ศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ

    ศาลเทพสวรรค์ ตอนที่ 71 : ภารกิจ + ตุ๊กตาของฉินผิง

    เป็นอีกครั้งที่ฉินเทียนอ้ำอึ้งในใจคล้ายไม่อยากรับรู้ในสิ่งเหล่านี้


    เพราะทุกครั้งที่มีภารกิจทีไรตัวมันคล้ายต้องพบเจอกับความฉิบหายนานาประการทุกที หากแต่ในไม่ช้าดูเหมือนตัวมันจะทำใจได้ กดเปิดอ่านภารกิจเสียที


    - [ระบบศาลเทพสวรรค์ตรวจพบการจัดงานประลองยอดฝีมือในหมู่รุ่นเยาว์ ในฐานะที่ท่านเป็นเจ้าของระบบศิษย์ศาลเทพสวรรค์ การให้ศิษย์ฝึกแต่ในสถานที่อันเงียบสงบมิเคยเผชิญโลกกว้าง สิ่งนี้ย่อมทำให้เหล่าศิษย์แห่งศาลเทพสวรรค์ขาดประสบการณ์จริงในการใช้ชีวิต ระบบศาลเทพสวรรค์จึงเห็นควรมอบภารกิจพิเศษให้ทำ นำพาเหล่าศิษย์ศาลเทพสวรรค์เข้าสู่การประลองยุทธ์ นำชื่อเสียงและแสดงความสามารถให้โลกนี้ประจักษ์] -


    - [ของรางวัล : ขึ้นอยู่กับผลงานในงานประลองยอดรุ่นเยาว์จากหมื่นแดน ระดับการประเมินตั้งแต่ 1 ถึง 5 ดาว] -


    - [บทลงโทษ : หากท่านมินำศิษย์ศาลเทพสวรรค์เข้าสู่งานประลอง หรือศิษย์ศาลเทพสวรรค์มิได้เข้าสู่รอบสุดท้าย เซียมซีโชคร้าย 3 ไม้ ติดต่อกัน 3 เดือน] -


    - [หมายเหตุ : ท่านสามารถส่งศิษย์ศาลเทพสวรรค์ เข้าสู่สำนักฟ้าอนันตร์ โดยจะมีการคัดเลือกรับศิษย์ในวันมะรืนที่จะถึงนี้ และอีก 27 วันให้หลังสำนักฟ้าอนันตร์จะคัดเลือกศิษย์รุ่นเยาว์ที่อายุน้อยกว่า 30 ปี เข้าสู่งานประลองยอดรุ่นเยาว์จากหมื่นแดน ศิษย์ศาลเทพสวรรค์จำเป็นต้องผ่านการคัดเลือกนี้เป็นอย่างน้อยเพื่อเข้าสู่งานประลองรอบสุดท้าย ที่จะจัดขึ้นในแดนอัศจรรย์ที่มีสมบัติวิเศษระดับเทวะอยู่ภายใน ระดับการประเมินความสำเร็จวัดจากมูลค่าสมบัติที่เหล่าศิษย์ศาลเทพสวรรค์นำกลับมาได้] -


    อ่านมาถึงตรงนี้ฉินเทียนคล้ายมีความกลุ้มใจอยู่เล็กน้อย ในฐานะผู้เป็นบิดา มันย่อมมิอยากส่งบุตรธิดาแสนน่ารักของมันให้พบเจออันตราย


    หากแต่เซียมซีโชคร้าย 3 ไม้ ก็นับเป็นความฉิบหายระดับ 5 ดาว และมิต้องพูดเลยว่ามันจะต้องโชคร้ายติดๆ กัน 3 เดือน เรื่องแบบนี้ใครมิเคยพบเจอมิอาจจะรับรู้ได้ว่าในช่วงเวลานั้นมีความฉิบหายมากมายเพียงไหน มิแต่คนที่เคยผ่านช่วงเวลาที่เซียมซีโชคร้ายทำงานจึงจะรู้ถึงความน่ากลัวของมัน


    แน่นอนฉินเทียนตัวมันเป็นหนึ่งในนั้น


    มันหัวเราะเหอๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะออกจากมิติแห่งระบบศาลเทพสวรรค์ กลับสู่ช่วงเวลาแห่งโลกความจริงๆ มันหลับตานิ่ง


    ก่อนที่ในไม่ช้าเสียงใสๆ ของเจ้าตัวน้อยฉินผิงบุตรธิดาสุดรักของมันจะร้องดัง


    "ท่านพ่อเจ้าค่ะเราไปตรงนู้นกันเถอะเจ้าค่ะ ฉินผิงอยากกินขนม นอกจากนั้นยังมีตรงนู้น ตรงนู้น และตรงนู้นด้วยเจ้าค่ะ"


    ฉินเทียนหัวเราะสองสามทีก่อนจะอุ้มเจ้าตัวน้อยเดินเที่ยวเล่นในมหานครฟ้าอนันตร์


    ฉินเทียนต้องยอมรับ มันพึงเคยมาครั้งแรกเช่นกันในการเดินเที่ยวเล่นแบบนี้ ในช่วงเวลานี้มันจึงปล่อยวางเรื่องภารกิจสักครู่หนึ่งก่อน


    ไม่ช้าเจ้าตัวน้อยวัยเยาว์ทั้งสองของฉินเทียนก็เดินผ่านร้านค้าต่างๆ มากมาย มีทั้งของเล่นอิทธิฤทธิ์ ขนมหวาน เสื้อผ้า ร้านโอสถวิเศษ ช่างหลอมตามสั่ง เจ้าเด็กน้อยทั้งสองพึงเคยเห็นสิ่งแบบนี้เป็นครั้งแรก ทั้งสองดูตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด


    ในความที่เป็นวัยเยาว์ เมื่อเห็นของน่ารักน่ารัก บางทีทั้งสองก็คล้ายอยากได้ ทั้งสองมองตาฉินเทียนใสแป๋ว


    สุดท้ายฉินเทียนก็พยักหน้า บุตรธิดาตัวน้อยของมันอยากได้อะไร มันก็บอกว่าให้ซื้อหาเอาเถอะ ทั้งสองหยิบกำไลข้อมือที่ฉินเทียนเคยมอบให้มาสวมใส่ หากแต่สิ่งของหลายอย่างในเมืองฟ้าอนันตร์แห่งนี้ช่างแพงนัก


    ไม่ช้าเจ้าตัวน้อยทั้งสองจึงรู้ว่าเงินในกระเป๋าตัวเองไม่พอเสียแล้ว


    .


    .


    .


    "แม่หนูน้อยตุ๊กตาสังหารลากไส้นี้ไม่เหมาะกับเจ้าหลอกนะ มีแต่ผู้บำเพ็ญระดับท่องนภาขึ้นไปจึงจะใช้มันได้ นอกจากนั้นเหรียญทองที่ร้านของข้าก็ไม่รับ รับแต่ดวงแก้วแห่งแรงศรัทธา เจ้าตุกตาสังหารลากไส้นี้มีค่าถึง 150 ดวงแก้วเลยนะ"


    "พี่ชายดวงแก้วคืออะไรเจ้าค่ะ" ฉินผิงพูดกล่าว นางไม่รู้จักสิ่งนี้จริงๆ


    ไม่ช้าเจ้าของร้านก็หัวเราะเบาๆ หากแต่ด้วยความใสซื่อและด้วยเสื้อผ้าของแม่หนูน้อยคนนี้ที่สวมใส่ มันมองอย่างไรก็ต้องเป็นลูกผู้ลากมากดี ดังนั้นมันจึงยอมเสียเวลาพูดกล่าวกับนางหลายคำ ไม่ช้าก็หยิบดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาออกมาให้ฉินผิงตัวน้อยดู


    "แม่หนูน้อยนี่ไงลูกแก้วแห่งแรงศรัทธา ถ้าเจ้ามีเจ้านี้ 150 ลูก เจ้าก็เป็นเจ้าของตุ๊กตาสังหารลากไส้ที่แสนน่ารักตัวนี้ได้แล้ว"


    เมื่อฉินผิงเห็นเช่นนี้นางก็คล้ายจำได้ว่ากำไลที่บิดาเคยมอบให้นางเมื่อนานมาแล้วมีเจ้าสิ่งนี้อยู่ ไม่ช้านางก็ดึงลูกแก้วเหล่านี้ออกมาลูกแล้วลูกเล่า


