Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 354 การปกป้องของเทพเจ้า

การปกป้องของเทพเจ้า

 

            การต่อสู้เกิดขึ้นและจบลงเร็วจนเกินไป จนเรียกได้ไม่เต็มปากว่าเป็นการต่อสู้ แต่ดูเหมือนกับการฆ่าล้างอยู่ฝ่ายเดียวเสียมากกว่า

            นับจากวินาทีที่เสียงแก้วแตกดังขึ้น จนกระทั่งบุรุษวัยกลางคนที่เป็นถึงเตรียมเทพอสูรถูกกัสลากตัวกลับมาในสภาพที่แทบไม่ต่างจากคนตายนั้น เวลาผ่านไปเพียง 1 นาทีเศษเท่านั้น

            มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ทำให้นักรบของตระกูลไม่อาจตอบสนองได้ทัน คนที่มาทันมีเพียงหัวหน้านักรบเท่านั้นที่นำมาก่อนและมาทันในจังหวะที่เลโอลอว์จัดการกับศัตรูของมันพอดี

            ด้วยเหตุนี้หัวหน้านักรบจึงได้เห็นช่วงเวลาที่กัสลากตัวเตรียมเทพอสูรของศัตรูกลับมาในสภาพที่น่าสมเพชเป็นที่สุด ก่อนจะถูก ‘โซ่ผนึกเทพ’ หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ที่มีชื่อเสียงของตระกูลอันดูวเดธผนึกเอาไว้จนกลายเป็นรังไหมสีเงินก้อนหนึ่ง

            ถึงตอนนั้นการต่อสู้ทั้งหมดก็นับว่าจบลงโดยสมบูรณ์

            กัสเริ่มหันไปให้ความสนใจกับแม่ของเขามากขึ้นเพราะเขากลัวว่าการต่อสู้ที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อน้องที่ยังไม่เกิด

            แต่กัสก็ดูจะเป็นห่วงมากเกินไปเพราะสีหน้าของไนน์เทลนั้นยังคงสดชื่นแจ่มใสและดูเหมือนจะสดใสยิ่งกว่าเดิมเมื่อได้เห็นความสามารถของลูกชายที่แซงหน้าเธอไปไกลอีกด้วย

            “นึกไม่ถึงว่าลูกจะโตเร็วขนาดนี้..เจ้าบรรลุถึงระดับเตรียมเทพอสูรตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

            “ราวๆ ครึ่งปีได้แล้วละครับท่านแม่”

            ไนน์เทลอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความทึ่งเพราะถ้ากัสบรรลุระดับเตรียมเทพอสูรเมื่อครึ่งปีก่อน เช่นนี้ก็หมายความว่าเขาใช้เวลาเพียง 1 ปีเศษๆ เท่านั้นในการบรรลุระดับเตรียมเทพอสูร

            จากคนธรรมดาที่แทบไม่ได้ผ่านการฝึกฝนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน กลับกลายเป็นเตรียมเทพอสูรได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้

            ไม่ว่าใครหากได้ยินก็ต้องทึ่งเช่นเดียวกัน เลโอลอว์ที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลพอได้ยินก็ลอบตกตะลึงไปชั่วขณะ จนทำให้เรื่องที่มันคุยกับหัวหน้านักรบหยุดไป

            หัวหน้านักรบที่เป็นหญิงสาววัยกลางคนเองก็เข้าใจเพราะตอนที่เธอรู้ว่ากัสบรรลุถึงระดับเตรียมเทพอสูรเป็นครั้งแรกเธอเองก็ทึ่งไม่น้อยเช่นเดียวกัน

            ในขณะที่เลโอลอว์กำลังส่งมอบตัวนักโทษอยู่นั้น กองกำลังของตระกูลก็ตามมาถึงและเริ่มตั้งขบวนปกป้องอย่างเข้มแข็ง

            คล้อยหลังจากการมาถึงของนักรบประจำตระกูลไม่กี่นาที กองกำลังของตระกูลไอรอนบลัดเองก็ปรากฏตัวขึ้นเช่นกัน

            เมื่อกัสสังเกตเห็นสัญลักษณ์ของกองกำลังที่ปรากฏตัวขึ้น ดวงตาที่กลับเป็นสีน้ำตาลของเขาก็กลายเป็นสีทองในทันที ความรู้สึกที่สงบลงไปเมื่อครู่เดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

            จิตสังหารของกัสแผ่ขยายออกไปรอบทิศทางและพุ่งตรงเข้าใส่กองกำลังของศัตรูที่ปรากฏตัวขึ้นทันที ทำให้พวกมันแตกตื่นจนต้องรีบตั้งขบวนเตรียมพร้อมอย่างรวดเร็ว

            บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนไปในทันที ขบวนนักรบของตระกูลอันดูวเดธเองก็เริ่มเตรียมพร้อม ก่อนจะถูกเลโอลอว์หยุดเอาไว้

            เช่นเดียวกับนักรบของตระกูลไอรอนบลัดที่ถูกผู้นำของมันหยุดเอาไว้เช่นกัน

            ผู้ที่นำกองกำลังของตระกูลไอรอนบลัดมานั้นเป็นชายชราที่ดูแข็งแรงคนหนึ่ง สายตาของมันจดจ้องอยู่ที่เลโอลอว์อยู่นานก่อนจะหรี่ตาลงเมื่อจำได้ว่าเลโอลอว์คือใคร จากนั้นมันก็หันไปทางกัสด้วยสีหน้าที่สงบนิ่งหากแต่แฝงไว้ด้วยความหวาดระแวงเพราะจิตสังหารที่น่ากลัวของเขา

            สุดท้ายจึงหันไปมองยังดักแด้สีเงินที่มีกลิ่นอายของสหายที่ถูกส่งมาพร้อมกับมันอยู่ภายใน

            ถึงตอนนี้ชายชราก็เหมือนจะเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด โดยไม่ต้องเสียเวลาสอบถามจากปากใครและไม่จำเป็นต้องตรวจสอบหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น

            “ข้าพอจะเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น..แต่พอจะเป็นไปได้หรือไม่ที่พวกท่านจะส่งสหายของข้ากลับคืนมา”

            รอยยิ้มของกัสยกสูงขึ้นในทันที ดวงตาของเขากลายเป็นสีทองเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มจะกลายเป็นสีแดงก่ำทีละน้อย บ่งบอกถึงอารมณ์ที่เดือดพล่านจนแทบจะกลายเป็นความบ้าคลั่งของเขา

            “ส่งคืนให้เจ้างั้นหรือ..เจ้าถือดีอะไรถึงกล้ามาขอตัวผู้ร้ายคืนไปง่ายๆ แบบนี้”

            น้ำเสียงของกัสนั้นเย็นเยือกเป็นที่สุดจนทำให้ใครหลายคนสะดุ้งขึ้นมาน้อยๆ โดยเฉพาะเหล่าน้องสาวของเขาที่หันมามองด้วยความตกใจเพราะในสถานการณ์เช่นนี้ คนที่ควรจะพูดไม่น่าจะเป็นเขาที่เป็นลูก

            แต่ควรที่จะเป็นเลโอลอว์ที่มีอาวุโสสูงสุดและแข็งแกร่งที่สุดถึงจะถูก

            อีกฝ่ายเองก็เหมือนจะตกใจเช่นกัน มันมองไปยังเลโอลอว์ที่ยังมีท่าทีที่สงบนิ่งอยู่เช่นเดิม ราวกับกำลังช่วยสนับสนุนคำพูดของลูกชายของมัน ทำให้ชายชราสับสนไปชั่วขณะ ก่อนจะเบนสายตาไปทางกัสและเริ่มเจรจากับเขาแทน

            แต่มันก็น่าเสียดายที่กัสในตอนนี้อยู่ในสภาพที่ไม่อาจควบคุมตัวเองได้ดีนัก ความโกรธจากการที่ศัตรูคิดเล่นงานแม่ที่กำลังท้องของเขา มันทำให้เขาโกรธจนแทบคลั่ง

            ลำพังแค่การที่เขาสามารถควบคุมตัวเองไม่ได้โถมเข้าใส่ศัตรูที่ยืนอยู่ตรงหน้าได้ เขาก็คิดว่าตัวเขาสงบนิ่งเยือกเย็นมากพอแล้ว

            “ข้าพอจะรู้จักเจ้าอยู่บ้าง..ผู้กลืนวิญญาณ ทายาทรุ่นเยาว์ของตระกูลอันดูวเดธ..ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ตระกูลอันดูวเดธอนุญาตให้ผู้เยาว์เช่นเจ้าเอ่ยปากพูดในสถานการณ์เช่นนี้”

            กัสไม่ได้ตอบหากแต่เค้นเสียงออกมาเบาๆ และแทนที่ด้วยการปลดปล่อยพลังวิญญาณที่น่าสะพรึงกลัวออกมาจนปกคลุมพื้นที่โดยรอบทั้งหมด

            “ธรรมเนียมของโลกใบนี้..ผู้ใดแข็งแกร่งผู้นั้นย่อมมีสิทธิ์พูด เจ้าไม่เห็นด้วยหรือไงตาแก่”

            หัวคิ้วของชายชรากระตุกขึ้นมาอย่างรุนแรงจากการถูกเรียกโดยไม่ให้เกียรติของกัส ทว่ามันก็จำต้องระงับความโกรธแค้นเอาไว้อย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดจนกลายเป็นช่องว่างให้อีกฝ่ายลงมือ

            รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเหล่าเด็กสาว ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความชอบใจ

            เสียงหัวเราะที่สดใสนี้ทำให้บรรยากาศโดยรอบเลวร้ายมากขึ้นไปอีกและทำให้หนึ่งในนักรบของตระกูลไอรอนบลัดเดือดจนไม่อาจอดทนได้

            “หุบปากเสียนางสวะ!! หากไม่อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!!!”

            เสียงตวาดนี้ดังขึ้นกลบเสียงหัวเราะของเด็กสาวทุกคนไปในทันที มันขู่จนน้องสาวของกัสถึงกับหน้าซีด แต่ก็เพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้นเพราะหลังจากที่พูดผู้พูดออกมาจนจบ

            หัวของมันก็หายไปในพริบตาโดยที่ไม่มีใครมองเห็นการโจมตีนั้นได้

            “เจ้ากล้าขู่น้องสาวข้างั้นหรือ..”

            ดวงตาของกัสกลายเป็นสีแดงไปแล้วครึ่งดวง ขณะที่ข้างตัวของเขาปรากฏตัวสิงโตสีดำที่คายส่วนหัวของผู้พูดออกมาก่อนจะถูกเขาเตะส่งมันกลับไปราวกับลูกบอลลูกหนึ่งและกระแทกใส่ใบหน้าของนักรบที่ยืนอยู่ข้างผู้ตายจนเกิดเสียงกระดูกแตกหักดังกราวออกมา

            “เจ้า!!”

            “ข้าทำไม!!!”

            ใบหน้าของชายชราแดงก่ำด้วยความโกรธ มันตะโกนออกมาได้คำเดียว ก็ถูกกัสที่เดือดยิ่งกว่าสวนกลับมาจนพูดไม่ออก

            สภาวะของกัสในตอนนี้สะกดข่มจนทำให้มันไม่อาจแสดงความสามารถใดๆ ออกมาได้เลย พลังวิญญาณที่น่ากลัวนี่ยังทรงพลังกว่ามันที่เป็นถึงเตรียมครึ่งเทพเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะกลิ่นอายของความตายที่สะกดข่มจิตใจเป็นที่สุด

            ภายใต้สภาวะนี้มันปลดปล่อยพลังออกมาได้ไม่ถึง 8 ส่วนเสียด้วยซ้ำ ยังไม่ต้องพูดถึงนักรบของมันที่เกรงว่าใช้พลังออกมาได้ถึง 1 ส่วนหรือไม่ก็ยากที่จะบอกได้

            ในสภาพเช่นนี้ต่อให้ไม่ต้องสู้มันก็รู้ว่าพวกมันเป็นฝ่ายแพ้แล้ว

            แต่มันก็ไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้นี้ได้เพราะมันไม่สามารถสูญเสียมือดีไปมากกว่านี้อีก

            หลังจากสงบสติอารมณ์อีกครู่ใหญ่ชายชราก็สงบลงอย่างรวดเร็ว แตกต่างจากกัสที่ยิ่งมาก็ยิ่งน่ากลัว กลิ่นอายของความตายแผ่ขยายออกมาตลอดเวลาจนทำให้นักรบของตระกูลไอรอนบลัดถึงกับหน้าซีดขาว บางคนถึงกับขาสั่นด้วยความหวาดกลัวจนแทบจะล้มลงไปเสียด้วยซ้ำ

            “ข้า..ข้าต้องการไถ่ตัวตามกฎของสงคราม!!”

            “นี่ไม่ใช่สงครามตาแก่!! เจ้าแก่จนเลอะเลือนแล้วหรือไง นี่มันเป็นการซุ่มโจมตี มันไม่มีการไถ่ตัวใดๆ ทั้งสิ้น เจ้าโง่!!”

            หลังจากเรียบเรียงความคิดได้ชายชราก็เอ่ยปากพูดออกมาในที่สุด หากแต่ถูกกัสสวนกลับมาอีกครั้งจนหน้าชาไปเลยทีเดียว

            ใบหน้าของมันแดงสลับขาวจนกลายเป็นสีเขียวไปแล้ว ความโกรธของมันพุ่งทะยานขึ้นจนทำให้มันไม่อาจหักห้ามความต้องการฆ่าของตัวเองได้อีกต่อไป

            จิตสังหารของมันหลุดลอยออกมาไม่มีหยุดและทำให้ชั้นบรรยากาศถึงกับสั่นสะเทือนจากเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยเปลวไฟของมัน

            นี่คือพลังอำนาจของเตรียมครึ่งเทพที่อยู่ห่างจากการเป็นครึ่งเทพเพียงก้าวเดียว มันเป็นอำนาจที่คนทั่วไปไม่สามารถต่อกรได้

            แม้กระทั่งเลโอลอว์ก็ยังหน้าเปลี่ยนสีไปเพราะแรงกดดันนี้ ไนน์เทลเองก็เริ่มมีสีหน้าอึดอัดเพราะแรงกดดันที่โถมเข้าใส่

            แต่ก็เพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้นเพราะทันทีที่แรงกดดันที่น่ากลัวนี้ระเบิดออกมา หัวสิงโตสีดำขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นโอบล้อมพวกนางแม่ลูกเอาไว้และทำให้แรงกดดันทั้งหมดไม่อาจส่งเข้ามาถึงได้อีก

            ความประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของไนน์เทลชั่วขณะ ก่อนจะกลายเป็นรอยยิ้มของความชื่นชมและภาคภูมิใจ

            ส่วนกัสนั้นเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย เขาสนใจเพียงความปลอดภัยของแม่เท่านั้น ในสภาพที่ตั้งท้องเช่นนี้การหลีกเลี่ยงการปะทะกับแรงกดดันใดๆ ล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็น ก่อนที่จะคิดทำอะไร เขาก็ลงมือไปตามสัญชาตญาณก่อนแล้ว

            เลโอลอว์มองดูโดมหัวสิงโตด้วยความชื่นชม ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นสงบนิ่งเยือกเย็นและส่งสัญญาณให้กัสหยุดพูด ทำให้เขาจำต้องถอยกลับมาก้าวหนึ่งและปล่อยให้พ่อของเขาเป็นฝ่ายพูดแทน

            ก่อนหน้านี้ที่กัสชิงพูดออกมาก่อนก็เพราะอารมณ์ล้วนๆ เขาเองก็ลืมคิดถึงสถานการณ์ไปเช่นกัน พอเลโอลอว์ส่งสัญญาณมาบอก เขาถึงได้สติและยอมหยุดพูดในที่สุด

            “เป็นอย่างที่บุตรชายของข้าพูด..นี่ไม่ใช่สงคราม แต่เป็นการลอบสังหาร ข้าจำต้องจับตัวนักโทษไปสอบสวนเพื่อหาคนบงการ นี่เป็นกฎของตระกูลอันดูวเดธ”

            “แต่นั่นคือคนของตระกูลไอรอนบลัด!! มันไม่ใช่คนของพวกเจ้า!!”

            “เรื่องนั้นไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือพวกมันลงมือกับข้าและภรรยาของข้า ข้ามีสิทธิ์ในการจับกุมมัน หรือต่อให้ข้าจะฆ่ามันตระกูลไอรอนบลัดก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามาขัดขวาง..ยกเว้นว่าเจ้าจะลงมือแย่งชิงมันไปจากข้าเท่านั้น”

            สีหน้าของชายชราเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง ภายในใจของมันเต็มไปด้วยความคับแค้นและลอบสาปแช่งสองพ่อลูกนี้นับครั้งไม่ถ้วน

            คนลูกเต็มไปด้วยอารมณ์โดยปราศจากเหตุผลใดๆ ส่วนคนพ่อถึงจะยกอ้างเหตุผล แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่เหตุผลที่ถูกต้องอะไรเลย แต่เป็นเหตุผลของผู้เข้มแข็งเพียงอย่างเดียว

            บรรยากาศโดยรอบดิ่งลงทันที สภาวะของทั้งสองฝ่ายทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ ก่อนจะหยุดลงในสภาพที่ไม่อาจเดินหน้าและถอยหลัง

            ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและเปลวไฟเช่นนี้ย่อมดึงดูดสายตาของผู้คนมากมายให้เข้ามามุงดู ส่งผลให้สถานการณ์โดยรวมยิ่งกลายเป็นเลวร้ายมากขึ้นไปอีก

            ตอนนี้ตระกูลไอรอนบลัดไม่อาจถอยหลังได้โดยง่ายอีกแล้วเพราะถ้ามันถอยมันจะทำให้ตระกูลเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่ถ้ามันเดินหน้ามันก็อาจจะต้องตายไปด้วยเช่นกัน

            การตัดสินใจที่ยากลำบากเช่นนี้ทำให้ชายชราตกที่นั่งลำบาก สายตาของมันกวาดมองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกที่เดือดดาลคั่งแค้น

            ภายในใจมันเริ่มนึกสาปแช่งสหายของมันแล้วที่ดันลงมือกับใครไม่ลง ดันมาลงมือกับคู่สามีภรรยาคู่นี้ที่มีลูกที่น่ากลัวจนผิดธรรมชาติอย่างผู้กลืนวิญญาณ

            ชั่วขณะนั้นสายตาของมันก็เหลือบไปเห็นหน้าท้องที่นูนเด่นของไนน์เทล ช่วงเวลานั้นจิตสังหารของมันก็แตกปะทุออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว

            ‘ดี!! ในเมื่อลูกของเจ้าทำให้ข้าเสียหน้า เช่นนั้นข้าจะฆ่าลูกที่ยังไม่เกิดของเจ้าเพื่อล้างแค้น!!’

            วินาทีนั้นพลังวิญญาณที่น่าสะพรึงก็สงบลงราวกับภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุ พริบตาต่อมามันก็ขับเคลื่อนด้วยเคล็ดวิชาโจมตีวิญญาณที่ยากจะสังเกตเห็น

            พริบตาสั้นๆ ที่พลังวิญญาณของชายชราสงบลง ทุกคนก็เข้าใจว่านี่คือการยอมถอยของชายชรา ส่งผลให้สายตาของผู้คนภายนอกมองดูมันด้วยความดูถูก

            กัสเองก็ยังลอบคลายใจลงบางส่วนและเหยียดยิ้มด้วยความดูถูก ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อสัญชาตญาณของเขากลับกรีดร้องออกมาอย่างไม่มีเหตุผล

            วินาทีนั้นกัสก็ตระหนักว่านี่ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการถอยเพื่อรุก อีกฝ่ายไม่ได้เรียกเก็บพลังวิญญาณไปเพื่อถอยกลับ แต่จงใจเก็บซ่อนเพื่อลอบโจมตีซึ่งหน้า

            พริบตานั้นหัวใจของกัสก็ดิ่งลง ความคิดหมุนวนอย่างรวดเร็วพร้อมกับสัมผัสวิญญาณที่แผ่ขยายออกไปรอบทิศทางเพื่อค้นหาเป้าหมายที่อีกฝ่ายตั้งใจจะลงมือ

            ความคิดของกัสนั้นรวดเร็วมาก เพียงชั่วพริบตาสั้นๆ เขาก็มองเห็นเป้าหมายของสายตาที่ชายชราจ้องมองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่พลังวิญญาณจะสงบลง

            วินาทีนั้นหัวใจของกัสก็เต็มไปด้วยไฟแค้น ก่อนที่เขาจะส่งหัวสิงโตสีดำออกไปอีกจำนวนมากเพื่อปกป้องแม่ของเขาเอาไว้

            แต่มันก็สายเกินไปเพราะการปกป้องด้วยหัวสิงโตสีดำ ไม่ใช่วิชาปกป้องโดยตรง แต่เป็นการครอบพลังวิญญาณของเขาลงไปเท่านั้น มันไม่ได้มีความสามารถในการปกป้องอย่างแท้จริง

            พริบตานั้นประกายแสงสีแดงก็ระเบิดออกบนร่างกายของไนน์เทลท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของเด็กสาว

            วินาทีนั้นดวงตาของเลโอลอว์กลายเป็นสีแดงก่ำในทันที ก่อนที่มันจะระเบิดพลังของเทพอสูรออกมาโดยไม่กลัวว่าจะเกิดปัญหา

            พริบตาสั้นๆ ทุกคนก็พากันเคลื่อนไหว กัสพุ่งตัวเข้าไปหาผู้เป็นแม่ด้วยความหวาดกลัวก่อนจะนิ่งอึ้งไปชั่วขณะเพราะสิ่งที่เขามองเห็นมันผิดจากที่เขาคิดไว้

            ในขณะที่เลโอลอว์นั้น มันไม่ได้หันกลับไปมองภรรยาของตนเลยแม้แต่น้อยเพราะมันรู้ดีว่าไม่มีใครในที่นี้ที่สามารถทำร้ายภรรยาของมันได้

            สิ่งเดียวที่มันคิดและลงมือทำมีเพียงการฆ่าศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าเพียงเท่านั้น ศัตรูที่กล้าลงมือกับภรรยาที่กำลังตั้งท้องของมันและยังใช้วิธีสกปรกอย่างการลอบโจมตีด้วยการโจมตีวิญญาณ

            ในฐานะของเทพอสูรมันย่อมไม่กลัวการโจมตีทางกายภาพใดๆ ก็ตาม หรือต่อให้เป็นเวทมนตร์มันก็ไม่กลัว

            เพียงแต่การโจมตีวิญญาณนั้นเป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้งซึ่งเป็นเหมือนดาวข่มของเทพอสูรโดยเฉพาะทำให้มันไม่ทันสังเกตเห็น

            หรือต่อให้สังเกตเห็น มันก็ยากที่จะป้องกันได้เพราะมีเพียงพลังวิญญาณเท่านั้นที่สามารถป้องกันการโจมตีจากพลังวิญญาณได้

            แต่ถึงจะป้องกันไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายลงมือได้ ทันทีที่ศัตรูลงมือกับภรรยาของมัน เลโอลอว์ก็พุ่งออกไปราวกับสัตว์ร้ายที่บ้าคลั่ง ก่อนจะตบฝ่ามือออกไปในพริบตาและระเบิดร่างของชายชราและนักรบของตระกูลไอรอนบลัดทั้งหมดจนกลายเป็นหมอกเลือด

            นักรบกว่าร้อยหายไปในพริบตา จากมนุษย์กลายเป็นกลุ่มหมอกสีเลือดที่ปลิวหายไปตามลมจนเผยให้เห็นรอยฝ่ามือบนพื้นที่ยุบลงไปอย่างน่าสะพรึงกลัว

            กัสที่ยืนอึ้งอยู่นั้นสะดุ้งขึ้นมาเพราะคลื่นพลังทำลายล้างที่น่ากลัวของผู้เป็นพ่อ ก่อนจะหันไปมองจุดที่ศัตรูยืนอยู่ซึ่งเหลือเพียงรอยยุบบนพื้นดิน จากนั้นเขาก็หันกลับมามองแม่ที่ถูกห่อหุ้มด้วยชั้นพลังสีขาวบริสุทธิ์ในสภาพที่ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ

            เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็โล่งใจจนถึงกับหมดแรง ขณะที่ดวงตาก็จดจ้องอยู่ที่สร้อยคอที่ลอยออกมาจากคอเสื้อของแม่และปลดปล่อยแสงสว่างสีขาวออกมาตลอดเวลา

            ทันทีที่เห็นสร้อยคอเส้นนี้ กัสก็ตระหนักได้ในทันทีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการลอบโจมตีธรรมดาอย่างแน่นอนเพราะถ้าแม่ของเขาไม่รู้ตัวก่อนว่าจะถูกโจมตี ก็ไม่มีทางเลยที่จะนำสร้อยคอเส้นนี้มาสวม

            หรือต่อให้รู้ก่อนก็ไม่มีทางนำมาสวมได้อยู่ดีเพราะบ้านเขาไม่ได้รวยขนาดนั้น ไม่มีทางเลยที่จะได้รับ ‘การปกป้องของเทพเจ้า’ จากตระกูลได้

            สิ่งเดียวที่กัสคิดได้ในตอนนี้คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วโดยตระกูลของเขาและเขาก็เป็นเพียงตัวละครตัวหนึ่งที่แสดงไปตามบทบาทที่ถูกวางเอาไว้แต่แรก

            ขณะที่นึกถึงความเป็นไปได้นี้ กัสก็หันไปมองพ่อของเขาซึ่งหันกลับมามองเขาด้วยใบหน้าที่สงบนิ่ง ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ ราวกับกำลังยืนยันความคิดของเขาอยู่

            กัสย่อมไม่ทราบว่าพ่อของเขาพยักหน้าให้เขาด้วยเหตุผลอะไร ระหว่างชื่นชมหรือกำลังยืนยันความคิดที่เขาคิดอยู่ซึ่งพ่อของเขาไม่น่าจะรู้ว่าเขาคิดอะไร

            “กัส..เจ้าไม่เป็นอะไรนะ”

            ขณะที่เหม่อลอยเพราะความจริงที่ได้รับ เสียงเรียกของแม่ก็ปลุกเขาขึ้นมาในที่สุดและทำให้กัสตระหนักว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะที่จะพูดคุย เขาถึงได้ส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธเพื่อบอกว่าไม่เป็นไร

            จากนั้นเขาถึงได้เอ่ยปากชักชวนพ่อกับแม่เข้าไปในดันเจี้ยนเพื่อความปลอดภัย จากนั้นก็ส่งต่องานอื่นๆ ให้กับนักรบของตระกูลที่แสดงความเคารพพ่อและแม่ของเขาด้วยความนับถือ เช่นเดียวกับตัวเขาที่ถูกจ้องมองด้วยดวงตาที่วาววับเต็มไปด้วยความชื่นชม