จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 99 พลังของเรือนไม้

            เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ จะสู้หรือไม่สู้ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ฉินอวี่จะตัดสินใจได้

            ไม่ต้องพูดถึงวานรยักษ์อันน่าสะพรึงกลัวเพราะตอนนี้มีอสูรร้ายกว่าสิบตัวกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่ ฉินอวี่จึงไม่มีทางเลือกอื่นเช่นกันแต่เขาก็มิหวั่นที่จะต่อสู้

            ในเมื่อตอนนี้ได้ใช้การเปลี่ยนแปลงของวิชาปีศาจคลั่งแล้วฉินอวี่ก็ต้องการจะดูว่าการเปลี่ยนแปลงขั้นแรกของวิชาปีศาจคลั่งนั้นจะมีความสุดขั้วเพียงใด

            ฉือเซียว ฉู่เยว่ฉาน หยางเทียน หยางเต้า และคนอื่นๆต่างก็ตกใจจนยากจะบรรยาย

            “การโจมตีนั่น สามารถฆ่าเจ้าได้!” คำพูดนี้ของวานรยุทธ์ยังคงดังอยู่ในจิตใจของพวกเขาราวกับสายฟ้าฟาด

            นี่... คือไพ่ไม้ตายของศิษย์น้องหวังซิงเฉินหรือ?

            การโจมตีเพียงครั้งเดียวสามารถฆ่าชายหนุ่มลึกลับที่มีสายเลือดหยาจื้อคนนี้ได้เช่นนั้นก็สามารถจะฆ่าใครสักคนในกลุ่มพวกเขาได้เช่นเดียวกัน

            ฉือเซียวอยากจะหัวเราะออกมา หัวเราะออกมาดังๆ อย่างบ้าคลั่งเขาไม่เคยนึกเลยว่าศิษย์น้องของเขาจะมีความแข็งแกร่งที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้และยิ่งนึกไม่ถึงเลยว่าคนเช่นนี้จะเป็นศิษย์น้องของตนเองเขาจึงตื่นเต้นและประหลาดใจอย่างมาก

            ใบหน้าของถังอีหมิงเองก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเช่นกันได้แต่ครุ่นคิดอยู่ในใจ ว่าขอเพียงออกไปจากที่แห่งนี้ได้วันข้างหน้าเขาจะยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อผูกมิตรกับศิษย์น้องหวังผู้นี้... ไม่สิ...พละกำลังเช่นนี้เพียงพอที่จะยกย่องให้เป็นศิษย์พี่ของตนเอง!

            แก้มที่สวยงามของฉู่เยว่ฉานเต็มไปด้วยความขมขื่นดวงตาที่สดใสของนางเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น หากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองนางก็คงไม่มีทางเชื่ออย่างแน่นอนนึกไม่ถึงว่าในสำนักยุทธ์ว่านจ้งจะมีศิษย์ที่มีความสามารถลึกล้ำเช่นนี้อยู่ด้วยและ... ยังอยู่เพียงขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่สอง

            เมื่อมองไปทางฉินอวี่ที่มีรัศมีส่องประกายดั่งสายรุ้งฉู่เยว่ฉานจึงเริ่มสงสัยต่อการจัดลำดับรายชื่อศิษย์อัจฉริยะขึ้นเป็นครั้งแรก

            “บางที อาจจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังดูหมิ่นรายชื่อของศิษย์อัจฉริยะ”

            ในสำนักยุทธ์ว่านจ้งที่แสนใหญ่โตแห่งนี้จะมีคนที่แข็งแกร่งอย่างหวังซิงเฉินหลบซ่อนอยู่อีกกี่คนกัน? แม้ว่าจะไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดแต่จะต้องมีอยู่อีกมากมายแน่นอน

            ฉู่เยว่ฉานเริ่มสงสัยต่อพละกำลังของตนเองขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ได้พละกำลังของตนเองในตอนนี้จะเพียงพอเข้าเป็นศิษย์สิบอันดับแรกที่มีศิษย์ได้เข้าไปยังหอตำราซั่งกู่หรือไม่?

            แต่ไหนแต่ไรมา ฉู่เยว่ฉานมีนิสัยขัดแย้งในตัว และดูประหลาดยิ่งนักไม่เพียงแต่คนอื่นๆ จะคิดเช่นนี้ ฉู่เยว่ฉานเองก็รู้สึกแบบนี้เช่นกัน ในหัวใจของศิษย์จำนวนมากนิสัยของฉู่เยว่ฉานนั้นดูมีความเย่อหยิ่งดูสูงส่งดั่งเซียนหิมะที่สามารถมองดูได้แต่เพียงระยะไกล

            แต่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าภายใต้หัวใจที่เย็นชาและเย่อหยิ่งของนางแท้จริงแล้วเต็มไปด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ นางเป็นคนไม่ยิ้ม แต่กลับจริงใจ แม้ว่านางจะเย่อหยิ่งแต่ก็มีจิตใจดีและอ่อนโยน

            หลายต่อหลายครั้งที่ฉู่เยว่ฉานเผยความเย็นชาและเย่อหยิ่งออกมาต่อหน้าศิษย์ส่วนใหญ่แต่ก็มีบางครั้ง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศิษย์ระดับต่ำฉู่เยว่ฉานมักจะทิ้งตัวตนด้านนี้ของนาง และเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่รู้ว่ามีคนในจำนวนเท่าไรที่ได้รับความช่วยเหลือและความดีงามของฉู่เยว่ฉานแต่ไม่มีใครเลยที่สามารถทำให้ฉู่เยว่ฉานยอมเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาได้

            เป็นเพราะตัวตนของนาง ศิษย์ทุกคนที่เคยได้รับประโยชน์จากนางต่างเคารพอยู่ห่างๆหรือไม่ก็มีเจตนาจะผูกมิตรเอาไว้ ซึ่งนี่ทำให้สูญเสียความตั้งใจเดิม

            ในขณะนี้ ฉู่เยว่ฉานก็นึกถึงใครสักคนขึ้นมาได้ คนที่ใกล้ตายคนนั้นเมื่อนึกถึงคำสัญญาระหว่างทั้งสองคน หัวใจที่สั่นคลอนของฉู่เยว่ฉานก็เริ่มหนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ

            “บางที เขาอาจจะรอให้ข้าเข้าไปหอบรรพชนไม่ไหว หรือบางทีความปรารถนานั้นของเขาอาจฝังรากลึกไปแล้วแต่ถึงอย่างไรข้าก็ต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้ แม้ว่าจะต้องใช้พลังนั้นก็ตามที”ฉู่เยว่ฉานส่งเสียงพึมพำ

            ฉู่เยว่ฉานก็เป็นเช่นนี้ หากสัญญาไว้แล้วจะต้องทำให้ได้ไม่สำคัญว่ามันจะมีค่าหรือไม่ เป็นเพราะนี่เป็นการให้คำสัญญากับคนอื่นและเป็นการสัญญากับตนเองเช่นกัน

            สิ่งที่นางทำ เพียงเพื่อตอบสนองคุณค่าในตนเองมิต้องการแสวงหาสิ่งตอบแทนใดๆ

            ใบหน้าของหยางเต้าเต็มไปด้วยความขมขื่นเดิมทีเขาเข้าใจว่าตนเองเข้าใจในตัวหวังซิงเฉินเป็นอย่างดี แต่ในตอนนี้เขากลับตระหนักได้ชัดเจนว่า เขายังรู้จักเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นคนผู้นี้ไม่เพียงแต่จะมีสติปัญญาไม่ด้อยไปกว่าตนเองเท่านั้น แต่ในแง่ของพละกำลังก็ยังไม่น้อยไปกว่าตนเองเช่นกัน สิ่งนี้ทำให้จิตใจของหยางเต้าเกิดจิตวิญญาณของการต่อสู้ขึ้นมาทันทีเพราะต้องการใช้เรื่องพละกำลังกดขี่ผู้อื่น

            เขาคือหยางเต้า หยางเต้าผู้ยืนอยู่ในจุดสูงสุดของแดนมังกรหลับใหลซิงเฉิน

            เหนือฟ้ายังมีฟ้า แต่อย่างไรภูเขาก็ยังเป็นภูเขาที่ยังรอการพิชิต และเขาหยางเต้าจะต้องเป็นผู้พิชิตมิใช่ผู้ถูกพิชิต

            แม้ว่าจะเป็นร่างฝาแฝด แต่นิสัยของทั้งสองคนกลับตรงข้ามกันสิ้นเชิงหยางเต้าเป็นผู้มีจิตวิญญาณต่อสู้รักชัยชนะแตกต่างกับหยางเทียนซึ่งค่อนข้างเก็บตัวและนิ่งเงียบเมื่อหวนนึกถึงช่วงที่ตนเองต่อสู้กับฉินอวี่ก่อนหน้านี้หยางเทียนก็รู้สึกได้เพียงความร้อนผ่าวที่ปรากฏบนใบหน้า

            “แม้ว่าเขาจะแข็งแกร่ง แต่การโจมตีในครั้งก่อนเป็นเพราะมีอาวุธคอยสนับสนุนหากไร้ซึ่งอาวุธ เขาจะต้องตายอย่างแน่นอน” หยางเทียนแอบพึมพำในใจเขามีความมั่นใจว่าสามารถจะทนรับหมัดทั้งสามหมัดของชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงได้ดังนั้นเขาจึงต้องการเห็นความพ่ายแพ้ของฉินอวี่

            แต่ขณะที่ศิษย์แต่ละคนกำลังครุ่นคิดกันอยู่นั้นฉินอวี่และชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงก็เริ่มเผชิญหน้ากันอีกครั้ง

            ในครั้งนี้ ชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงใช้พลังจากสายเลือดของหยาจื้อโดยตรง แม้ว่าพลังอันรวดเร็วและแข็งแกร่งนั้นจะเปลี่ยนไปอย่างไรทุกๆ หมัดที่เขาปล่อยออกมานั้นล้วนแต่มีพลังของหยาจื้ออยู่อย่างแท้จริงทุกหมัดนั้นต่างทำให้พื้นที่ว่างกลางอากาศเกิดรอยแตกร้าวขึ้นทันที

            “ความโกรธของหยาจื้อ!”

            เสียงตะโกนอันทุ้มต่ำของชายหนุ่มดังขึ้น จนดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ

            แสงสว่างส่องออกจากร่างของชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงเขาปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศเหนือศีรษะของฉินอวี่ทันทีพลันย่างเท้าข้างขวาออกไปอย่างรวดเร็ว และขณะที่จะย่ำลงไปนั้นเท้าขนาดใหญ่ข้างหนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงสีแดงก่ำก็ปรากฏซ้อนขึ้นท่ามกลางแสงสว่างที่ส่องออกมาจากทั่วทั้งร่างของเขาราวกับฝ่าเท้ายักษ์ของหยาจื้อในตำนาน!

            ขณะที่กำลังย่ำเท้าลงมานั้น มันได้นำพาพลังที่ปกคลุมท้องฟ้าลงมาด้วยทำให้ฝุ่นที่อยู่เบื้องล่างก่อตัวเป็นคลื่นกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ

            ภายใต้แรงกดเช่นนี้ ฉินอวี่จึงถูกบีบให้ทรุดลงไปกับพื้นเมื่อแหงนมองฝ่าเท้าขนาดใหญ่ที่กำลังกดลงมา ร่างกายของฉินอวี่ก็แทบกระตุกพลังปราณทั่วทั้งร่างถาโถมเข้าไปยังมือขวาราวกับกระแสน้ำป่าที่เชี่ยวกรากแสงสว่างจากรอยพิมพ์ของฝ่ามือข้างขวาส่องประกายเจิดจ้า และทันทีที่ชายหนุ่มชุดสีคลุมแดงลงมาถึงพื้นฉินอวี่ก็ปล่อยหมัดรัวออกไปทันทีสิบห้าหมัด!

            “ตูม!”

            ฟ้าดินเกิดการสั่นสะเทือนที่รุนแรงพลังอันแข็งแกร่งก่อตัวขึ้นกลายเป็นพายุโหมกระหน่ำไปรอบด้านผลักฉือเซียวและคนอื่นๆ จนกระเด็นออกไปอีกครั้ง

            ในตอนนี้ ชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงถูกยั่วโมโหเป็นอย่างยิ่งขณะที่เท้าข้างหนึ่งกำลังจะแตะพื้น ร่างของเขาก็บิดไปมากลางอากาศพลังถูกส่งไปยังกระดูก ก่อนจะก้าวออกไปอีกครั้ง

            “ตายซะ!”

            “ตูม ตูม ตูม!”

            ใต้เท้าที่ย่ำลงมาของชายหนุ่มชุดคลุมสีแดง แผ่นดินได้เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่กว้างกว่าสิบจ้างตอนนี้ส่วนตั้งแต่หน้าอกลงไปของฉินอวี่ได้จมลงไปในพื้นดินแล้วทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือด แต่ยังมีแสงสีแดงส่องประกายออกมาให้เห็นสาดส่องทะลุฝุ่นหนาที่ตลบคละคลุ้งปกคลุมอยู่ทั่วท้องฟ้า

            “ยังไม่ตายหรือ?” เมื่อฝุ่นทั้งหมดจางลงชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงก็มองลงไปยังฉินอวี่ที่อยู่ด้านล่างเขาไม่อยากเชื่อเลยว่าในฐานะอัจฉริยะที่น่าภูมิใจของสายเลือดหยาจื้ออย่างเขาแม้ว่าจะไม่ใช่คนแรกในตระกูลที่มีสายเลือดหยาจื้อแต่พละกำลังของเขาก็แข็งแกร่งเป็นพิเศษ

            ก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงไม่เชื่อเลยว่าจะมีคนนอกมาเป็นคู่ต่อสู้ของเขาแต่ตอนนี้ความแข็งแกร่งของฉินอวี่กลับทำให้ชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงกลับต้องตกใจและอับอายแต่หากแสดงความรู้สึกเช่นนี้ออกไป ในภายหน้า จะยืนอยู่ในเผ่าได้อย่างไร?

            ไม่เพียงเขาเท่านั้น แม้แต่วานรยุทธ์ที่น่าสะพรึงกลัวก็จ้องตรงไปยังฉินอวี่ที่อยู่เบื้องล่างทันทีเขานึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าเหตุใดฉินอวี่จึงมีความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เขาสามารถทนต่อพลังของหยาจื้อที่ชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงโจมตีออกมาได้หากเป็นก่อนหน้านี้ ฉินอวี่อาจต้องอาศัยพลังจากอาวุธวิญญาณ เพื่อเป็นการเล่นแง่แต่ในตอนนี้...พละกำลังอันแข็งแกร่งของฉินอวี่ที่แสดงออกมาทำให้วานรยุทธ์มีมุมมองที่เปลี่ยนไปทันที

            ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้วานรยุทธ์ยิ่งอธิบายไม่ถูกคือดูเหมือนว่ายิ่งคนผู้นี้บาดเจ็บสาหัสมากขึ้นเท่าใดเขาก็จะมีพลังปราณที่แข็งแกร่งมากขึ้น

            ฉินอวี่ที่อยู่ด้านล่างไม่รู้เลยว่าทุกคนกำลังคิดอะไรอยู่ ในเวลานี้เขารู้สึกเพียงความเจ็บปวดและการเสพสุข

            ในตอนนี้ เขาสามารถสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงในวิชาปีศาจคลั่งได้โดยตรงเรียกได้ว่า หลังจากกลับมาเกิดใหม่ฉินอวี่ยังไม่เคยได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้มาก่อน และความแข็งแกร่งในเวลานี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีขึ้นมาก่อนเช่นกัน

            เพื่อต้านทานแรงจากเท้าทั้งสองของชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงเขาจึงใช้พลังว่านจ้งสามชั้น เมื่อผนวกกับรอยพิมพ์ของฝ่ามือด้านขวาพลังที่เกิดขึ้นจึงเทียบได้กับพลังทับซ้อนสี่ถึงห้าชั้น

            แต่พลังเช่นนี้ ยังไม่สามารถต้านทานการโจมตีของชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงได้สิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่ตกตะลึงในพลังของหยาจื้อ และยิ่งอยากรู้ขีดจำกัดสูงสุดของวิชาปีศาจคลั่งขั้นที่หนึ่งเป็นอย่างมาก!

            ฉินอวี่พยายามดิ้นรนเพื่อยกตนเองขึ้นมาจากดิน ก่อนจะค่อยๆ เหาะขึ้นไปบนฟ้าแสงสีแดงอ่อนเปล่งรัศมีออกมาเป็นระยะกว่าสามสิบจ้าง ผนวกกับร่างที่โชกเลือดทั่วทั้งตัวของเขาเป็นดั่งเทพเจ้าแห่งสงครามผู้นองเลือดและยังมีชีวิตอยู่ผลกระทบเหล่านี้ส่งผลตรงต่อจิตใจของพวกฉือเซียวและทิ้งร่องรอยที่ยากจะลบเลือนเอาไว้กับพวกเขา

            “พลังทับซ้อนกันสามชั้นยังไม่พอ เช่นนั้นก็... ซ้อนทับกันสี่ชั้น!”ฉินอวี่พึมพำกับตนเอง และแอบลองทับซ้อนพลังขึ้นเป็นสี่ชั้น

            “วันนี้ เจ้าจะต้องตาย!” ชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงมีใบหน้าที่ดุร้ายกำหมัดทั้งสองข้างไว้แน่น ก่อนจะปล่อยพลังหมัดออกไปอย่างแรงพลางเงยหน้าตะโกนไปบนฟ้า “พลังแห่งบรรพชน!”

