว้างนอกหอหลัก มีโต๊ะไม้กลมตัวเล็กหลายสิบตัวจัดวางไว้รอบนอก สำรับอาหารเลิศรสหลายชนิดล้วนถูกยกมาให้แขกเหรื่อลิ้มลอง

    แม้จะเรียกว่าแขกเหรื่อ แต่ส่วนใหญ่ก็มีเพียงสมาชิกที่ร่วมเดินทางมาพร้อมกับหมิงเจ๋อ นอกนั้นเป็นเพียงตัวแทนจากสำนักน้อยใหญ่ที่ต้องการเข้ามาผูกไมตรีกัน

    “พวกเจ้าตามข้ามานี่สิ ข้าจะพาไปทำความรู้จักกับอาจารย์อาเล็กของข้า” ระหว่างจิบชา เซิ่งมู่ก็ถูกสะกิดที่ไหล่จากบุรุษผู้หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเป็นไป๋เซียวเฟิง ทั้งคู่จึงลุกขึ้นเดินตามบุรุษชุดเทาไป

    “อาจารย์อาเล็ก นี่คือน้องเซิ่งมู่ที่ข้าเคยเล่าให้ฟัง เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่ชมชอบการอ่านตำรา ส่วนอีกผู้หนึ่งคือแม่นางหลิวจื่ออี้ บุตรีสายตรงจากตระกูลหลิวแห่งอวิ๋นสุ่ย” สิ้นเสียงแนะนำตัว ทั้งสองจึงประสานมือคารวะสตรีวัยกลางคนตรงหน้า

    “ข้าหยุนรั่วอี๋ ตอนอยู่ที่ตำหนัก เสี่ยวไป๋พูดถึงพวกเจ้าให้ฟังไม่น้อยเลย” สตรีชุดเทาประสานมือแบบวิญญูชนทักทายตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม 

    “เดินทางกลับอวิ๋นสุ่ยครานี้ ท่านอาจารย์อาเล็กจะติดตามพวกเราไปด้วย เพื่อคอยช่วยเหลือผู้อาวุโสเฉินอีกแรง… ว่าแต่น้องต้าจินหายไปไหนเสียแล้ว ข้ากะจะแนะนำให้เขารู้จักเสียหน่อย” ไป๋เซียวเฟิงชะเง้อคอพยายามมองหาสหายอีกคนในงาน “เดี๋ยวข้ากลับมา พวกเจ้าคุยกับอาจารย์อาเล็กก่อนเถอะ” กล่าวจบเขาก็จ้ำอ้าวออกตามหาคนทันที ทิ้งให้ทั้งสองยืนเก้ออยู่กับอาจารย์อาเล็กของตน

    หยุนรั่วอี๋ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มบาง “ผ่านไปหลายปี เด็กคนนี้ก็ยังเป็นเช่นเดิม… พวกเจ้านั่งลงก่อนเถิด” นางผายมือเชิญทั้งสอง

    นางรินชาลงในถ้วยกระเบื้องสามใบ ก่อนจะโบกมือส่งให้ลอยไปอยู่เบื้องหน้าของคนทั้งคู่

    “เสี่ยวไป๋เคยเล่าให้ฟังว่าเจ้าชื่นชอบการเล่นหมากล้อม เขาประมือกับเจ้าหลายครั้ง มีแพ้ชนะสลับกันไป แม้ฝีมือเขาจะมิได้เก่งกาจมากนัก แต่ก็มิได้อ่อนด้อย ต้องขอบคุณเจ้าที่คอยช่วยฝึกปรือกับเขา” นางเอ่ยชมเซิ่งมู่

    “มิกล้ารับ หลายครั้งเป็นคุณชายไป๋ที่ออมมือ เปิดช่องให้ข้าโจมตี ข้าไม่ค่อยมีโอกาสดวลหมากล้อมกับผู้อื่น การพบเจอคุณชายไป๋จึงทำให้ข้าได้รับคำชี้แนะมากมายทีเดียว” เด็กหนุ่มเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม 

    “เพราะเป็นผู้ฝึกยุทธ์เจ้าจึงอาจยังไม่ทราบ แต่สำหรับผู้ฝึกปราณสายนักพรตเช่นเรา การรู้แจ้งในศาสตร์ศิลป์หลายแขนงล้วนสำคัญยิ่ง การที่เจ้าคอยเล่นหมากล้อมกับเขา ก็เหมือนช่วยให้เขารู้แจ้งในวิถีมรรคาโดยอ้อม หากไม่ใช่เพราะเจ้ามีฝีมือสูสีกับเขา เขาคงไม่ชื่นชมเจ้าถึงเพียงนี้” นางจิบชาด้วยท่วงท่าสง่างาม

    ซิ่งมู่ทำได้เพียงพยักหน้ารับคำชมนั้นเบาๆ ก่อนที่นางจะหันไปสนทนากับหลิวจื่ออี้ต่อ

    “ข้าต้องขอบคุณเจ้าเช่นกัน เด็กคนนี้มีความกระหายใคร่รู้ในหลายแขนงนัก หากไม่ใช่เพราะเจ้าคอยชี้แนะเรื่องการปรุงโอสถ ด้วยนิสัยของเขาคงต้องแอบไปทำเสียเรื่องเป็นแน่”

    “เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ผู้อาวุโสมิต้องเกรงใจ” สตรีชุดเขียวกล่าวตอบด้วยท่าทีเหนียมอาย

    “อันที่จริง ที่ข้าอยากพบพวกเจ้า มิใช่เพียงเพราะอยากรู้จักสหายของศิษย์หลาน แต่ข้ายังมีข้อเสนอมาให้เจ้าทั้งคู่อีกด้วย สกุลไป๋นิยมชมชอบคนรุ่นเยาว์ที่มีความสามารถ หากพวกเจ้าเข้าร่วมกับตระกูลข้า ทางตระกูลย่อมสนับสนุนทรัพยากรบ่มเพาะให้อย่างเต็มที่ แน่นอนว่าพวกเจ้ายังสามารถเข้าร่วมสำนักอื่นได้ตามต้องการ เพียงแต่สถานะของเจ้าจะดำเนินภายใต้สังกัดของตระกูลไป๋ แน่นอนว่าข้ามิได้บังคับขู่เข็ญ หากปฏิเสธ เจ้าก็ยังคงเป็นสหายที่ดีของเสี่ยวเฟิงเช่นเดิม ส่วนแม่นางหลิวมีตระกูลหลิวคอยหนุนหลังอยู่แล้ว ข้าเองก็คงไม่อาจยื่นข้อเสนอที่ดีกว่านี้ได้” หยุนรั่วอี๋อธิบายอย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงราบเรียบแฝงความเป็นมิตร

    “ขอบคุณผู้อาวุโส น้ำใจนี้ข้ารับไว้ด้วยใจจริง แม้ข้ากับพี่ไป๋นับถือกันเป็นสหาย ทว่าตอนนี้ข้ายังมิได้ตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมกับฝ่ายใด แน่นอนว่าในภายภาคหน้าหากพี่ไป๋ต้องการความช่วยเหลือ ข้าย่อมยื่นมือเข้าช่วยโดยไม่ลังเล” เซิ่งมู่กล่าวตอบอย่างหนักแน่น แม้ข้อเสนอจะน่าสนใจสำหรับบุคคลที่เป็นจอกแหนไร้รากเช่นเขา แต่หากต้องเลือกเข้าร่วมตระกูลใดตระกูลหนึ่ง เขากลับเอนเอียงไปทางสกุลสุยที่เป็นสายผู้ฝึกยุทธ์เสียมากกว่า

    “อืม… ข้าเคารพการตัดสินใจของเจ้า หวังว่าภายหน้าเจ้าและไป๋เซียวเฟิงยังคงเป็นมิตรสหายที่ดีต่อกัน” นางจิบชาพลางกล่าวโดยไร้ซึ่งท่าทีขุ่นเคือง

    จังหวะนั้นเองไป๋เซียวเฟิงก็เดินกลับมาพร้อมกับเด็กหนุ่มร่างกำยำ หลังแนะนำตัวให้ผู้อาวุโสรู้จัก ต้าจินก็ได้รับข้อเสนอเดียวกัน

    เซิ่งมู่ลอบสังเกตสีหน้าของไป๋เซียวเฟิงไปด้วย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีประหลาดใจ จึงคาดเดาได้ว่าศิษย์อาหลานคู่นี้คงตกลงเรื่องการทาบทามสหายของเขากันไว้ก่อนแล้ว

    ต้าจินเองก็ปฏิเสธเช่นกัน เขาให้เหตุผลว่าเรื่องนี้ไม่อาจตัดสินใจได้โดยพลการ แต่อย่างไรเสีย ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคุณชายไป๋ก็แน่นแฟ้นพอที่จะช่วยเหลือกันในยามยากลำบากอย่างแน่นอน

    หลังจากนั้นทั้งห้าจึงสนทนาสัพเพเหระกัน หรือหากกล่าวให้ถูกคือมีเพียงไป๋เซียวเฟิงและต้าจินที่คุยกันอย่างออกรส ส่วนอีกสามคนเป็นเพียงผู้ฟัง โดยมีผู้อาวุโสหยุนเอ่ยถามแทรกขึ้นมาเป็นบางครา

    เวลาล่วงเลยไปกว่าครึ่งชั่วยาม หยุนรั่วอี๋จึงขอตัวกลับตำหนักสกุลไป๋ในชิงซีก่อน ส่วนต้าจินและไป๋เซียวเฟิงก็แยกย้ายไปเดินทักทายผู้คนทั่วงานเลี้ยง

    เมื่อทั้งโต๊ะเหลือเพียงหลิวจื่ออี้กับเซิ่งมู่ ก็ปรากฏร่างของบุรุษสองคนเดินตรงเข้ามาหาพวกเขาพอดี

    “คุณชายเซิ่งขอคุยเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่?” บุรุษที่เคยสวมชุดดำ บัดนี้เปลี่ยนมาสวมอาภรณ์แพรสีขาวปักลวดลายสีทองสลับแดง บนอกมีตรามังกรสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์ปักไว้ด้วยไหมทองคำอันงดงาม ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาด้วยท่วงท่าองอาจสง่างาม ข้างกายคือบุรุษผิวเข้มที่แต่งกายในลักษณะเดียวกัน ทว่ากลับไร้เงาของสตรีชุดแดงที่เขาพบเมื่อกลางวัน

    เซิ่งมู่หันไปมองหลิวจื่ออี้ นางพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มบาง ก่อนจะลุกขึ้นขอตัวล่าถอยไป ปล่อยให้ทั้งสามได้มีพื้นที่สนทนา

    “คารวะท่านปรมาจารย์” เขาลุกขึ้นประสานมือ แต่กล่าวยังไม่ทันจบประโยค ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นมากดมือของเขาลงเบาๆ

    “พวกข้าเคยบอกแล้วว่าไม่จำเป็นต้องมากพิธี เจ้ายังมิได้ก้าวเข้าสู่สำนักหลวง อีกทั้งพวกเราก็หาได้อายุมากถึงเพียงนั้น ทำตัวตามสบายเถิด” โม่หนิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงอย่างเป็นกันเอง

    เด็กหนุ่มจำต้องนั่งลงตาม ก่อนจะขยับนั่งตัวตรงรอฟังสิ่งที่บุรุษรูปงามเบื้องหน้าตนเอ่ย

    “นี่คือเสวียนอี้ สหายของข้ากับหนิงกงซี พวกข้ามาที่นี่เพียงเพื่ออยากทราบว่า เจ้ามีความคิดเห็นเช่นไรต่อสำนักหลวง” โม่หนิงเปิดบทสนทนา

    “เรียนตามตรง ข้ายังไม่คุ้นเคยกับสำนักหลวงมากนัก แต่ชื่อเสียงด้านวรยุทธ์ของสำนักหลวงถูกกล่าวขานว่าเป็นอันดับหนึ่งในชิงอวิ๋น ข้าจึงให้ความสนใจอยู่ไม่น้อยจริงๆ” เซิ่งมู่ตอบอย่างนอบน้อม แม้ในใจยังคงสงสัยถึงเจตนาที่แท้จริงของการมาเยือนในครั้งนี้ ทว่าเขาก็พอจะคาดเดาเค้าลางได้บ้างแล้ว

    “เช่นนั้น เจ้าสนใจที่จะเข้าศึกษาในสำนักหลวงหรือไม่” ครานี้เป็นเสวียนอี้ที่เอ่ยถามขึ้นมาบ้าง

    “ก่อนจะให้คำตอบ ข้าขอเสียมารยาทถามท่านทั้งสองได้หรือไม่ ว่าเหตุใดจึงเพ่งเล็งข้านัก กล่าวตามตรง ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้ออกจะแปลกประหลาดอยู่ชอบกล” เขาเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา หากมัวแต่อ้อมค้อมหยั่งเชิงเพื่อหาเจตนาอีกฝ่าย แม้จะผ่านไปสองชั่วยามก็ยังคงมิได้คำตอบ มิสู้ถามตรงๆ ไปเลย ได้คำตอบก็ดี ไม่ได้ก็ช่าง อย่างไรเสียเขาก็ตั้งใจจะเข้าสำนักหลวงอยู่แล้ว หากล่วงรู้เหตุผลเบื้องลึกย่อมช่วยให้วางแผนในอนาคตได้รัดกุมยิ่งขึ้น

    เสวียนอี้กับโม่หนิงสบตากัน ก่อนที่บุรุษรูปงามจะพยักหน้าแล้วเอ่ย “เจ้าจำภารกิจของสำนักหลวงที่พวกข้ากำลังทำอยู่ได้หรือไม่? บอกเจ้าไปก็ไม่มีสิ่งใดเสียหาย ภารกิจนั้นคือการตามหาผู้มีพรสวรรค์ในพื้นที่ไกลเมืองหลวงเช่นเจ้า สำนักหลวงเป็นสถานศึกษาที่คนทั่วหล้าหมายปอง ผู้ต้องการสอบเข้าหลายสิบหมื่น ทว่าในขณะเดียวกัน พวกเราก็พลาดเพชรเม็ดงามไปมากมายเช่นกัน เวลานี้ความสัมพันธ์ระหว่างชิงอวิ๋นและชิงซานไม่สู้ดีนัก การเพิ่มพูนกองกำลังให้แก่ราชสำนักจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน” โม่หนิงอธิบายอย่างไม่ปิดบัง

    “หากเป็นเช่นนั้นข้าย่อมเข้าใจได้ แต่เหตุใดถึงติดต่อกับข้าถึงสองครั้งสองครา?” เด็กหนุ่มซักถามต่อ

    “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าสามารถเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับขอบเขตสูงกว่าได้ กล่าวตามตรง แม้ยอดฝีมือข้ามขั้นจะมีอยู่บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะพบเห็นได้ทั่วไป การได้คนเช่นเจ้ามาบ่มเพาะ ย่อมส่งผลดีต่อราชสำนักในภายภาคหน้า ข้าและหนิงกงซีในอดีตก็เคยถูกทาบทามด้วยวิธีนี้เช่นกัน” ครานี้เป็นบุรุษผิวเข้มที่เปิดปากไขข้อข้องใจ

    “เข้าใจแล้ว… ในเมื่อพวกท่านจริงใจ ข้าก็ย่อมจริงใจตอบ แต่เดิมสำนักหลวงก็เป็นเป้าหมายของข้าอยู่แล้ว การที่ท่านทั้งสองเข้ามาชักชวนข้าเช่นนี้ ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก” เซิ่งมู่ลุกขึ้นยืนประสานมือขอบคุณ ทว่าก็เป็นเช่นเดิม มีมือข้างหนึ่งรั้งเขาไว้ไม่ให้ค้อมกายลง

    “นี่เป็นหน้าที่ของพวกข้า เจ้ามิต้องเกรงใจ” โม่หนิงเอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนที่ทั้งสองจะกล่าวลากันแล้วเดินจากไป

    เซิ่งมู่ที่ถูกทิ้งให้นั่งอยู่เพียงลำพังลอบถอนหายใจออกมายาวเหยียด มิใช่เพราะอารมณ์ขุ่นมัว ทว่าโล่งอกเสียมากกว่า

    “ใครจะคาดคิดว่าข้าจะโชคดีถึงเพียงนี้ ออกจากเมืองเล็กมาพานพบเรื่องร้าย ทว่าก็ยังมีเรื่องดีแฝงอยู่” เด็กหนุ่มพึมพำกับตัวเองเบาๆ

    แม้เงาร่างของบุรุษทั้งสองจะลับสายตาไปแล้ว ทว่าความรู้สึกค้างคาในใจของเซิ่งมู่กลับยังไม่เลือนหาย สิ่งที่ทำให้เขาสับสนและค้างคาใจที่สุดเมื่อตอนกลางวัน กลับไม่ใช่เรื่องของสำนักหลวง ทว่ากลับเป็นการประลองระหว่างเขากับสตรีชุดแดงต่างหาก

    “ไป๋เซียวเฟิงยังไม่ว่าง… ถ้าเช่นนั้นสุยอู๋ซินล่ะ”

    เด็กหนุ่มพยายามมองหาสหายอีกคนของตน ในงานเลี้ยงที่ไม่ใหญ่นัก แต่ผู้คนกลับเดินขวักไขว่สนทนาแลกเปลี่ยนข่าวสารกันให้วุ่น เมื่อสายตาปะทะเข้ากับบุรุษชุดดำที่คุ้นเคย เขาจึงอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครอยู่รอบกายอีกฝ่าย รีบสาวเท้าเข้าไปหาทันที

    “คุณชายสุย…” เซิ่งมู่รีบร้องทักเพื่อรั้งตัวไว้

    “คุณชายเซิ่ง! ข้ากำลังคิดจะไปหาเจ้าอยู่พอดี เชิญนั่งก่อนเถิด” ไป๋เซียวเฟิงเล่าว่าพวกเจ้าไปหอประลองกันมา หลิวจื่ออี้ถึงกับคว้าชัยชนะมาได้ ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ แล้วเจ้าเล่าเป็นอย่างไรบ้าง ได้ลงประลองยุทธ์หรือไม่?” 

    “ข้าได้รับชมไปสองการประลอง เป็นของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสามคู่หนึ่ง ส่วนอีกคู่เป็นของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตร่างทอง…” เด็กหนุ่มจิบชาพลางรวบรวมความคิด “ข้าไม่อ้อมค้อมแล้วกัน ที่ข้าตามหาท่าน ก็เพราะอยากขอคำชี้แนะเรื่องของผู้ฝึกยุทธ์สักเรื่องหนึ่ง?”

    สุยอู๋ซินเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ก่อนจะผายมือบอกให้พูดต่อ

    “หมีคนผู้หนึ่งมาขอท้าประลองกับท่าน แล้วท่านใช้วิชามีดสั้นผสานเข้ากับวิชาหมัด ทว่าแม้จะคว้าชัยมาได้ แต่อีกฝ่ายกลับมีท่าทีขัดเคืองใจอย่างยิ่ง ท่านคิดว่าเป็นเพราะเหตุใด?” เขาถามด้วยน้ำเสียงลังเลปนฉงน

    “ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าไปเจอเรื่องใดมา… แต่เจ้ารู้จักคำว่า ‘มรรคาแห่งวรยุทธ์บรรพกาล’ หรือไม่?” บุรุษชุดดำถามกลับ

    เซิ่งมู่ส่ายหน้าช้าๆ เป็นคำตอบ

    “วรยุทธ์มีหลายแขนง ย่อมมีการพัฒนาและพลิกแพลงอยู่เสมอ แต่วิชาที่ผู้คนส่วนใหญ่ฝึกฝนล้วนเป็นเคล็ดวิชาที่สืบทอดมาจากบรรพกาล เน้นความซื่อตรงและหนักแน่น ชาวยุทธ์อย่างเราต้องหลอมรวมกายเนื้อเพื่อฝึกฝน เพราะเหตุนั้นผู้ฝึกยุทธ์จึงมีความซื่อตรงกว่าผู้ฝึกปราณมากนัก แต่ใช่ว่าทุกวรยุทธ์จะเป็นเช่นนั้น ยกตัวอย่างวิชามีดสั้นที่เจ้ารู้จัก มันแฝงกลลวงและเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าวิชาอื่น ส่วนใหญ่จึงเหมาะกับผู้ฝึกยุทธ์ที่เป็นมือสังหารมากกว่า หรือวิชาจำพวก แส้ ธนู ดาบอ่อน ล้วนแฝงเล่ห์เหลี่ยมหลอกล่อไว้ทั้งสิ้น ในทางกลับกัน วิชาหมัดที่เจ้าฝึก กลับเข้าใกล้แก่นแท้ของคำว่าวรยุทธ์บรรพกาลมากที่สุด หากเจ้าบอกว่าใช้วิชามีดสั้นผสมกับวิชาหมัดเพื่อเอาชนะ… สุดท้ายคู่ต่อสู้เจ้าจึงระเบิดอารมณ์ออกมา ข้าก็ไม่แปลกใจนัก… ยิ่งหากคนผู้นั้นเป็นผู้ยึดมั่นในมรรคาวรยุทธ์บรรพกาลด้วยแล้ว” สุยอู๋ซินเปิดปายอธิบายยาวเหยียด “แล้วเจ้าเอาชนะได้อย่างไรเล่า พออธิบายให้ฟังได้หรือไม่?”

    “คู่ต่อสู้ของข้าฝึกฝนวิชากายามาแข็งแกร่งเกินไป ข้าจึงใช้มีดในมือขวา หมัดในมือซ้าย ผสานการปัดป้องและโจมตีข้อต่อของคู่ต่อสู้จนชนะมาได้” เซิ่งมู่ไขข้อข้องใจ

    ครานี้บุรุษชุดดำถึงกับเกาหัว “ข้ารู้แล้วแหละว่าทำไมคนที่เจ้าสู้ด้วยจึงโกรธ… เป็นไปได้ว่านางอาจไม่ได้ต้องการเอาชนะเจ้า แต่เพียงต้องการดูแก่นวรยุทธ์ของเจ้าเท่านั้น… กล่าวตามตรงในฐานะผู้ใช้ดาบ หากเป็นเพียงการประลองแลกเปลี่ยนวิชา แล้วคู่ต่อสู้ใช้ลูกไม้เช่นนั้น ข้าเองก็คงไม่สบอารมณ์นัก… แต่เจ้าวางใจเถิด สิ่งที่เจ้าทำลงไปก็มิได้ผิด เจ้าเพียงมองว่าการประลองคือการต่อสู้จริง ไม่ผิดที่เจ้าจะไม่รู้ธรรมเนียมที่มิได้เขียนไว้” สุยอู๋ซินกล่าวปลอบพลางตบบ่าเซิ่งมู่เบาๆ

    ครานี้เขาถึงเข้าใจแล้วว่าทำไมนางถึงหงุดหงิดเช่นนั้น นางเพียงต้องการประลองหมัดอย่างตรงไปตรงมาเพื่อเรียนรู้วิถีหมัดของกันและกัน… ทว่าเขาจะทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อวิถีหมัดที่เขาแสวงหาคือการเอาชนะคู่ต่อสู้เบื้องหน้า ปู่เย่ที่พร่ำสอนเขามาก็เคยพูดเรื่องนี้กับเขา แท้จริงการจะเป็นผู้แข็งแกร่งไม่มีวิธีที่ถูกต้อง วรยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้าล้วนไม่มีจริง สิ่งสำคัญคือการหาวิธีชนะของตน

    ต่อให้ย้อนกลับไปประลองกับนางอีกรอบ หากถามเขาว่าจะใข้วิถีหมัดที่ซื่อตรงต่อกรกับนางหรือไม่? คำตอบก็ยังคงเป็นไม่! มิใช่ว่าเขาหวาดกลัวความพ่ายแพ้ เพียงแต่วิถีหมัดที่เขากำลังตามหา หาใช่การปะทะตรงๆ ดังผู้คนในบรรพกาล

    “ขอบคุณคุณชายสุยสำหรับคำชี้แนะ” เซิ่งมู่ประสานมือคารวะอย่างจริงใจ

    จังหวะนั้นเอง สุยอู๋ซินก็หยิบไหสุราดอกไม้ออกมากระแทกวางบนโต๊ะเสียงดัง ตึง! ก่อนจะโยนจอกเหล้ามาให้เขา

    “มาร่วมงานเลี้ยงแต่มัวจิบชา จะไปสะใจอันใด! ปกติข้าไม่ใช่คนขี้เมาหรอกนะ แต่ในเมื่อพวกเราเพิ่งผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ร่ำสุราสักจอกคงไม่เป็นไร! คุณชายเซิ่ง ดื่ม!” ว่าแล้วเขาก็ยกชามเหล้าในมือขึ้นซดอึกใหญ่ เซิ่งมู่คลี่ยิ้มรับ ก่อนจะยกชามเหล้าของตนขึ้นกระดกตาม

    …

    “ข้าพูดตามตรงนะ เหตุผลของเจ้าโง่มาก ข้าไม่คิดว่าเขาจะเชื่อหรอกกระมัง?” บุรุษผิวเข้มบ่นพึมพำ

    “ก่อนหน้านี้ก็ตกลงกันแล้วว่าเหตุผลนี้ใช้ได้ พอข้าเป็นคนเอ่ยเจ้ากลับด่าว่าโง่! ถ้าเจ้าพูดเองจะบอกว่าตัวเจ้าโง่หรือไม่?” โม่หนิงตอบอย่างฉุนเฉียว

    “ช่างเถอะๆ ว่าแต่มีวิธีไหนที่จะช่วยไม่ให้เขาก้มคารวะเราทุกห้าลมหายใจหรือไม่?” ระหว่างทางเดินกลับโรงเตี๊ยม เสวียนอี้ลูบคางเอ่ยถามสหายพลางขมวดคิ้วครุ่นคิดหนัก

    “หากให้ท่านเฮ่อรับเขาเป็นศิษย์เล่า… ถึงตอนนั้นพวกเราก็จะมีฐานะเท่าเทียมกัน จะได้มิต้องมากังวลกับเรื่องไร้สาระเช่นนี้” โม่หนิงเอ่ยปากตอบ พร้อมเอาพัดตบเข้าที่มือดังฉาด!

    “จริงด้วย! เหตุใดข้าจึงคิดไม่ออกกันนะ” บุรุษผิวเข้มทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือของตนด้วยท่าทีชอบใจ 

    “ง่ายนิดเดียว! ข้าฉลาด เจ้าโง่! นับเป็นเรื่องที่ถูกต้องอยู่แล้ว… แซ่หนิงเหมือนกันแต่เจ้านี่ด้อยกว่าข้าทุกอย่างเลย หน้าตายิ่งไม่ต้องพูดถึง…” บุรุษหน้าขาวกล่าวด้วยท่าทางทะเล้น

    “ถุ้ยๆๆ! ฉลาดจริงคงไม่เอาแซ่ตัวเองมาทำเป็นชื่อหรอก” เสวียนอี้ทำท่าถุยน้ำลายลงพื้น 

    “ส่วนเจ้ามันก็สมองน้อย เอาชื่อข้าไปทำชื่อเจ้าเนี่ยนะ! ทำไม! อย่างน้อยหน้าไม่ดีเลยอยากให้ชื่อดีหรืออย่างไร? อาศัยอะไร?” โม่หนิงกล่าวตอบโต้ด้วยความเดือดดาลปนหัวเราะ

    “อาศัยว่าข้าเป็นบิดาที่พลัดพรากของเจ้ากระมัง? พูดมากนัก!” บุรุษผิวเข้มกับบุรุษหน้าขาวโต้เถียงกันไปมาสักพัก ทั้งคู่ก็พลันระเบิดเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข ทำเอาชาวบ้านที่อยู่รอบๆ หันมามองด้วยความแปลกใจ

    บางคนถึงกับลอบครุ่นคิด สงสัยกฎระเบียบของสำนักหลวงคงจะเคร่งครัดเกินไปเป็นแน่ ถึงได้บีบคั้นให้อาจารย์หนุ่มทั้งสองท่านนี้เสียสติไปตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อครู่ยังยืนเถียงกันถึงบิดามารดา ไฉนตอนนี้จึงกอดคอกันหัวเราะร่วนได้?

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์หมัดสยบฟ้า ที่คุณอ่าน

    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 812
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    กำเนิดเทพนิทรา

    กำเนิดเทพนิทรา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    385K 758
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god) 混沌剑神

    เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god) 混沌剑神

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.63M 2739
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852