รักท่านอ๋อง...ช่างหวานล้ำ

    ตอนที่ 3 ทดลองสินค้า

    ตอนที่ 3

    ทดลองสินค้า

     

            ถิงถิงปิดฝากล่องไม้นั้นลงและเก็บไว้ในตู้ตามเดิมที่สุดแล้วนางก็ตัดใจทิ้งของสิ่งนี้ไม่ได้อยู่ดีแม้ว่าตัวผู้ให้เองตอนนี้จะจำนางไม่ได้แล้วก็ตาม

             

    “เป่าอี้ ข้าอยากอาบน้ำ เจ้าให้คนเตรียมน้ำให้ข้าที”

    “พ่ะย่ะค่ะ เอ่อ ท่านอ๋องจะลองใช้สบู่นี่เลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

    “หึ ของหลอกเด็ก ข้าก็อยากลองเช่นกัน ในเมื่อรับคำท้าแล้ว ก็เอามาลองหน่อย”

    “ท่านอ๋องจะเลือกก้อนไหนดีพ่ะย่ะค่ะ”

    “เจ้าเลือกมาสักก้อนก็แล้วกัน ข้าไม่สันทัดเรื่องพวกนี้หรอก เหมือนๆกันนั่นแหละ”

     

    “พ่ะย่ะค่ะ”

     

            แม้ว่าเป่าหลงจะรับคำสั่งมาแต่เขาเองก็มิใช่สตรีที่จะรู้เรื่องพวกนี้จึงได้บอกให้สาวใช้ในจวนเป็นผู้เลือกเมื่อเขานำไปให้พวกนาง พวกนางดูตื่นเต้นที่เห็นสบู่มากมายของร้านชื่อดังจนเขาต้องถาม

             

    “ของร้านนี้ ชื่อเสียงโด่งดังถึงเพียงนี้เชียวหรือดูพวกเจ้าตื่นเต้นกันมากเลย”

    “ใช่เจ้าค่ะ ท่านไม่รู้อะไรอย่างสบู่หยกนี่ รักษาผิวพรรณได้เป็นอย่างดีผิวข้าเนียนได้ขนาดนี้ก็เพราะสบู่หยกนี่เลยเจ้าค่ะ ท่านดูนี่ เมื่อก่อนนางเป็นกระตอนได้สบู่ใบบัวบกมา นางใช้ล้างหน้าทุกวันตอนนี้หน้าของนางขาวเนียนจนแทบไม่เหลือร่องรอยเลย หากว่ามาจากร้านร้อยบุปผา”

     “พวกข้ายืนยันคุณภาพได้ทุกคน เสียอย่างเดียวสินค้าออกมาแต่ละอย่างช้ามากเพราะเป็นของทำมือท่านได้มามากมายเช่นนี้คงใช้เงินไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ”

    “อ้อ เอ่อ ใช่ๆ เจ้าก็เลือกมาสักก้อนที่เหมาะกับท่านอ๋อง เร็วสิข้าจะต้องเอาไปให้ท่านอ๋องอาบแล้ว”

    “ข้าแนะนำก้อนนี้เจ้าค่ะ ทำให้ตัวหอม เหมาะกับบุรุษและระงับกลิ่นกายสบู่ขิงโสมผสมดอกโบตั๋น ทั้งหอมทั้งระงับกลิ่นเจ้าค่ะ รับรองว่ากลิ่นหอมทนนานไม่อาบน้ำสามวันกลิ่นยังไม่จางเลยเจ้าค่ะ”

    “ได้ๆ ข้ารู้แล้ว ไปก่อนล่ะ ขอบใจพวกเจ้ามาก”

            เป่าอี้เลือกหยิบก้อนที่พวกนางแนะนำและรีบกลับไปยังห้องอาบน้ำเพื่อเตรียมให้ท่านอ๋องใช้หมิงลี่หยางเดินเข้ามาที่ห้องอาบน้ำที่ดูโอ่อ่า กว้างขวางสระน้ำอุ่นที่กว้างพร้อมกับน้ำตกจำลองที่ปลายอ่างทำให้ห้องนั้นราวงดงามราวกับอยู่ในป่าหิมพานต์

    “เป่าอี้ เจ้าจุดกำยานกลิ่นใหม่ในห้องอาบน้ำด้วยงั้นหรือ”

    “ทูลท่านอ๋อง เปล่านะพ่ะย่ะค่ะ”

    “ถ้าเช่นนั้นกลิ่นหอมนี่มาจากที่ใดกัน”

    “เอ่อ ทูลท่านอ๋อง น่าจะมาจาก…สบู่โสมโบตั๋นก้อนนั้นพ่ะย่ะค่ะ”

    “เจ้าออกไปได้แล้ว”

    “พ่ะย่ะค่ะ”

            เขามองไปที่แท่นวางสบู่สีขุ่นที่มีรูปดอกโบตั๋นนูนขึ้นมาเขาจึงหยิบขึ้นมาดมก็พบว่าเป็นกลิ่นเดียวกับที่เขาได้กลิ่นเมื่อครู่จริงๆ

            กลิ่นที่ได้เป็นกลิ่นที่สะอาดแต่ก็ได้กลิ่นหอมจากดอกไม้อยู่ในนั้นเขาเดินตัวเปลือยลงในอ่างก่อนจะหยิบสบู่นั้นมาถูกตัวสัมผัสนั้นทำเอาเขาถึงกับประหลาดใจฟองที่พอดีที่สามารถขัดคราบไคลออกได้หมดจดจนเขานึกทึ่ง

             

    “เป็นแบบนี้นี่เอง ดูเหมือนว่าข้าจะต้องเตรียมคำขอโทษเอาไว้แล้วสินะ”

     

            เขายังคงเพลิดเพลินกับการใช้สบู่โสมก้อนนั้นถูกผิวกายจนเขาไม่นึกอยากจะออกจากห้องอาบน้ำกลิ่นที่ได้จากสบู่ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย

             และเมื่อชำระล้างร่างกายแล้วก็รู้สึกสดชื่นและรู้สึกว่าร่างกายเขานั้นสะอาดกว่าครั้งไหนๆ ที่อาบน้ำ แม้ว่าจะอาบน้ำอุ่นแต่รู้สึกได้ว่าผิวไม่แห้งเหมือนเมื่อก่อนที่ต้องชโลมน้ำมันทันทีที่ขึ้นจากอ่างน้ำอุ่น

    “ไม่ต้องทาน้ำมันให้ข้าแล้ว เอาเก็บไปเถอะ”

    “แต่ว่าผิวจะแตกเอานะพ่ะย่ะค่ะ”

    “ข้าบอกว่าไม่ต้องตอนนี้ข้ารู้สึกสบายตัวอย่างที่สุดจนไม่ต้องการให้อะไรอีก เจ้าเอากลับไปเถิด”

     

            ความจริงแล้วท่านอ๋องไม่ค่อยชอบน้ำมันที่ทาผิวหลังอาบน้ำเท่าใดนักเพราะเขารู้สึกว่ามันทำให้เหนียวตัวง่ายและไม่ชอบสัมผัสมัน

             

            เขานั่งอ่านตำราจนถึงตอนดึก ปกติหากลืมทาน้ำมันอากาศแห้งๆ เช่นนี้ต้องทำให้เขาคันและผิวจะเริ่มแห้งแล้วแต่ตอนนี้เขากลับยังรู้สึกสบายตัว กลิ่นหอมที่อยู่บนเรือนกายนั้นยังคงติดจมูกราวกับพึ่งจะอาบน้ำมาที่สำคัญ ผิวของเขาไม่แห้งเหมือนเมื่อก่อนแล้วโดยที่ไม่ต้องทาน้ำมัน

    “ฟางถิงถิง ร้านร้อยบุปผา น่าสนใจยิ่งนัก”

            เขานึกถึงสายตาท้าทายคำพูดที่ถือดีหยิ่งยโสเมื่อมีคนไปกล่าวหาสินค้าของนาง ภาพนั้นติดตาเขาจนสลัดออกไม่ได้แต่เขาก็มิได้นึกหงุดหงิดอะไรกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดจนเก็บไปฝันถึงเรื่องราวในวัยเด็กกับเด็กสาวน่ารักๆ บนเขาที่เขาเคยเจอ

             

    “พี่หยางหยาง ฮืออ อย่าไปเลย ข้าไม่อยากจากท่าน”

    “เจ้าตัวเล็ก อย่าลืมสัญญาของเรา”

    “พี่หยางหยาง ฮืออ พี่หยางหยาง”

     

    “เจ้าตัวเล็ก!!”

            ท่านอ๋องตกใจตื่นมาตอนดึกเสียงร้องไห้ของเด็กสาวผู้นั้นเขาจำได้ดีเพื่อนในวัยเด็กของเขาที่เขาหลงลืมนานมานาน ตอนนี้จะเป็นเช่นไรบ้างนะคงโตเป็นสตรีแล้ว

             

             หากไม่เกิดโศกอนาฏกรรมบนเขานั้นเสียก่อนสี่ปีให้หลังเมื่อเขากลับไปที่เขาหนานเซียนเพื่อเคารพสุสานบรรพบุรุษจึงได้แวะไปหาพวกนาง กลับพบว่าที่นั่นเหลือเพียงซากปรักหักพังจากไฟไหม้

             

            สืบถามจึงได้ทราบว่าคนที่อยู่ที่นี่ถูกฆ่าตายจนหมดไม่เหลือเลยสักคน เขาทรุดตัวลงด้วยความผิดหวัง เสียใจที่มาไม่ทันเด็กน้อยคนนั้นถูกฆ่าแล้วเช่นนั้นหรือ

    “อาจารย์ เจ้าตัวเล็ก”

            น้ำตาเขาไหลราวกับสายน้ำเมื่อรับรู้เรื่องนี้เขากลับเมืองหลวงด้วยความสิ้นหวัง เมื่อกลับไปเล่าให้เสด็จพ่อฟัง

            พระองค์ปลอบใจเขาเพียงว่า โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนหากเราไม่ฆ่าเขาก่อน เขาก็ฆ่าพวกเรา เพราะฉะนั้น ต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติอย่าได้เอาใจและชีวิตไปฝากที่ใครง่ายๆ ความสูญเสียนั้นยิ่งใหญ่หากรับไม่ไหวก็อย่าเอาใจไปผูกติดกับผู้ใด

             

    “เสด็จพ่อ พระองค์ยังคิดถึงเสด็จแม่อยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ”

     

            ผู้เป็นพ่อไม่ตอบแต่หยดน้ำตาที่หยดมาที่แขนของพระโอรสกลับเป็นคำตอบให้เขาเป็นอย่างดีเสด็จพ่อรักเสด็จแม่ของเขามาก

            เขาจึงได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นั้นทำให้เขาเติบโตขึ้นมากลายเป็นคนที่เย็นชา ไม่สนใจความรู้สึกผู้อื่นอีกทั้งยังไม่ไว้ใจผู้ใดอีกต่อไปจนกระทั่งมาวันนี้ที่พบกับผู้ที่กล้าท้าทายเขาต่อหน้าโดยไม่เกรงกลัวอำนาจของเขา

             

    “เจ้าตัวเล็ก หากว่าเจ้าโต ตอนนี้คงเป็นสตรีที่งดงามมาก”

            เขาล้มตัวลงนอนแผงอกกว้างที่เผยออกจากชุดนอนยังคงกระเพื่อมขึ้นลงกลิ่นหอมจากสบู่ที่เขาใช้ยังอยู่ เขาได้กลิ่นนั้นเมื่อสูดหายใจเข้าไปลึกๆ และค่อยๆหลับไป

    “เป่าอี้ เจ้าไปเอาสบู่ที่ซื้อมาเมื่อวานเข้ามาให้ข้าที่นี่ให้หมด”

    “พ่ะย่ะค่ะ”

            โชคดีที่ไม่ได้มอบสบู่ให้กับผู้ใดหากท่านอ๋องรู้ว่านางกำนัลอยากได้และขอเขา ปกติเขาก็มอบให้พวกนางแต่โชคดีที่ครั้งนี้เขายังไม่ได้ให้พวกนางไปจึงรีบนำไปถวายท่านอ๋องที่ห้องทรงอักษรทันที

    “ท่านอ๋อง สบู่พ่ะย่ะค่ะ”

    “เอาวางไว้ เจ้าออกไปได้แล้ว”

    “พ่ะย่ะค่ะ”

            เขาวางตำราที่อ่านลงและเดินมานั่งที่โต๊ะที่มีสบู่กองโตวางอยู่เขาเริ่มแกะดูทีละก้อนและสูดกลิ่นแต่ละก้อนอย่างเพลิดเพลิน แต่ละก้อนมีลักษณะแตกต่างกันสีและกลิ่นก็ต่างกัน บางอันก็แทบจะไม่มีกลิ่นเลย เขาอยากรู้มากกว่านี้คงต้องไปด้วยตัวเอง

    “เป่าอี้ ข้าจะไปเดินเล่นในเมืองหน่อย”