    "ฉินผิงมีเจ้านี้แค่ 50 ลูกเองเจ้าค่ะ" ตัวน้อยพูดกล่าว พร้อมเอาลูกแก้วแห่งแรงศรัทธามากองไว้ในมือของตัวนาง


    เจ้าของร้านเห็นเช่นนี้ก็ตกตะลึงไม่น้อย มันมิคิดเลยว่าบิดาของแม่หนูน้อยผู้นี้จะมือเติบถึงขนาดนี้ มอบทรัพย์สินขนาดซื้อบ้านหลังใหญ่เอามาให้แม่หนูน้อยนี่ถือเล่นได้ง่ายๆ เลยรึ และเมื่อมันเห็นเช่นนี้ มันก็รับรู้ได้ว่านี่แม่หนูน้อยนางนี้ นางเป็น VIP ชัดๆ แววตาแห่งความเจ้าเล่ห์ของมันคล้ายจะทอประกาย ปรารถนาจะหลอกเด็กน้อยเอาลูกแก้วแห่งแรงศรัทธา


    หากแต่ความคิดนี้ก็เกิดขึ้นได้เพียงชั่วครู่


    เพราะในไม่ช้าก็มีหนึ่งผู้บำเพ็ญนัยน์ตาเดียวเดินเข้ามา กลิ่นอายของมันผู้นี้เจ้าของร้านสามารถสัมผัสได้ทันทีโดยที่มิต้องดูตราสัญลักษณ์วิญญาณ ว่ามันผู้นี้แข็งแกร่งเกินจะกล่าว และมิใช่คนที่ตัวมันจะมีเรื่องได้แน่ ใบหน้าของมันจึงมีแต่รอยยิ้มจางๆ ปรากฏเท่านั้น พร้อมปลอบตัวเอง โชคดีที่วันนี้ยังมิได้กระทำสิ่งชั่วช้า มิเช่นนั้นไม่ทันฟ้าดินลงโทษ ก็เกรงว่าจะตกตายในทันที


    เหอซือก็ก้าวเข้ามาพร้อมน้อมกายลง พูดกล่าวน้ำเสียอบอุ่นเป็นที่สุด ขัดกับใบหน้าอันแสนโหดร้ายของมันสิ้นดี "คุณหนูขอรับตุ๊กตาอิทธิฤทธิ์ตัวนี้จะคู่ควรกับคุณหนูหรือขอรับไยไม่ซื้อหาสิ่งที่มันสมฐานะเสียหน่อย"


    "ลุงเหอพูดแบบนี้หมายความว่ายังไงหรือเจ้าค่ะ"


    เหอซือห้าวหัวเราะเหอๆ สองสามที ก่อนจ้องไปที่คนขายของที่ร้ายของวิเศษแห่งนี้ ไม่ช้ามันก็พูดกล่าวน้ำเสียงแฝงแรงกดดันอยู่หลายส่วน "เอาตัวที่ดีที่สุดของร้านออกมา!!!"


    เจ้าของร้านกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ไม่ช้ามันก็รีบเข้าไปหลังร้าน พร้อมขุดสมบัติประจำตระกูลเก่าเก็บออกมา ทีท่ามันสั่นกลัวเล็กน้อย ไม่ช้าก็พูดกล่าว "อ่อ... อ่อ นายท่านขอรับ ตัวนี้คือตัวที่ดีที่สุดของร้านเรา ได้มาจากนักอาคมต้องสาปเมื่อ 500 ปี ก่อน ลงอาคมอิทธิฤทธิ์สามชั้น วัสดุที่จัดสร้างล้วนเป็นของหายากซับซ้อนเป็นที่สุด นอกนั้นมันยังรับคำสั่งให้ฆ่าล่าสังหารได้ง่ายดายนัก ทั้งยังสามารถสาปผู้คนให้เจ็บป่วยทุกข์ทรมานเจียนตาย หากแต่ที่เด็ดที่สุดตุ๊กตาตัวนี้ยังมีอาคมท่องฝันสร้างฝันร้ายให้แก่ผู้คนได้ หากแต่ข้อเสียของมัน..."


    ไม่ช้าฉินผิงก็นัยน์ตาเป็นประกาย นางถูกใจเจ้าตุ๊กตาตัวนี้เป็นที่สุด นางพูดกล่าว "ท่านลุงเหอ ฉินผิงอยากได้เจ้าตัวนี้เจ้าค่ะ มันน่ารักเหมือนฉินผิงเลย"


    .


    .


    .


    "..." ไม่ช้าอยู่ๆ ในร้านค้าของวิเศษแห่งนี้คล้ายเงียบงันเป็นพิเศษ...


    เจ้าของร้านยิ้มแหยงๆ มีความสุขที่จะขายของได้ก็เรื่องหนึ่ง


    หากแต่อีกใจหนึ่งก็เริ่มมองโลกแห่งความงดงามเปลี่ยนไป มันมองดูเจ้าตุ๊กตาต้องสาปในมือมัน ไม่ว่ามันจะมองมุมไหน ไอ้เจ้าตุ๊กตาตัวนี้ก็น่ากลัวเกินจะกล่าว


    ไม่ช้าเหอซือห้าวก็หัวเราะ พร้อมถามราคาจับจ่าย ไม่น่าเชื่อ เจ้าตุ๊กตาแสนน่ากลัวนี้จะมีราคาถึง 1500 ดวงแก้วแห่งแรงศรัทธา


    ไม่ช้าเจ้าของร้านก็พูดกล่าว ของสิ่งนี้สามารถใช้ได้ผลกับเหล่ากึ่งตำนานมันจึงมีราคาแพงเช่นนี้ เหอซือห้าวพยักหน้า มันไม่ต่อราคาสักคำ


    ตอนนี้ในตัวมันถือทรัพย์สินของท่านย่ำฟ้า ถึงพึงคัดแยกมาจากเหล่าผู้บำเพ็ญ 50 คน แต่ละคนมีดวงแก้วแห่งแรงศรัทธามากกว่า 5000 ดวงแก้ว โดยเฉพาะกำไลของผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ที่มีเรือนแสนดวงแก้วแห่งแรงศรัทธา และเพราะแบบนั้น เหอซือห้าวจึงไม่มีปัญหากับการจ่ายดวงแก้วเลยแม้แต่น้อย


    ณ ตอนนี้ฉินเทียนที่นั่งกินขนมหวานเป็นเพื่อนเจ้าบุตรชายล่ำบึ้ก ไม่ช้ามันก็ได้ยินเสียงสดใสจากเจ้าตัวน้อย ที่ออกไปเดินซื้อของกับเหล่าบริวาร


    และทันทีที่มันหันไปหานาง มันก็คล้ายอยากจะสำลักของที่กินออกไปทันที


    .


    .


    .


    "ท่านพ่อเจ้าค่ะ ดูนี่สิเจ้าค่ะ ฉินผิงมีตุ๊กตาน่ารักน่ารักมาด้วย ลุงเหอบอกว่าเจ้าตัวนี้ชื่อว่า [ลากไส้สังหารโหดสับเละสับสับสับจากแดนอเวจี] มันน่ารักใช้ไหมเจ้าค่ะท่านพ่อ"


    "กร๊ดดดดดดดดดดดด" ฉินจวิ้นเจี๋ยร้องตกใจราวกับแต๋วแตก หลังจากยกหน้าจากชามขนมหวานและเผลอหันมามองเจ้าตุ๊กตาอัปมงคลตัวนี้


    ฉินเทียนมองจ้องไปที่เหอซือห้าว ไม่ช้ามันก็ยิ้มแก้มปริ ราวกับมันพึงทำความดีความชอบครั้งใหญ่มา


    ในขณะที่เจ้าตัวน้อยของฉินเทียนมีรอยยิ้มสดใส ส่วนพี่ชายนางตอนนี้หอบหายใจอยู่ข้างๆ ฉินเทียน พร้อมมองจ้องไปที่ตุ๊กตาเวรตะไลตรงหน้า พร้อมสลับมองไปที่น้องสาวของตัวมัน