            “ไม่ได้!” วานรยุทธ์ที่นิ่งเงียบมาตลอดได้ตะโกนขึ้นด้วยความตกใจ

            “วันนี้ข้าจะต้องฆ่าเจ้า!” ชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงเริ่มเสียสติไปแล้วในใจของเขาเหลือเพียงความคิดเดียวเท่านั้นเขาจะต้องฆ่าคนคนนี้ให้ได้ไม่ว่าต้องแลกมาด้วยสิ่งใดก็ตาม

            “แย่แล้ว!” ฉินอวี่ตกใจ

            พลังแห่งบรรพชน? เขาเป็นคนของเผ่าหยาจื้อเขาใช้พลังของบรรพชนหยาจื้อได้จริงหรือ? แม้ว่าพลังแห่งบรรพชนหยาจื้อจะมีเพียงน้อยนิดแต่ก็ยากที่เขาจะรับมือได้

            “ข้าไม่ยอมเจ้าหรอก!”ฉินอวี่ที่มีใบหน้าดุร้ายได้ลงกลับมาบนพื้นดินอย่างรวดเร็ว แม้เขาคิดจะใช้หอกศึกแต่มีวานรยุทธ์อยู่ที่นั่น หอกศึกไม่มีทางโจมตีถูกตัวของชายหนุ่มคนนั้นแน่นอนเขาคิดไตร่ตรองอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็เหมือนนึกอะไรได้กะทันหันก่อนจะหยิบไม้ออกมากองหนึ่ง ซึ่งเป็นไม้ที่เลี่ยเอ๋าใช้สร้างเรือนไม้เมื่อฉินอวี่ได้สัมผัสถึงข้อบังคับแห่งฟ้าดิน เขาก็ได้ทำลายมันจนพังยับเยินเลี่ยเอ๋าเป็นผู้แข็งแกร่งคนหนึ่ง บนไม้เหล่านี้จะต้องมีพลังอยู่อย่างแน่นอนดังนั้น ฉินอวี่จึงได้เก็บรวบรวมกองไม้เหล่านี้เอาไว้

            เป็นเพราะความต้องการที่จะหลุดพ้นต่อพันธนาการของเลี่ยเอ๋าฉินอวี่จึงคุ้นเคยกับการสร้างเรือนไม้เป็นอย่างมาก ตอนนี้เขาจึงสร้างเรือนไม้ขึ้นในพื้นที่นั้นอย่างรวดเร็ว

            “นี่... นี่เขาคิดจะทำอะไร?” ทุกคนต่างมองไปทางฉินอวี่ที่กำลังสร้างเรือนไม้ด้วยความประหลาดใจแต่ละคนต่างมึนงงอย่างยิ่ง

            เขาคงไม่ได้คิดจะใช้เรือนไม้เช่นนี้เป็นอาวุธขัดขวางการโจมตีของชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงใช่หรือไม่?

            บ้าไปแล้วหรือ?

            แม้แต่วานรยุทธ์ก็ไม่เข้าใจกับสิ่งนี้แม้เขาจะไม่ต้องการให้ชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงใช้พลังของบรรพชน แต่เขาก็มองออกว่าหากไม่สังหารฉินอวี่เสียตั้งแต่ครั้งนี้ก็จะเป็นการทิ้งปมเอาไว้ภายในใจของชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการฝึกฝนในอนาคต ดังนั้น เขาจึงไม่บังคับให้หยุดกระทำ

            แต่ในตอนนี้ ฉินอวี่กำลังร้างเรือนไม้ขึ้นมาทำให้เขาประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง

            ท่ามกลางทุกคน มีเพียงฉือเซียวคนเดียวเท่านั้นที่ไม่แปลกใจกับสิ่งที่เห็นใบหน้าของเขาดูประหลาดใจและตื่นเต้นยิ่งนัก

            “ศิษย์น้อง... นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะได้เรียนรู้ทักษะยุทธ์ในการสร้างเรือนไม้อันอธิบายไม่ได้มาจากอาจารย์ด้วยหรือ?”

            ในขณะนี้

            “โฮก!!!”

            เสียงคำรามของอสูรร้ายดังกึกก้องขึ้นไปทั่วชั้นฟ้าอีกครั้งสั่นสะเทือนโสตประสาทของทุกคนทันที

            ขณะที่อสูรร้ายแปลงของชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงกำลังย่ำเท้าลงมานั้นฉินอวี่ก็วางไม้ชิ้นสุดท้ายลงบนตำแหน่งพอดิบพอดี!

            “ตูมตาม!”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน