“นั่งลงเถอะ ข้าไม่ได้มาเพื่อกวนใจเ้าเพียงอย่างเดียว” เฉิงอี้เอื้อมมือไปแตะปลายแขนเสื้อของเซียวซีและเฉี่ยวโดนมือเล็กน้อย เพียงการััแ่เบาไร้ความหมายในสายตาคนภายนอก แต่มันกลับสร้างความรู้สึกวูบไหวให้กับทั้งสองไม่น้อย
“ไม่ได้มาเพื่อกวนใจแล้วมีเื่อันใด” เขาทำเสียงอ่อนลง
“เื่แคว้นหยวน”
จื่อเว่ยขอตัวออกจากห้องอย่างรู้งาน เมื่ออยู่กันตามลำพัง เฉิงอี้ก็แสดงกิริยาผ่อนคลายออกมาเล็กน้อย
“ข้าได้ยินข่าวการเตรียมไพร่พลอีกแล้ว เห็นทีเื่าคงเป็จริง”
“ขออย่าให้เป็ในเร็ววันนี้ก็แล้วกัน ท่านแม่ปวดใจนักเมื่อข้าต้องออกรบ ข้าไม่อยากเป็ลูกอกตัญญูด้วยการทำให้นางต้องทุกข์โศกอยู่ร่ำไป”
“หาใช่ความผิดของเ้าไม่”
ดวงตาสองคู่สบประสาน อีกฝ่ายมีแววขอบคุณสำหรับคำปลอบโยน ส่วนอีกฝ่ายมีแต่ความเป็ห่วงเป็ใย เซียวซีหลุบตามองมือของทั้งสองที่วางประสานอยู่บนโต๊ะ รู้สึกถึงแรงกระตุ้นแปลก ๆ ภายในที่อยากจะเกาะกุมมือนั้นเอาไว้ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกที เฉิงอี้ก็มองเขาอยู่ก่อนแล้ว ดูเหมือนว่าการต้องเก็บซ่อนความรู้สึกมาอย่างยาวนานทำให้ทั้งสองสื่อสารทางสายตาได้ดีขึ้น
“ยาของเ้าล่ะ ยังไม่มีใครเตรียมให้อีกรึ” จู่ ๆ เฉิงอี้ก็โพล่งทำลายความเงียบ “เ้าพวกนี้รับใช้องค์ชายได้หละหลวมนัก น่าสั่งลงโทษสักให้รู้จักหน้าที่กันเสียบ้าง”
“ไหนบอกจะมาคุยเื่แคว้นหยวน กลายเป็บ่นข้าไปได้ อยู่ด้วยเมื่อใดก็ทำหน้าบึ้งตึง หาทางตำหนิข้าอยู่เรื่อย” เซียวซีบ่นเชิงตัดพ้อ แม้ไม่ถือเป็อารมณ์จริงจัง แค่อยากแกล้งเขาเท่านั้น แต่ในใจลึก ๆ ก็ตงิดกับเื่นี้อยู่เช่นกัน
“เ้าไม่มีความลึกซึ้งเลยหรืออย่างไร หัดมองให้เห็นถึงเจตนาอันแท้จริงของผู้อื่นบ้าง ซื่อตรงเกินไปจะไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมคนอื่น แล้วทีนี้ก็ไม่ชอบใจที่ข้าบ่น มันน่าบ่นไหมเล่า”
“แล้วเจตนาของท่านคืออะไรล่ะ”
คนถูกถามแค่นเสียงแล้วเบือนหน้าไม่ตอบ นานทีเฉิงอี้จะมีท่าทีกระอักกระอ่วนตอบคำถามไม่ได้ แต่ถ้าจะให้พูดเจตนาที่แท้จริงออกมาเลยก็กลัวจะอึดอัดมองหน้ากันไม่ติดยิ่งกว่าเดิม
“ข้าไม่ได้ซื่อจนมองเจตนาคนอื่นไม่ออก แต่ท่านซ่อนลึกเกินกว่าใครต่างหาก ชอบทำอีกอย่าง แต่หมายความอีกอย่าง”
“เอ๊ะ เ้านี่มัน…”
“กล่าวสิ่งใดก็ถูกเสมอ” ริมฝีปากบางยกยิ้มยั่วเย้า จากนั้นก็หันไปทางประตู “นั่นปะไร ยาของข้า”
เฉิงอี้ตวัดสายตามอง ก่อนจะเดินดุ่ม ๆ ไปเปิดประตูแล้วรับถ้วยยามาถือไว้เอง “ข้าจะจัดการต่อเอง เ้าจะไปทำอะไรก็ไป”
เซียวซีไม่นึกว่าเฉิงอี้จะตั้งอกตั้งใจดูแลเขาถึงขนาดนี้ แผลนี้เล็กน้อยนักถ้าเทียบกับครั้งก่อน ๆ จำได้ว่าเขาเคยถูกบุรุษผู้นี้ลากออกจากสมรภูมิทั้งที่ธนูยังปักคาอก แล้วก็ต้องทำการรักษาไปตามมีตามเกิดท่ามกลางเสียงสู้รบและกรีดร้องของทหารที่น่าเวทนาเ่าั้ และเฉิงอี้ก็วิ่งกลับเข้าสนามรบต่อโดยไม่มีเวลามาป้อนยาเขา
“ดื่มให้หมดล่ะ”
“ข้าคิดมาตลอดว่าการรักษาโดยหมอหลวงที่ใช้ยาขนานเอก เอาแต่สั่งให้ข้านอนพังพาบ มีคนคอยรับใช้ตลอดเวลา มันทำให้ข้าหายช้ากว่าปกติ ความทรหดในสนามรบช่วยข้าได้มากกว่า”
“ไม่ ข้าจะไม่ยอมให้เ้าต้องทรมานเช่นนั้นอีก”
น้ำเสียงของเฉิงอี้เด็ดเดี่ยวจนเขาไม่กล้าโต้แย้งอะไรอีก เขายกถ้วยยาจ่อปาก ทำใจกับความขมเล็กน้อยแล้วกระดกกลืนรวดเดียวหมด
“ดี” คำว่าดีฟังระรื่นหูคล้ายน้ำผึ้ง แม้สีหน้าของคนพูดจะไม่เปลี่ยนไปเลยก็ตาม ผิดแผกจากการออกคำสั่งเมื่อครู่ที่ทั้งเด็ดขาดและแข็งกระด้าง
เซียวซีเดินกลับไปที่เตียงสี่เสาขนาดใหญ่ เขายังคงไม่คุ้นชินกับความวิจิตรและสะดวกสบายที่ได้รับ กระนั้น ในยามเจ็บป่วย มันย่อมดีกว่าที่ได้นอนท่ามกลางความอบอุ่น กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากภายนอกและมีเสียงหัวเราะแ่เบาของผู้คน
“นอนเถอะ ข้าจะอยู่เฝ้า”
เฉิงอี้นั่งลงบนที่วางข้างเตียง ดูราวกับรูปสลักหิน เขายังไม่อยากหลับ แต่เปลือกตาก็ค่อย ๆ ปิดลงเชื่องช้า ภายในหัวที่เคยคิดวนเวียนเื่หนักอกเริ่มสงบลง แม้ไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา หากแต่การมีอยู่ของสหายคนสำคัญก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาคลายใจแล้วเข้าสู่นิทรารมณ์ได้อย่างง่ายดาย
***