    แม้บุตรชายล้ำบึ้กจะมีสภาพเช่นนี้ หากแต่ในใจของฉินเทียนกลับคิดถึงใบหน้าของใครบางคน 'ไอ้หลี่เจียอี้ เอ็งสอนอะไรให้เจ้าตัวน้อยยยยยยยยยยยยยยของบิดา ทำไม... ทำไมเจ้าตัวน้อยของบิดาถึงนิยมอะไรแบบนี้' ในตอนนี้ฉินเทียนแทบจะน้ำตาไหลออกมา ก็เพราะไอ้ตุ๊กตาห่าลากตรงหน้ามัน ทำซะตุ๊กตาผีสิงอนาเบลดูแต๋วเป็นสาวหวานไปเลย


    'ฉินผิงตัวน้อยของบิดา ใคร... ใครกันทำให้เจ้าเป็นสตรีตัวน้อยที่มีรสนิยมแบบนี้ ใคร ใครทำให้เจ้านิยมชมชอบของเช่นนี้ ไอ้เวรเอ๊ย มันคือผู้ใด บิดาจะ... บิดาจะไปฆ่ามันนนนนน เดียวนี้'


    ฉินเทียนได้แต่กล่าวบ่นในใจ หากแต่ในโลกแห่งความจริง มันกลับทำได้เพียงหน้าที่บิดาที่แสนดีเท่านั้น มันอุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นมา พร้อมลูบหัวนางเบาๆ "ตัวน้อยของบิดา ตุ๊กตานิน่ารักดีนเนอะ... หากแต่ชื่อเรียกของมันบิดาว่ายาวไปหน่อย เปลี่ยนเสียหน่อยดีไหม"


    ฉินผิงยิ้มกว้าง บิดาช่างใจดีและรู้ใจนางเหลือเกิน "จริงด้วยเจ้าค่ะท่านพ่อ เชื่อลากไส้สังหารโหดสับเละสับสับสับจากแดนอเวจียาวเกินไปจริงๆ เจ้าค่ะ ท่านพ่อเจ้าค่ะฉินพิงควรตั้งชื่อมันว่าอะไรดี"


    "ชัคกี้... ชัคกี้แล้วกัน" ฉินเทียนพูดกล่าวไปก็น้ำเสียงสั่นไป พร้อมน้ำตาที่ตกในใจลึกๆ ของมันไปพร้อมๆ กัน น้ำเสียงของมันนั้นตะกุกตะกักยิ่งนัก


    หากแต่ในเมื่อสิ่งนี้คือความชอบของเจ้าตัวน้อย ในฐานะบิดาฉินเทียนตัวมันก็จำต้องยอมรับรสนิยมแบบนี้ให้ได้ ใครใช้ให้มันทั้งรักทั้งหลงเจ้าตัวน้อยละ


    ฉินเทียนกล่าวบ่นกับตัวเองในใจอีกครั้ง


    'การยอมรับในสิ่งที่ลูกเราเป็นนั้นช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ ตอนนี้ข้าเข้าใจหัวอกของผู้เป็นบิดาเพิ่มขึ้นมาอีกนิดแล้ว'


    ไม่ช้าฉินผิงก็ยิ้มแก้มปริ ไม่รู้ทำไมนางถึงถูกใจชื่อนี่จริงๆ


    "ท่านพ่อเจ้าค่ะ ท่านพ่อช่างเก่งจริงๆ เลยเจ้าค่ะ ฉินผิงชอบชื่อชัคกี้มากๆ เลยเจ้าค่ะ หากแต่ชัคกี้แปลว่าอะไรหรือเจ้าค่ะ มันออกเสียงไม่เหมือนภาษาวาจาทั่วไปเลย"


    "หุหุ ตัวน้อยของบิดา ชัดกี้นั้นแปลว่า เด็กน้อยจิตใจดีน่ารักสดใสที่พร้อมจะมอบรอยยิ้มและความสุขให้ผู้คนเสมอ"


    "ออ เป็นเช่นนี้เอง ท่านพ่อช่างรู้จักตั้งชื่อนัก เป็นชื่อมงคลจริงเลยเจ้าค่ะ ฉินผิงก็อยากเป็นชัคกี้เจ้า..."


    เมื่อตัวน้อยพูดแบบนี้ฉินเทียนก็คล้ายหน้าเสีย มันจึงต้องรีบพูดกล่าวขัดทันที


    "ฉินผิงของบิดา เจ้าไม่ต้องเป็นชัคกี้หลอกนะ เป็นแค่ฉินผิงตัวน้อยที่แสนน่ารักและจิตใจดีของบิดาก็พอแล้ว ส่วนนามชัคกี้ก็ให้ไอ้เจ้าตุ๊กตาเวร... เอ่อ ให้เจ้าตุ๊กตาตัวน้อยแสนน่ารักตัวนี้เป็นชื่อเรียกอย่างเดียวก็พอแล้ว... แคร่ๆๆ" ฉินเทียนไอ้เบาๆ ก่อนจะพูดกล่าวต่อ "เนอะฉินผิงเนอะ หยุดเล่นตุ๊กตาแล้วมานั่งกินขนมหวานกับบิดาก่อนดีกว่า เดียวบิดาจะป้อนเจ้าเอง อ้าวเด็กๆ เอาของหวานมาให้เราผู้ชราเพิ่มอีก 2 ไม่สิ 3 เลยแล้วกัน..."


    .


    .


    .


    และแล้วในไม่ช้าเวลาก็ค่อยๆ ล่วงผ่าน ใกล้มืดค่ำ ใกล้หมดวันไปอีกวัน


    .


    .


    .


    ----- ในพระราชวังอันตระการ ในมุมตรอกหนึ่งอันมืดมิดไร้ผู้คน -----


    "อะไรนะย่ำฟ้าปรากฏตัวแล้ว จิตวิญญาณสอดส่องหาพบพร้อมบันทึกภาพเหตุการณ์ประหลาดยามย่ำฟ้าปรากฏตัวไว้ด้วยงั้นรึ แล้วมันประหลาดอย่างไร" ขันทีชรากล่าวถาม


    ไม่ช้าตุลาการสีชาดผู้ปิดซ่อนกายในความมืดก็พูดกล่าว


    "ท่านมหาขันที ท่านดูนี่สิขอรับ ภาพเหตุการณ์ได้บันทึกไว้ในกระจกวิเศษนี้แล้ว"


    ไม่ช้ามหาขันทีชราก็กลืนน้ำลาย


    "ไม่มีการกระเพื่อมของพลังวิญญาณแม้แต่น้อย นิมันมิใช่การโบยบิน มีใช้การใช้อิทธิฤทธิ์อำพราง ถ้าเช่นนั้น..."


    "ใช้แล้วมหาขันที ข้าก็คิดเช่นนั้นย่ำฟ้าผู้นี้น่าจะข้ามมิติได้ขอรับ อยู่ดีๆ มันผู้นี้ก็ปรากฏตัวบริเวณหน้าบ้านตระกูลฟู่เช้าตรู่ไร้ผู้คน หากเรามิได้ตั้งเขตอิทธิฤทธิ์เพื่อจับตาตระกูลฟู่ตามที่องค์ราชันย์บอกกล่าว พวกเราก็คงมิได้ภาพเช่นนี้มา บรรพชนเคยบันทึกถึงคำบอกกล่าวของผู้ข้ามโลก ว่าเคยมีการพูดถึงสิ่งคล้ายกันนี้อยู่ การไปจากที่หนึ่ง ไปสู่อีกที่หนึ่งอย่างรวดเร็วเสมือนกะพริบตา ก่อนหายตัวจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง นิน่าจะเป็นการข้ามมิติจริงๆ ของรับ ถ้าเป็นเช่นนี้จริงเกรงว่าตอนนี้พวกเราจะมั่นใจได้แล้วว่า ย่ำฟ้าผู้นี้เป็นผู้ข้ามโลกนะขอรับ นอกจากนั้นบุรุษผู้นี้ต้องรู้วิธีออกจากจักรวาลที่พวกเราค้นหาอยู่อย่างแน่นอน"


    "ไม่ได้การแล้วข้าต้องรีบไปรายงานองค์ราชันย์ ส่วนพวกเจ้าตรวจสอบเงียบๆ ต่อไป ใช้แต่คนที่เราไว้ใจเท่านั้น จำไว้ เรื่องนี้ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด"


    "ขอรับท่านมหาขันที"

    คล้ายกับเรื่องศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ ที่คุณอ่าน