เทพยุทธ์แห่งนภาธรรม

    ตอนที่ 55 : ตำหนักโอสถหยินหยาง

    ตอนที่ 55 : ตำหนักโอสถหยินหยาง


            เชี่ยอิงอิง เมื่อได้ยินดังนั้นนางก็รีบพยักหน้ารับทันที ทั้งยังตั้งใจฟังในสิ่งที่รันฟงเทียนกำลังจะกล่าว


            “อย่างที่เจ้าทราบจากเจ้าของแผงลอยนั่นว่า แก่นผลึกอสูรระดับสองนี้ คือ แก่นผลึกของอสูรสิงโตเพลิง เขาไม่ได้โกหกพวกเรา แต่แก่นผลึกของอสูรสิงโตเพลิงนั้น โดยทั่วไปจะมีลักษณะคล้ายผลมะนาว”


            “ทว่าแก่นผลึกอสูรก้อนนี้มันมีรูปร่างพิลึกหน้าตาน่าเกลียด ซึ่งเกิดได้จากปัจจัยโดยรวมสามประการประกอบเข้าด้วยกัน”


            “ประการแรก สัตว์อสูรตัวนี้ มันสืบเชื้อสายมาจากอสูรระดับ 9 (เทียบเท่าผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณจักรพรรดิ) ”


            “ประการที่สอง สัตว์อสูรตัวนี้สามารถใช้ปราณธาตุได้มากกว่าสามชนิดขึ้นไป แต่ต้องมีธาตุเพลิงเป็นหลัก”


            “ประการสุดท้าย สัตว์อสูรชนิดนี้เคยได้กินผลไม้วิญญาณระดับแปดซึ่งจะออกผลทุกๆ หนึ่งหมื่นปี มันคือ ผลขัดสวรรค์”


            “เมื่อรวมทั้งสามอย่างเข้าด้วยกันแล้ว จะทำให้เกิดปฎิกิริยาพิเศษขึ้น ซึ่งรูปร่างแกนผลึกอสูรของมันก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่เจ้าเห็นเนี่ยแหละ”


            “ส่วนเรื่องสรรพคุณของมันก็แสนอัศจรรย์ จัดได้ว่าเป็นวัตถุดิบหลักในการหลอมโอสถระดับขั้น 4 นั่นก็คือ...โอสถขจัดนที”


            “โอสถขจัดนที นั้นถือเป็นโอสถในตำนานก็ว่าได้ ตลอดชั่วชีวิตของบุคคลหนึ่งสามารถกินมันได้แค่เม็ดเดียวเท่านั้น เนื่องจากมันจะช่วยปรับปรุงพรสวรรค์แต่กำเนิดของใครก็ตามที่กินมันเข้าไป หากเจ้าได้กินโอสถชนิดนี้แล้วล่ะก็ พรสวรรค์ของเจ้าจะเติบโตขึ้นจนถึงขีดสุด อัตราการฝึกฝนพลังปราณและความเข้าใจในจิตวิญญาณของเจ้าจะสูงขึ้นถึงห้าเท่า หากโชคดีเจ้าจะได้รับความเข้าใจในธาตุอื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วย”


            เมื่อเชี่ยอิงอิงพลันได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว นางถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ทั้งยังหยุดยืนอยู่กับที่ และเริ่มรู้ซึ้งแล้วว่า โอสถที่มีสรรพคุณท้าทายสวรรค์เช่นนี้มันมีอยู่ในโลกจริงๆ หรือนี่ หากว่าทั้งหมดที่รันฟงเทียนได้บอกแก่นางเป็นความจริงแล้วล่ะก็ ราคาหนึ่งแสนเหรียญทองของผลึกอสูรระดับสองก้อนนี้ ถือได้ว่าเป็นเพียงเศษฝุ่น เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ของมัน


            นางพลันเข้าใจในทันทีว่า เพราะเหตุใดรันฟงเทียนในคราที่เห็นผลึกอสูรสิงโตเพลิงนั้น ถึงได้ยืนนิ่งไปเสียครู่ใหญ่ ถ้าเปลี่ยนเป็นนางอาจจะแสดงอากัปกิริยาที่สุดโต่งยิ่งกว่าเขาเป็นแน่


            ขณะที่นางกำลังจินตนาการอยู่นั้น ก็พลันได้ยินเสียงของรันฟงเทียนดังเข้ามาในโสตประสาทของนางเสียก่อน


            “น้องอิงอิง คราวนี้พวกเราโชคดีเป็นอย่างมากที่ได้พบเจอแก่นผลึกอสูรที่น่าอัศจรรย์นี้ได้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงแก่นผลึกอสูรระดับสอง แต่ประสิทธิผลของมันก็ยังมากล้นอยู่ดี ทว่าการที่จะหลอมโอสถขจัดนทีได้นั้น ต้องรอจนกว่าข้าเลื่อนระดับเข้าสู่ ขอบเขตก่อเกิดวิญญาณขั้นกลางขึ้นไปเสียก่อน”


            “ด้วยขนาดของแก่นผลึกอสูรสิงโตเพลิงระดับสองก้อนนี้ ถ้าโชคดีล่ะก็... ข้าอาจจะหลอมโอสถขจัดนทีได้ประมาณเก้าเม็ดเป็นอย่างน้อย และหนึ่งในนั้นมันเป็นของเจ้าและป้าเชี่ยแน่นอนอยู่แล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า”


            ทว่าหลังจากเชี่ยอิงอิงได้ยินสิ่งที่รันฟงเทียนกล่าวออกมาด้วยความจริงใจนั้น ภายในจิตใจก็เปี่ยมล้นไปด้วยความอบอุ่นอย่างยิ่ง ดวงตาของนางพลันปรากฏหยดน้ำตา และเริ่มไหลรินออกมาอย่างไม่ขาดสาย


            รันฟงเทียนนั้นสามารถรับรู้อากัปกิริยาของเชี่ยอิงอิงได้แทบในทันที ก็พลันตกใจ เขาจึงเอื้อมมือไปลูบหัวของนางและเร่งกล่าวออกมา “น้องอิงอิง อย่าได้คิดมากเกินไป เจ้าและป้าเชี่ยเป็นครอบครัวที่เหลืออยู่ของข้า ข้าจะปกป้องพวกเจ้าจนกว่าชีวิตจะหาไม่”


            เชี่ยอิงอิงกลับรู้สึกตื้นตันใจมากยิ่งขึ้นไปอีก น้ำตาของนางพรั่งพรูออกมาเป็นสายและพลันโผเข้าโอบกอดรันฟงเทียนทันที


            “อ่ะแหมๆ น้องอิงอิงตอนนี้เราอยู่กลางถนนนะ ถึงเจ้าจะไม่อายผู้คนที่เดินผ่านไปมา แต่ข้านั้น...อายเป็นอยู่ เพราะคนอื่นอาจเข้าใจผิดไปได้ว่าข้ารังแกเจ้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” รันฟงเทียนกล่าวหยอกล้อนาง เพื่อหวังว่านางจะกลับมาสดใสร่าเริงโดยเร็ว


            เมื่อนางรู้สึกตัวก็เร่งรีบถอยห่างออกมาทันที ทั้งยังบ่นพึมพำอย่างแผ่วเบาว่า “ไอ้พี่ฟงเทียนบ้า จอมลามก”


            หลังจากที่ทั้งสองหยอกล้อเล่นกันอย่างสนุกสนานไปตลอดเส้นทาง ในที่สุดทั้งสองคนก็เดินมาจนถึงด้านหน้าทางเข้าคฤหาสน์ขนาดใหญ่โตแห่งหนึ่ง ซึ่งด้านบนซุ้มประตูมีป้ายแขวนไว้ว่า ตำหนักโอสถหยินหยาง


            ก่อนที่ทั้งสองจะเดินเข้าไปด้านในของตำหนัก ก็ถูกทหารยามหน้าประตูปิดกั้นเส้นทางเอาไว้เสียก่อน


            “ขอประทานโทษด้วย นายท่านทั้งสอง มีธุระอันใดกับตำหนักโอสถหยินหยางของเรา ไม่ทราบว่ามีบัตรเชิญหรือไม่”


            รันฟงเทียนและเชี่ยอิงอิง ได้แต่ยืนมองหน้ากันอย่างงงงัน


            เมื่อทหารยามเห็นพฤติกรรมของทั้งคู่ก็พอจะเข้าใจอะไรบางอย่างจึงเอ่ยกล่าวต่อ


            “วันนี้เป็นวันพิเศษของตำหนักโอสถหยินหยาง ซึ่งขณะนี้ได้รับรองแขกผู้ทรงเกียรติหลายต่อหลายท่าน หากว่าพวกท่านมีธุระอื่นใดภายในตำหนักโอสถโดยไม่มีบัตรเชิญ โปรดกลับมาใหม่ในวันพรุ่งนี้นะขอรับ”


            “พี่ชายบอกพวกเราได้หรือไม่ว่า ทำไมถึงมีงานชุมนุมเกิดขึ้นในตำหนักแห่งนี้” รันฟงเทียนกล่าวถามด้วยท่าทางเป็นมิตร


            “เออ... ข้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ได้ข่าวลือว่า เจ้าตำหนักเฉาฉิ่ว ได้ค้นพบวิธีการรักษาแบบใหม่ ทำให้เขาสามารถทะลวงผ่านเลื่อนขั้นเป็นแพทย์ระดับสามเมื่อสองวันก่อน”


            “แขกที่ได้รับเชิญมางานชุมนุมในวันนี้ คงจะมาร่วมเป็นสักขีพยานให้แก่ความสำเร็จของท่านเจ้าตำหนักก็เป็นไปได้นะน้องชาย ข้าต้องขอโทษด้วยจริงๆ หากเจ้าไม่มีบัตรเชิญ ข้าก็คงปล่อยพวกเจ้าเข้าไปไม่ได้”


            ทหารยามกล่าวตอบด้วยความอดทน ในระหว่างที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่นั้น ก็พลันมีเสียงของคนผู้หนึ่งดังลอดผ่านมาทางรันฟงเทียน


            “อ้าว... อ้าว... ข้าก็คิดว่าผู้ใดเสียอีกที่มายืนขวางหน้าตำหนักโอสถหยินหยาง นั่นไม่ใช่สุดยอดอัจฉริยะม๋อเทียนหรอกหรือ เจ้ามาทำอะไรที่นี่... หรือว่าจะมาขอให้ท่านหมอเฉาฉิ่วรักษาอาการบาดเจ็บกันล่ะ แสดงว่าข่าวลือที่เกิดขึ้นภายในสำนักเป็นเรื่องจริงน่ะสิ ที่ว่า... เจ้าสูญเสียพลังยุทธจนหมดสิ้นแล้ว เพราะข้าก็ไม่สามารถสัมผัสพลังปราณจากร่างของเจ้าได้เลย น่าสงสารจริงๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”


            รันฟงเทียนหันไปมองตามเสียงอันน่าระคายหูที่ดังขึ้น ก็พลันพบว่าบุคคลที่กล่าวคำอันเยาะหยันดูแคลนเช่นนี้ มันก็คือ จางซวน เขาเป็นศิษย์สายนอกอันดับสองจากตารางมังกรดินของสำนักมังกรฟ้า


            อันดับที่หนึ่งของตารางมังกรดินของสำนักมังกรฟ้านั้น เคยเป็นตำแหน่งของรันฟงเทียนมาก่อน หากมิใช่เพราะเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเขาก่อนหน้านี้ รันฟงเทียนอาจถูกพิจารณาให้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในโดยไม่ต้องทำการทดสอบแต่อย่างใด


            “เหอะ!!! ข้านึกว่าใครเสียอีก... ที่แท้ก็เป็นศิษย์น้องจางซวนนี่เอง วาจาเจ้าก็ยังคงเหนือล้ำกว่าฝีมือของเจ้าเช่นเดิม” รันฟงเทียนกล่าวออกมาด้วยท่าทีเบื่อหน่าย


            “เฮ้อ... ม๋อเทียน เจ้าคิดว่าข้าจะบังเกิดโทสะเมื่อได้ยินคำถากถางของเจ้าอย่างแต่ก่อนหรือ อย่าสำคัญตนผิดไปหน่อยเลย ช่างน่าเสียดายเสียจริง บุคคลที่ใครๆ ต่างก็ยกยอให้เป็นอัจฉริยะแห่งยุคเช่นเจ้า กลับกลายเป็นเพียงแค่เศษขยะไร้ค่าไปได้”


            “ข้าล่ะผิดหวังยิ่งนัก ที่เผลอคิดว่าจะได้กระทืบเจ้าในงานประลองของสำนักปีนี้เสียอีก ข้าอุตส่าห์เฝ้าฝึกฝนอย่างหนักเพื่อจะเอาชนะเจ้าอย่างยุติธรรมบนเวทีประลอง”


            รันฟงเทียนที่ได้ยินดังนั้น ก็ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม แต่เขาเองก็แอบลอบสังเกตฐานการบ่มเพาะของจางซวนเหมือนกัน... ระดับ 10 ขอบเขตก่อเกิดกายา เจ้าหมอนี่เมื่อเจ็ดเดือนก่อนยังอยู่ระดับ 8 ขอบเขตก่อเกิดกายาอยู่เลย พัฒนาได้รวดเร็วเสียจริง มันคงประสบพบเจอโชคลาภมาเช่นเดียวกันอย่างแน่นอน


            “ศิษย์น้องจางซวนอย่าได้กังวลไป ข้าต้องเข้าร่วมงานประลองอย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นแล้วโปรดชี้แนะด้วย”


            “หืม... ได้ !!! ถือว่าเจ้ามีความกล้าดี แล้วเราจะได้เห็นดีกันบนเวทีประลอง หวังว่าเจ้าจะไม่เผ่นแน่บไปเสียก่อนล่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ดวงตาของจางซวนเผยจิตสังหารออกมาจางๆ ก่อนจะหายไป เขาพลันหยิบบัตรเชิญส่งให้ทหารยามแล้วเดินเข้าไปภายในคฤหาสน์ทันที


            “พี่ฟงเทียน กับบุคคลอ่อนแอเช่นนั้น ทำไมท่านต้องลงมือให้เสียเวลาด้วยล่ะ แม้แต่ข้าเอง เขาอาจจะรับมือไม่ไหวด้วยซ้ำ” เชี่ยอิงอิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสดใส


            ฐานการบ่มเพาะของเชี่ยอิงอิงในขณะนี้อยู่ระดับ 7 ขอบเขตก่อเกิดกายาแล้ว


            เนื่องจากสภาพจิตใจของนางที่มั่นคงขึ้น เมื่อได้ทราบว่ารันฟงเทียนนั้นยังคงปลอดภัยดีอยู่ ทำให้การบ่มเพาะพลังปราณเกิดความเสถียรและพัฒนาแบบก้าวกระโดด นางจึงสามารถทะลวงผ่านไประดับ 7 ขอบเขตก่อเกิดกายาได้ทันที หลังจากที่รันฟงเทียนกลับมา


            ทหารยามที่ได้ยินเชี่ยอิงอิงกล่าว ถึงกับคิ้วกระตุกอย่างแรง และคิดขึ้นว่า เฮ้อ !!! น่าสงสารสาวน้อย นางคงไม่ทราบถึงความห่างชั้นระหว่างระดับ 7 กับระดับ 10 ของขอบเขตก่อเกิดกายาหรืออย่างไร


            “เจ้านี่นะ... จงฟังให้ดีไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นผู้ใด ก็อย่าประมาทเป็นอันขาด แม้คนผู้นั้นจะดูอ่อนแอขนาดไหนก็ตาม บางทีคนพวกนั้นอาจใช้สิ่งที่เหนือความคาดหมายของเจ้าก็เป็นได้ เช่น ยาพิษ อาวุธลับ ภาพลวงตา ค่ายกล หรือ แม้แต่ทักษะซ่อนเร้นพลังยุทธเพื่อตามลอบสังหาร เข้าใจหรือไม่” รันฟงเทียนกล่าวสั่งสอนนางด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างที่สุด


            “ข้ารู้แล้วน่าพี่ชาย” เชี่ยอิงอิงกล่าวตอบพร้อมพยักหน้าให้เขา


            รันฟงเทียนเห็นว่าเชี่ยอิงอิง ฟังคำสั่งสอนของเขาอย่างจริงใจ ก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ พร้อมกล่าวต่อว่า


            “เจ้าจงตั้งใจฝึกฝนเคล็ดวิชาที่ข้าถ่ายทอดให้อย่างหนัก เพราะไม่ว่าอุบายประเภทไหน หรือเล่ห์กลอันใด มันจะไร้ซึ่งความหมาย หากเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังความแข็งแกร่งที่แท้จริง จงจำไว้ให้ขึ้นใจ”


            บ้าไปแล้ว !!! พี่น้องคู่นี้ ชายหนุ่มที่ดูเหมือนว่าไร้ซึ่งพลังปราณ แถมท่าทางของเขาก็ออกจะเหมือนบัณฑิตเสียมากกว่าผู้ฝึกตน แล้วยังหญิงสาวที่มีพลังปราณระดับ 7 ขอบเขตก่อเกิดกายา ดูอย่างไรพวกเขาก็ไม่น่าจะเอาชนะผู้มีพลังมากกว่าตนถึงหลายขั้นได้ ช่างเพ้อฝัน โง่งม โอ้อวด ไม่เจียมตัวเอาเสียเลย ทั้งยังไม่ทราบถึงความแข็งแกร่งในความต่างชั้นของระดับพลังยุทธอย่างแท้จริงอีกด้วย


            ความแข็งแกร่งที่แท้จริง... บ้าบออันใด หากต่างชั้นกันเกินไปก็มีแต่จะพาตัวเองไปตายอยู่ดี ดูท่าสองคนนี้คงสติจะไม่ค่อยดีหนัก ต้องรีบไล่พวกเขาออกไปก่อนจะสร้างปัญหาให้ข้าดีกว่า


            ระหว่างที่ทหารยามกำลังเหม่อลอยครุ่นคิดอยู่นั้น รันฟงเทียนก็พลันหยิบของบางอย่างออกมา แล้วส่งให้ทหารยามพร้อมกล่าวว่า


            “พี่ชาย... ท่านช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่ นำไข่อสูรใบนี้ไปส่งให้แก่ท่านหมอเฉาฉิ่ว บอกเขาว่า... ข้ายังมีไข่พวกนี้อีกมากมาย หากเขายินยอมให้ข้าเข้าพบในวันนี้ ข้าก็ยินดีที่จะแบ่งปันบางส่วนให้เขาเช่นกัน สิ่งนี้สำคัญมากโปรดถืออย่างระมัดระวังด้วย รบกวนท่านแล้ว”


            หลังจากทหารยามรับไข่อสูรมาถือไว้ในมือ เขาก็ยืนลังเลอยู่ชั่วครู่ ในใจคิดอยากจะไล่พี่น้องคู่นี้ไปให้พ้นๆ แต่เขาก็ทราบดีว่า ท่านหมอเฉาฉิ่วมีงานอดิเรกชอบสะสมไข่ของสัตว์อสูรเสียด้วย จึงตอบรับคำของชายหนุ่มไป


            “เออ... ก็ได้ ข้าจะไปแจ้งท่านเจ้าตำหนักเฉาฉิ่วก่อน แต่ก็ไม่อาจรับรองผลลัพธ์ได้อย่างแน่นอนหรอกนะ”


            “อืม... ขอบคุณท่านมาก” รันฟงเทียนคารวะให้แก่ทหารยาม

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งนภาธรรม ที่คุณอ่าน