รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    นายหญิงน่าจะเผลอลืมไป

            “...อิ่มแล้วเหรอครับ?”

             

            หวงจื่อหานถามเด็กๆทั้งสามคนที่นั่งจ้องจานอาหารเช้าเขม็งด้วยสีหน้าไม่สู้ดี พวกเธอดูพะอืดพะอมแปลกๆทั้งที่พึ่งจะเริ่มตื่นนอน  วันที่คือวันที่ 7 แล้วหลังจากที่นายหญิงของพวกเขาเริ่มสอนเกี่ยวกับ“วัตถุดิบที่มาจากสิ่งมีชีวิต” กระบวนการสอนนั้นเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องราวกับคนถูกทรมาณ แม้แต่ราชินีมังกรที่เมื่อก่อนไม่มีปัญหาเกี่ยวกับของสดพวกนี้ยังกระพือปีกเล็กๆออกมาจากห้องไปนั่งมองทะเลคนเดียวเงียบๆ

             

            “อุ๊บ!”  เหม่ยอิงที่มีภูมิต้านทานเรื่องพวกนี้ต่ำที่สุดเกือบจะขย้อนเอาขนมปังที่พึ่งกินเข้าไปออกมา เธอรีบเอาจานไปเก็บอย่างเรียบร้อยเพราะกลัวว่าถ้านั่งมองมันอีกสักพักเธอได้ทำอะไรที่มันน่าอายออกมาจริงๆแน่

             

            “นายหญิงอยู่ที่ไหนเหรอคะลุงหวง?”

             

            เด็กๆหันมาถามพ่อบ้านชรา ซึ่งหวงจื่อหานที่กำลังเช็ดจานที่พึ่งล้างอยู่ก็ยิ้มแล้วตอบว่า

             

            “นายหญิงกำลังเตรียมตัวอยู่ในห้องทำงานครับท่านบอกว่าถ้าทานอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ให้ไปหาที่นั่นได้เลย”

             

            ทั้งสามคนรู้สึกขนลุกแปลกๆยามที่ได้ยินชื่อห้องทำงานความทรงจำที่ไม่อยากจำช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมาเริ่มทะลักเข้ามาในหัวจนพวกเธอตัวสั่นเบาๆ

             

            ราชินีมังกรรีบกลืนสเต็กเนื้อที่ย่างอย่างดีลงคอไป นางสะบัดปีกทีเดียวก็บินฉิวออกไปทางระเบียงไปที่ชายหาดทันที

             

            “ข้าไปดูตาแก่นั่นฝึกดาบแล้วกัน...ถ้าพวกเจ้าเสร็จแล้วค่อยไปหาข้านะ”

             

            นางพูดทิ้งไว้อย่างไร้เยื่อใยทำเอาเด็กหญิงสามคนมองตามไปพลางน้ำตาคลอ 

             

             

            “...โชคดีนะครับ”

             

             

             

             

            ที่ห้องทำงานของไป่ฟานเซียน เพราะการปรับแต่งนิดหน่อยทำให้คนที่นางอนุญาตสามารถเข้าออกห้องนี้ได้ตามสบาย ขอแค่มันยังมีพลังปราณของไป่ฟานเซ๊ยนหล่อเลี้ยงอยู่ห้องนี้ก็จะยังทำงานของมันต่อไปเรื่อยๆ

             

            เด็กน้อยสามคนกำลังแอบอยู่หลังประตู พวกเธอมองไป่ฟานเซียนที่ยืนหันหลังมาให้ขณะที่กำลังจัดเตรียมอะไรบางอย่างบนโต๊ะ

             

            “...มาแล้วก็เข้ามาสิ”

             

            น้ำเสียงหวานใสยามปกติกลับดูน่ากลัวจนเด็กๆสะดุ้งโหยง ก่อนที่เหม่ยอิงที่โตที่สุดจะเดินนำหน้าเข้ามาหาหญิงสาวที่กลางห้อง

             

            “นายหญิง...”

             

            “นั่งตรงที่นั่งประจำของพวกเจ้า” คำพูดของไป่ฟานเซียนเป็นเหมือนประกาศิตย์ที่ทั้งสามคนรีบทำตามพวกเธอนั่งตัวเกร็งรอให้นางพูดอะไรบางอย่างต่อ

             

            สิ่งที่กลัวที่สุดตอนนี้สำหรับทั้งสามคนก็คือการทดสอบเหมือนตอนสมุนไพรนั่น เพียงแต่ครั้งนี้มันเต็มไปด้วยความกดดันมากกว่าจากตัววัตถุดิบ  แค่คิดภาพว่าถ้าตอบผิดจะต้องเคี้ยวลูกตาทั้งลูกหรือต้องกลืนเอาอวัยวะแปลกๆเข้าไปก็ทำให้พวกเธอกลัวจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว

             

            ประสบการณ์พวกนั้นตลอดหนึ่งอาทิตย์นี่มันเกินจะบรรยายจริงๆ

             

            “เอาล่ะ  วันนี้ข้าจะมาสอนพวกเจ้าเรื่องหม้อปรุงโอสถ”

             

            ไป่ฟานเซียนพูดจบก้มีหม้อฝึกหัดสามใบลอยออกมาวางไว้บนโต้ะให้คนละใบ  มันคือหม้อที่พวกเธอได้ไปในวันแรกและไม่เคยใช้มาก่อนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา  ตอนนี้มันมาอยู่ที่นี่พร้อมให้พวกเธอใช้มันแล้ว

             

            “เอ๋?”

             

            ทั้งสามคนส่งเสียงงุนงงออกมาพร้อมกัน

             

            พวกเธอที่เตรียมตัวเตรียมใจมารับการทดสอบในวันนี้อย่างเต็มที่จ้องมองหม้อตรงหน้าด้วยความรู้สึกประหลาด 

             

            หรือนายหญิงจะลืมไปแล้ว?

             

            “...ข้ารู้ว่าพวกเจ้าคิดอะไรอยู่” ไป่ฟานเซียนแค่มองสีหน้าเด็กๆก็เดาสิ่งที่ทั้งสามหน่อนี่คิดได้แล้ว นางสะบัดมือทีหนึ่งวัตถุดิบมากมายก็ลอยออกมากองอยู่ตรงหน้า

             

            “แต่เวลาเหมือนจะไม่ทันแล้ว  ถึงมันจะยังมีวัตถุดิบจำพวกแร่กับของเหลวตามธรรมชาติอยู่อีกก็เถอะ...”

             

            นางทำสีหน้าเสียดายเล็กๆออกมาที่ระยะเวลามันจำกัดเกินไปไม่เช่นนั้นนางจะอัดพื้นฐานพวกนั้นเข้าไปในหัวของทั้งสามคนให้ฝังแน่นจนต่อให้อยากลืมก็ลืมไม่ลงก่อนจะให้จับหม้อปรุงโอสถแบบนี้

             

            ไม่เป็นไรอย่างไรเสียวัตถุดิบประเภทสินแร่และของเหลวนั้นส่วนใหญ่จะใช้ในการปรุงโอสถระดับสูงกว่าสองขึ้นไปทั้งนั้นสำหรับโอสถระดับหนึ่งใช้แค่น้ำเปล่าที่สะอาดหน่อยก็เพียงพอ

             

            ไว้รอให้เด็กพวกนี้พัฒนาขึ้นสักหน่อยค่อยสอนเพิ่มเข้าไปก็ยังไม่สาย

             

             

            ไม่คาดคิดว่าแค่ประโยคเดียวของไป่ฟานเซียนจะทำให้อารมณ์พวกเธอเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ เด็กๆเริ่มอารมณ์ดีแล้วลูบคลำหม้อบนโต๊ะอย่างสบายใจกันแล้ว

             

            “ข้าจะเริ่มเลยก็แล้วกัน...”

             

            คำพูดของไป่ฟานเซียนเหมือนเป็นสัญญาณบางอย่าง  ทุกคนหันมาตั้งใจมองพร้อมกันเพื่อพยายามจดจำทุกคำพูดอย่างตั้งใจขณะเดียวกันหวงจื่อหานก็โผล่มาจากด้านหลังประตูแล้วเริ่มทำการบันทึกข้อความของไป่ฟานเซียนเอาไว้

             

            “หม้อปรุงโอสถนั้นเป็นดั่งโลกอีกใบหนึ่ง”

             

            หญิงสาวเริ่มบรรยายขณะเดียวกันหม้อฝึกหัดใบหนึ่งก็ลอยจากพื้นแล้วเปิดฝาออก  ไป่ฟานเซียนถ่ายพลังปราณลงไปจนสามารถเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า

             

            “สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความสมดุลทั้งหมดทั้งมวลภายในหม้อ มีคำกล่าวที่ว่าหม้อที่ดีที่สุดก็คือหม้อที่มีปริมาณหยินและหยางเท่ากันที่อย่างละครึ่งพอดิบพอดี  เพราะมันจะง่ายที่สุดในการปรับแต่งสมดุลหลังจากนั้น”

             

            ทันใดนั้นด้านในหม้อก็ปรากฏพลังปราณสองสายหนึ่งร้อนหนึ่งเย็นค่อยๆหมุนวนอยู่ด้านในคล้ายกับเกลียว  แต่ทันทีที่ทำเช่นนั้นหม้อก็สั่นเบาๆ  รอยร้าวบางเบาปรากฏขึ้นที่ตัวหม้อ  ไป่ฟานเซียนหรี่ตาลงแล้วลดพลังหยางลงเล็กน้อยสมดุลในหม้อก็กลับมาสมดุลเช่นเดิม

             

            “หม้อใบนี้มีปริมาณหยางมากกว่าหยิน หากว่าพลังปราณที่เจ้าส่งเข้าไปนั้นคือหยินและหยางอย่างละครึ่งเมื่อรวมกับปริมาณที่มีอยู่แล้วในหม้อ จะกลายเป็นว่าหยางจะสูงกว่าหยินทันที  นักปรุงโอสถที่เก่งฉกาจคือผู้ที่สามารถวิเคราะห์อัตราส่วนที่ดีที่สุดสำหรับโอสถแต่ละชนิด  แล้วปรับปรุงสมดุลในหม้อให้เหมาะสมกับโอสถชนิดนั้นที่สุดได้”

             

            ไป่ฟานเซียนโยนวัตถุดิบบางอย่างลงไปสามสี่อย่าง  ที่ใต้หม้อพลันมีเปลวไฟสีน้ำเงินปรากฏขึ้น ทันทีที่วัตถุดิบพวกนั้นเริ่มหลอมละลายและรวมตัวกัน  พลังปราณของนางที่ใส่เข้าไปก่อนหน้านี้ก็เริ่มผสานกับเม็ดยา  แต่ว่าหม้อกลับสั่นเบาๆเป็นสัญญาณของการระเบิดอีกครั้ง ไป่ฟานเซียนส่งพลังหยางในร่างที่นำออกมาก่อนหน้านี้เข้าไปใหม่ทันใดนั้นหม้อก็หยุดสั่นและกลับสู่สมดุลเช่นเดิม

             

            “เจ้าเห็นหรือไม่?  สมดุลนั้นไม่ใช่แค่หม้อกับพลังปราณของเจ้าแต่รวมไปถึงวัตถุดิบและกำลังไฟที่ใช้ด้วย วัตถุดิบที่ข้าใส่ไปเมื่อครู่มีความเป็นหยินสูงมาก  ดังนั้นสมดุลมันจึงถูกทำลาย ข้าจึงจำเป็นต้องใส่ปราณหยางกลับเข้าไปอีกครั้ง”

             

     

             

            ไป่ฟานเซียนแสดงช้าๆให้เด็กๆที่ตั้งใจอยู่ดู แต่หวงจื่อหานที่เฝ้ามองอยู่สายตาสั่นสะท้าน  สิ่งที่นางพูดนั้นดูเหมือนเรื่องง่ายๆ  แต่แค่ควบคุมปริมาณหยินหยางในร่างกายให้ได้ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้วสำหรับผู้ฝึกตนทั่วไป!

             

            ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องมีศาสตร์ในการควบคุมไฟเข้ามาช่วย การเพิ่มหรือลดกำลังไฟที่ใช้ให้เหมาะสมก็จะช่วยในการปรับสมดุลที่กำลังก่อตัวในหม้อเช่นเดียวกัน

             

            ไป่ฟานเซียนแสดงให้ดูอีกครั้งโดยการลดปริมาณหยางลงอีกครั้งจนหม้อใบนั้นสั่นเบาๆ  แต่คราวนี้แทนที่จะเพิ่มพลังปราณ  นางกลับใช้วิธีการเพิ่มกำลังไฟแทน ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นแทบจะไม่ต่างจากครั้งแรกที่นางทำให้ดู

             

            ตามปกติแล้วสิ่งที่นักปรุงทั่วไปจะฝึกหัดกันก็คือการทดลองสมดุลแต่ละส่วนที่เหมาะสมต่อโอสถในแต่ละชนิดด้วยตนเอง  แทนที่จะมานั่งปรับสมดุลพลังปราณในร่างที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ก็เลือกการปรับความแรงของไฟแทนจนกระทั่งเจอสัดส่วนที่เหมาะสมของตนเองในที่สุด

             

            นั่นจึงไม่แปลกที่นักปรุงมือใหม่จะทำหม้อปรุงยาฝึกหัดระเบิดเสียหายไปกันคนละหลายสิบใบ

             

            “แต่พวกเจ้าไม่ต้องกังวล  สำหรับโอสถระดับต่ำกว่า 3ยกเว้นโอสถเฉพาะทางบางอย่าง ระยะสมดุลที่จะสามารถกลั่นจนสำเร็จออกมาได้นั้นมันค่อนข้างจะกว้าง  ดังนั้นต่อให้สมดุลเจ้าจะเพี้ยนไปสักยี่สิบถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์มันก็ยังกลั่นออกมาจนสมบูรณ์ดีอยู่...”

             

            ไป่ฟานเซียนครุ่นคิดแล้วเลือกที่จะใช้หน่วยวัดของยุคสมัยนี้ที่ผู้คนเข้าใจง่ายมาอธิบาย หวงจื่อหานที่ได้ยินมาถึงตรงนี้อดรู้สึกสงสัยขึ้นมาไม่ได้

             

            “นายหญิงครับ  สำหรับโอสถระดับสี่ ระยะสมดุลนั้นจะสามารถผิดเพี้ยนไปได้ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์เหรอครับ?”

             

            นี่คือสิ่งที่พวกเขาอยากรู้ที่สุด ขอบเขตของนักปรุงขั้นที่สี่นั้นคือความฝันของใครหลายคนในยุคนี้ 

             

            ไป่ฟานเซียนได้ยินคำถามก็ชะงักไปครู่หนึ่ง  นางคำนวณในหัวแล้วตอบกลับมาว่า

             

            “ประมาณห้าเปอร์เซ็นต์นั่นคือสัดส่วนของความผิดเพี้ยนที่พอจะรับได้และทำให้การปรุงโอสถครั้งนั้นไม่ล้มเหลว”

             

            ชายชรารีบจดบันทึกมันลงไปราวกับมันคือสมบัติล้ำค่า แต่เมื่อมาถึงตรงนี้เขากลับรู้สึกตงิดใจบางอย่าง

             

            “...นายหญิงพอจะรู้สัดส่วนของโอสถระดับที่สูงกว่านั้นไหมครับ?

             

            คำถามนี้หวงจื่อหานกลืนน้ำลายลงไปหลายอึกหลังจากที่ถามออกมา มันเป็นขอบเขตลี้ลั้บที่ในโลกนี้ไม่มีใครเคยไปถึงมาเนิ่นนานจนเกินไปแล้ว

             

            แต่ไป่ฟานเซียนนั้นกลับหัวเราะออกมาเบาๆ นางเหลือบสายตามามองพ่อบ้านคนสนิทแล้วตอบอย่างไม่ปิดบัง

             

            “สาม  สอง  และหนึ่ง...ส่วนโอสถระดับแปดขึ้นไปนั้นไม่มีที่ยืนให้กับความผิดพลาดแม้แต่เสี้ยวเดียวของเจ้าหรอกนะ”

             

             

             

             

             

            หลังจากที่ผ่านช่วงบทเรียนไปแล้วต่อไปคือการปฏิบัติจริง ราชินีมังกรที่รู้สึกว่าผ่านไปสักพักแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องทรมาณเสียทีจึงกระพือปีกเล็กๆเข้ามาดูสถานการณ์ในห้องอย่างสนใจ

             

            ทั้งสามคนกำลังยืนอยู่หน้าหม้อของตนเองอย่างตื่นเต้น

             

            ไป่ฟานเซียนเฝ้ามองแล้วพยักหน้า“...โจทย์ในวันนี้คือยาฟื้นฟูระดับหนึ่ง วัตถุดิบทั้งหมดนั้นพวกเจ้าเคยจดจำมาทั้งหมดแล้วหยิบเอาจากชั้นวางแถวนี้ได้เลย”

             

            ที่มุมหนึ่งของห้องถูกไป่ฟานเซียนดัดแปลงให้กลายเป็นชั้นวางของหลายชั้นหลายแถวและบรรจุเอาพวกวัตถุดิบระดับแรกๆที่ให้ตระกูลถังจัดหาเข้ามาเอาไว้จนเต็มลัง

             

            เพราะก่อนนี้นางไม่ค่อยจะมีวัตถุดิบระดับต่ำหลงเหลือ นางจึงเตรียมเอาไว้ให้เด็กๆใช้ฝึกอย่างไม่นึกเสียดาย

             

            “หญ้าสีเขียว  , น้ำสะอาด  , รากของพืชน้ำลึก....”

             

            ทั้งสามคนไล่ความทรงจำหลังจากมองวัตถุดิบที่ไป่ฟานเซียนเขียนไว้บนกระดาน เพราะพวกเธอยังไม่ได้จดจำสูตรจึงช่วยไม่ได้ที่จะต้องดูตำราไปด้วยแบบนี้  แต่ว่าในเรื่องของการแยกแยะและจดจำวัตถุดิบนั้นไม่มีใครจะสู้พวกเธอได้ในรุ่นเดียวกันแน่ๆ  ขนาดมีสมุนไพรและขวดเลือดหลายชนิดที่ลักษณะภายนอกแทบจะเหมือนกันทุกอย่างแต่แค่ทำจมูกฟุดฟิดทีเดียวพวกเธอก็หยิบเอาวัตถุดิบที่ถูกต้องกลับมาได้อย่างง่ายดาย

             

            พวกเธอหยิบเอาวัตถุดิบออกมาเกือบสิบชนิดมาวางบนโต๊ะไป่ฟานเซียนพยักหน้าอย่างพอใจ ในเรื่องนี้เธอฝึกสอนทั้งสามคนมาได้อย่างดีจริงๆ

             

            “ยาเม็ดฟื้นฟูเกือบทุกระดับจะมีฤทธิ์เป็นกลาง  จึงเหมาะที่จะใช้ฝึกฝนพวกเจ้าแค่พยายามจัดการสมดุลภายในหม้อของพวกเจ้าให้อยู่ตรงกลางระหว่างหยินและหยางที่สุดก็พอแล้ว...”

             

            ไป่ฟานเซียนอธิบายเรื่องพวกนี้ให้ฟังเพื่อร่นระยะเวลา  เธอไม่พร้อมที่จะเสียเวลาไปกับการให้เด็กพวกนี้ทำหม้อระเบิดไปสักสี่ห้าหม้อก่อนจึงจะรู้สึกตัว  ดังนั้นอะไรที่บอกได้ก็บอกไปเลยจะรวดเร็วกว่า

             

            ทั้งสามคนพยักหน้า พวกเธอจุดไฟจากเตาด้านล่างพร้อมกันๆและเริ่มตั้งหม้อ  วัตถุดิบแต่ละชนิดถูกใส่ไปตามตำรา   ทันทีที่มันเริ่มเดือดก็ถึงเวลาที่จะเริ่ม“ปรับสมดุล” เพื่อให้โอสถในหม้อหลอมกลั่นออกมาเป็นเม็ดแล้ว

             

            เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้  ส่วนมากต่อให้จะเป็นนักปปรุงมือใหม่แค่ไหนแค่โคจรพลังปราณในร่างแล้วส่งต่อเข้าไปในหม้อตรงๆ ถ้ามันทำท่าจะระเบิดก็ลดกำลังไฟลงมา ยาฟื้นฟูที่มีสรรพคุณทำให้สดชื่นเหมือนเครื่องดื่มชูกำลังนี้ราวๆแปดในสิบคนล้วนจะทำสำเร็จ

             

            แต่เหมือนไป่ฟานเซียนจะลืมอะไรไปอย่าง

             

            บึ้ม!

             

            เปรี๊ยะ!

             

            หม้อของฮุ่ยเอ๋อนั้นระเบิดทันทีที่เธอส่งพลังปราณเข้าไป  มันไม่แม้แต่จะสั่นหรือมีรอยร้าวเป็นการเตือน ส่วนอีกใบคือหม้อของถังเย่เย่ที่หม้อทั้งใบกำลังถูกน้ำแข็งปกคลุมจนแม้แต่ไฟบนเตาด้านล่างก็ยังดับลงไปในพริบตา  พวกเธอยังคงนิ่งค้างราวกับสมองกำลังประมวลผลไม่ทัน

             

            ส่วนเหม่ยอิงทันทีที่ส่งพลังปราณเข้าไปในหม้อก็แทบจะทรุดลงไปกับพื้น เธอหอบหายใจจนตัวโยนคล้ายจะเป็นลมลงตรงนั้นเสียให้ได้ แต่กระบวนการทุกอย่างในหม้อของเธอยังคงราบรื่นปลอดภัยดี

             

            ไป่ฟานเซียนจ้องมองทั้งสามคนด้วยแววตาเหม่อลอย เธอไม่ได้พูดอะไรจนหวงจื่อหานต้องกระแอมขึ้นมาทีหนึ่งเพื่อทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้

             

            ...นายหญิงช่วงนี้น่าจะวุ่นจนเผลอลืมไป

             

            ว่าสภาวะปราณในร่างของเด็กพวกนี้แต่ละคนมันเหมือนคนปกติธรรมดาเสียที่ไหนกัน!?

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน