มาตินนั้นไม่รอช้าเขาตรงดิ่งไปที่ห้องลับของเขาทันทีเขาต้องการพิสูจน์ว่าการกระทำเมื่อครู่เป็นของผู้ใช้อักขระตัวน้อยของเขาหรือไม่แม้ในใจของเขาจะมีความมั่นใจมากกว่าครึ่งว่าเป็นเอเลนแต่เขาก็ต้องการที่จะพิสูจน์มันอยู่ดี
ไม่นานนักมาตินก็มาถึงห้องของเมอร์ลิน
ทันทีที่มาตินเปิดประตูเข้าไป ภาพที่เห็นนั้นแทบจะทำให้ร่างทั้งร่างของเขากลายเป็นไร้เรี่ยวแรงดวงตาของเขาเบิกกว้างและหัวใจเต้นผิดปกติ
ภาพที่มาตินเห็นตรงหน้าคือร่างของเด็กน้อยที่คุ้นเคยแต่ทว่าผ้าคลุมสีแดงที่มีลวดลายสีเขียวอันวิจิตรนั้นเปล่งประกายไปด้วยอำนาจ ลวดลายอักขระสีเขียวเปล่งแสงและเคลื่อนไหวไปมาราวกับมีชีวิต
กลิ่นอายที่ยิ่งใหญ่จำนวนมากเปล่งประกายออกมาจากร่างของเด็กน้อย
มาร์ตินแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเองความตื่นตะลึงของเขานั้นทำให้เขาไม่กล้าที่จะทำอะไร เขาไม่คิดเลยว่าในชีวิตนี้นอกจากธีโอดอร์นักบุญศักดิ์สิทธิ์ศาสนจักรแห่งแสงแล้ว เอเลนก็ยังเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวอีกคนหนึ่งที่เขาได้พบ
"นี่คือท่านจริงๆ หรือ? ท่านเอเลน ท่านประสบความสำเร็จในการบ่มเพราะขั้นสีเขียวแล้ว”
น้ำเสียงของมาตินนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เมอร์ลินยิ้มและเอ่ย “ถูกต้องข้าพึ่งสามารถบ่มเพราะพลังอักขระเวทย์ขั้นสีเขียวได้ไม่นานมานี้”
เด็กน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยด้วยอารมณ์และการวางตัวของเขานั้นได้สร้างความน่าเกรงขามเกินวัยของเขาซึ่งแม้แต่มาตินเองก็ยังไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ ถ้อยคำอันไร้ซึ่งอารมณ์นั้นกล่าวออกมาอีกครั้งว่า
เมอร์ลินสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกล่าวอย่างสง่า “จงนำคริสตัลที่อยู่ในห้องทำงานของเจ้ามาให้ข้า"
เมื่อได้ยินคำสั่งมาตินก็ทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม
"ใช่คริสตัลที่ประดับโชว์อยู่ที่โต๊ะทำงานของข้าใช่หรือไม่? ท่านเอเลนต้องการนำมันไปทำสิ่งใด?"
“เพียงทำตามที่ข้าบอก อย่าตั้งคำถามกับข้า” เมอร์ลินเอ่ยและมองอย่างเย็นชา
ด้วยคำพูดสั้นๆ นั้นทำให้มาตินถึงกับไม่กล้าที่จะหายใจแรงทั้งร่างของเขากลายเป็นหนาวเย็น เขาทำความเคารพและเดินไปตามคำสั่งของเมอร์ลิน
แม้ในหัวของมาตินจะเต็มไปด้วยคำถามแต่เขาก็ไม่กล้าที่สร้างความขุ่นเคืองให้กับเด็กน้อย ยิ่งตัวตนของเอเลนเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวด้วยแล้วเขานั้นไม่กล้าที่จะไม่ทำตามคำสั่งของเมอร์ลิน
แม้ถูกสั่งให้บุกน้ำลุยไฟมาตินก็ยินดีที่จะทำมัน
หลังจากนั้นไม่นานมาตินก็กลับมาพร้อมกับคริสตัลก้อนใหญ่
เมอร์ลินสะบัดมือวาดเข้าหาตัวช้าๆคริสตัลที่อยู่ในมือของมาตินก็ลอยมาสู่เบื้องหน้าของเขา
คริสตัลก้อนใหญ่ถูกบังคับให้ลอยและหมุนอย่างช้าๆ กลางอากาศ
เมอร์ลินมองไปยังคริสตัลและใช้เวลาสำรวจไม่นาน ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็เริ่มลงมือ
มือข้างขวาของเมอร์ลินผลักออกไปด้านหน้า
ทันใดนั้นเองอักขระเวทย์สีเขียวนับสิบก็ปรากฏและปกคลุมห้อมล้อมก้อนคริสตัลเอาไว้
อักขระเวทย์เหล่านี้พลันกลายรูปร่างเป็นวงเวทย์ขนาดเล็กจำนวนมากปรากฏโดยรอบ
เมื่อเมอร์ลินขยับมืออีกครั้งลำแสงมากมายก็พุ่งออกจากวงเวทย์
แสงหลากสีพุ่งออกไปเป็นเส้นตรง ทุกๆปลายสุดของลำแสงได้กระทบวงเวทย์ที่อยู่บริเวณนั้นกลายเป็นการสะท้อนลำแสงที่มีประสิทธิภาพราวกับว่าพวกมันถูกจัดเรียงไว้เป็นระเบียบอย่างดี
เมอร์ลินใช้มืออีกข้างหนึ่งบังคับก้อนคริสตัลให้เคลื่อนไหวตามที่เขาต้องการ
กระบวนการเหล่านี้ดูเหมือนจะยุ่งยาก แต่ทว่าเมอร์ลินกลับใช้เวลาในการทำไม่นาน
ลำแสงหลากสีตัดผ่านก้อนคริสตัลราวกับตัดเต้าหู้ทุกลำแสงที่มีการลากผ่านนั้นมีความคมและความเรียบเนียนเป็นอย่างมาก
ในที่สุดคริสตัลก้อนให้ก็ถูกทำให้กลายเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม2 แผ่นโดยสมบูรณ์
เมอร์ลินสูดหายใจเข้าลึกและประกบมือทั้งสองเข้าหากัน
วงเวทย์จำนวนมากเหล่านั้นก็พลันสลายและหายไป
แต่ดูเหมือนขั้นตอนของเมอร์ลินยังไม่หมดเพียงเท่านี้สองมือของเขานั้นยังโบกสะบัดไปมาอย่างคล่องแคล่ว เบื้องหน้าของเขานั้นก็ปรากฏอักขระและวงเวทย์ซับซ้อนขึ้นมา
แสงสีเขียวที่ไหลเวียนในวงเวทย์ซับซ้อนนั้นแสดงถึงอำนาจของพลังอักขระขั้นสีเขียวมันทั้งลึกลับและเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจ
ทันใดนั้นเองตัวอักษรโบราณลอยขึ้นมาจากวงเวทย์เหล่านั้นนับไม่ถ้วน
เมอร์ลินขยับมือครั้งหนึ่งตัวอักษรเหล่านั้นก็พุ่งไปยังหินคริศตัลที่ถูกตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมทั้งสอง
แสงวูบวาบนั้นเปล่งประกายไปทั่วทั้งห้อง
เมอร์ลินกำลังสร้างอุปกรณ์เวทย์ขึ้นมา
เป็นที่รู้กันว่าอุปกรณ์เวทย์ที่ผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวเป็นผู้สร้างขึ้นนั้นทรงพลังและยิ่งใหญ่เป็นอย่างมากคนทั้งโลกนั้นต้องการและมีความคิดที่จะครอบครองมัน
มาตินอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นกับเหตุการณ์เบื้องหน้านี้ ใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ที่สุดแล้วแผ่นหินทั้งสองก็เปล่งแสงสีเขียวทอประกายออกมาดั่งแสงของดวงจันทร์มันสว่างเจิดจ้าจนมนุษย์ทั่วไปไม่สามารถมองมันได้
เมื่อแสงนั้นอ่อนลงวงเวทย์และอักษรทั้งหลายก็มลายหายไป หลงเหลือไว้เพียงแผ่นหินสองก้อนที่เรืองแสงสีเขียวนวลออกมา
“เขากำลังสร้างสิ่งใดกัน?” มาตินตั้งคำถามในใจเขานั้นอดที่จะสงสัยไม่ได้ ตั้งแต่ต้นจนจบเขานั้นได้แต่อ้าปากค้างกับการสร้างอุปกรณ์เวทย์ของเอเลน
ทันทีที่การสร้างอุปกรณ์เวทย์เสร็จสิ้น เมอร์ลินก็สะบัดมือเบาๆไปข้างหน้า แผ่นหินแผ่นหนึ่งนั้นลอยไปหยุดอยู่ตรงหน้าของมาติน
"รับมันไว้" เมอร์ลินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์
"ขอบคุณท่านเอเลน" มาตินรีบคว้าแผ่นหินนั้นไว้เขาไม่รู้ว่าอุปกรณ์เวทย์ชิ้นนี้มีไว้ใช้ทำอะไร แต่หากผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวเป็นผู้ลงมือสร้างมันขึ้นมาสิ่งนี้ย่อมต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เมอร์ลินมองไปยังมาตินและปิดตาลง
"เจ้าคงสงสัยว่ามันมีไว้ใช้ทำอะไรมันคือแผ่นหินที่เป็นอุปกรณ์เวทย์สื่อสาร"เด็กน้อยปิดตาแล้วเอ่ยมันออกมา เขาในตอนนี้กำลังปรับสมดุลพลังเวทย์ของเขาอยู่เพราะการสร้างอุปกรณ์เวทย์ในแต่ละครั้งนั้นจะต้องใช้พลังเวทย์เป็นจำนวนมากแม้เขาจะใช้น้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
การใช้พลังเวทย์ที่มากเกินไปนั้นทำให้พลังเวทย์ในร่างแปรปรวนหัวใจนั้นทำงานมากเกินไปจึงเกิดอาการเหนื่อยล้าได้ง่ายเขาจึงจำเป็นต้องปรับสมดุลของพลังเวทย์ภายในร่างกาย
"อุปกรณ์เวทย์สื่อสาร?"แม้จะได้คำตอบจากผู้ใช้อักขระตัวน้อย แต่ใบหน้าของมาตินก็ยังเต็มไปด้วยคำถาม
"ถูกต้อง มันคืออุปกรณ์เวทย์สื่อสารจงตั้งใจดูให้ดีข้าจะแสดงวิธีการใช้งานมัน"เด็กน้อยลืมตาขึ้นพร้อมทั้งบังคับให้แผ่นหินอีกแผ่นลอยเข้ามาในมือเขา
"ส่งพลังเวทย์ของเจ้าไปที่แผ่นหินแล้ววาดสัญลักษณ์ที่สลักอยู่ที่แผ่นหินอีกแผ่นหนึ่ง จากนั้นก็เขียนข้อความที่เจ้าต้องการสื่อสารแล้วขมวดมันลงไปที่แผ่นหินของเจ้า"
เมอร์ลินอธิบายพร้อมกับทำตามให้มาตินดูตั้งแต่ต้นจนจบเขานั้นไม่ได้ใช้ไม้กายสิทธิ์ในการเขียนอักขระและตัวอักษรเลยแม้แต่น้อยเพียงมือของเขาสะบัดไปมานั่นก็สามารถที่จะสร้างข้อความพลังเวทย์กลางอากาศได้แล้ว
เมื่อข้อความทั้งหมดถูกส่งไปยังแผ่นหินในมือของเด็กน้อยแผ่นหินอีกแผ่นหนึ่งที่อยู่ในมือมาตินก็เรืองแสงออกมา เมอร์ลินมองไปยังมาตินอีกครั้งและเอ่ยต่อ
"ส่งพลังเวทย์ไปที่แผ่นหินในมือเจ้า"
มาตินปฏิบัติตามคำสั่งของเมอร์ลินเป็นอย่างดีเขาทำการส่งพลังเวทย์เข้าไปที่แผ่นหินในมือของเขา ทันใดนั้นเองแสงสีเขียวก็พุ่งออกมาจากแผ่นหิน ข้อความตัวอักษรที่เมอร์ลินเขียนไว้ปรากฏออกมาเบื้องหน้า
ข้อความนั้นลอยอยู่กลางอากาศและบนสุดมันคือสัญลักษณ์ของแผ่นหินที่เมอร์ลินถือครองอยู่
"ขอบคุณท่านเอเลนข้าเข้าใจทั้งหมดแล้ว ข้าจะใช้งานมันเป็นอย่างดี" มาตินรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้รับอุปกรณ์เวทย์ชนิดนี้เพราะปัญหาหลักระหว่างเขากับเมอรอร์ลินนั้นคือการขาดการติดต่อกัน
ซึ่งเมอร์ลินมักจะมีนิสัยหายไปเป็นเวลานานเมื่อร้านเกิดปัญหาจึงไม่สามารถติดต่อกับเมอร์ลินได้
แผ่นหินนี้จึงสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้
"น่าเสียดายที่ข้าพึ่งบรรลุขอบเขตขั้นสีเขียวจึงทำได้เพียงการส่งข้อความตัวอักษร เมื่อพลังของข้าเกิดความเสถียรเมื่อไหร่ข้าจะมอบอุปกรณ์เวทย์สื่อสารที่ดียิ่งกว่านี้ให้แก่เจ้า" เมอร์ลินเลือกที่จะกล่าวความจริงครึ่งหนึ่งให้มาตินทราบ เพราะแท้จริงแล้วเขาในตอนนี้ยังไม่ใช่ผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวแบบสมบูรณ์
"ขอรับท่านเอเลนข้ายังมีอีกหนึ่งคำถามที่จะถามท่าน"มาตินนั้นแสดงท่าทีที่กล้าๆ กลัวต่อหน้าเมอร์ลินจากความรู้สึกของเขา ตัวตนของผู้ใช้อักขระตัวน้อยในยามนี้นั้นแตกต่างจากตัวตนในอดีต
ในอดีตนั้นเด็กน้อยยังเป็นเพียงผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าแต่เพียงเท่านี้ตัวตนของเขาก็น่าเกรงขามแล้วแต่ในตอนนี้เขาได้พัฒนาไปถึงขั้นสีเขียวนับได้ว่าเขานั้นเทียบได้กับผู้นำของศาสนจักรแห่งแสงซึ่งเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวเช่นกันตัวตนของเขาในตอนนี้จึงมากกว่าคำว่าน่าเกรงขามแต่ขั้นสีเขียวนั้นแทบจะเรียกว่าเป็นที่น่านับถือของคนทั้งแผ่นดินก็ว่าได้
"ว่ามา..." เมอร์ลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเขานั้นยังคงรักษาท่าทีที่สงบของเขาไว้
"ข้าสามารถใช้มันติดต่อกับท่านโดยตรงได้ใช่หรือไม่?" มาตินถามความกังวลของเขาออกไปเพราะสิ่งที่เขากลัวมากที่สุดคือการติดต่อกับเมอร์ลินไม่ได้
"นั่นคือจุดประสงค์ที่ข้ามอบอุปกรณ์เวทย์สื่อสารนี้ให้เจ้า"
มาตินเมื่อได้ฟังก็ยิ้มออกมาเพราะชีวิตอันรุ่งโรจน์ของเขานี้มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาอีกต่อไปแต่มันขึ้นอยู่กับตัวตนของผู้ใช้อักขระตัวน้อยผู้นี้
"พรุ่งนี้ข้าออกเดินทางอีกครั้งหนึ่งและข้าอาจจะจากไปเป็นเวลานานสินค้าสำหรับค้าขายนั้นข้าได้จัดเตรียมไว้ให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว" เมอร์ลินเคลื่อนมือเล็กน้อยกล่องที่อยู่บนโต๊ะก็ลอยเข้าสู่มือของมาติน
มาตินเปิดฝากล่องออกมาดูเขาก็พบกับแหวนแหวนเวทย์จำนวนนับไม่ถ้วนบรรจุอยู่ในนั้นแน่นอนว่าเขาสามารถระบุได้ว่าสิ่งของให้แหวนเวทย์นี้คือสิ่งใด
ผู้ใช้อักขระตัวน้อยของเขาได้จัดเตรียมน้ำยามากมายเพื่อการค้าขายของเขาเรียบร้อยแล้ว
เมื่อมอบกล่องให้แก่มาตินเสร็จแล้ว เมอร์ลินก็เอ่ยต่อ"หากมีปัญหาใดเกิดขึ้นจงใช้ของสิ่งนี้ติดต่อกับข้าตอนนี้เจ้าออกไปได้แล้ว"
"ขอรับท่านเอเลน" มาตินกล่าวรับคำแล้วถอยหลังออกจากห้อง
ครู่หนึ่งที่มาตินจากไปช่วงเวลาในการใช้งานพลังอักขระขั้นสีเขียวของเมอร์ลินก็หมดสิ้นลง
พลังอักขระขั้นสีเขียวนั้นก็สูญสลายไปในทันทีคงอีกซักระยะเวลาหนึ่งเขาถึงจะสามารถใช้มันได้อีกครั้งหนึ่ง
เมื่อรุ่งเช้ามาถึงเมอร์ลินก็ออกเดินทางทันที ก่อนออกไปเขาไม่ได้กล่าวลาผู้ใด
เมอร์ลินเปลี่ยนชุดใหม่โดยแต่งกายด้วยชุดคลุมสีขาวหม่นและได้สวมหน้ากากไม้ที่มีสีขาวปิดครึ่งหน้าด้านล่างเอาไว้หลงเหลือไว้เพียงดวงตาที่เฉียบคมของเขาให้มองเห็น
ในยามนี้เขาแทบจะเป็นมนุษย์สีขาวไปเสียแล้วเพราะทั้งชุดคลุม หน้ากาก ผม และคิ้ว ทั้งหมดของเขานั้นล้วนเป็นสีขาวทั้งสิ้น
ร่างสีขาวนั้นทะยานพุ่งสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็วความเร็วของเขานั้นเหมือนกับดาวหางดวงหนึ่งก็ว่าได้
ในระหว่างการเดินทาง เมอร์ลินได้มองลงมายังเบื้องล่างเขาได้พบเจอกับสัตว์อสูรมากมายแต่พวกมันเหล่านั้นล้วนมีระดับต่ำต้อยแทบทั้งสิ้นแน่นอนว่าสัตว์อสูรพวกนั้นไม่อยู่ในสายตาของเขา
ในอดีตการเดินทางจากเมืองของดยุกโควจนถึงเมืองวอเดอร์เซี่ยนเขาต้องใช้เวลาเดินทางถึง7 วัน การเดินทางของคนยุคนี้ถือว่าค่อนข้างลำบากเป็นอย่างมาก
พวกเขาต้องใช้สัตว์พาหนะในการเดินทางเป็นส่วนใหญ่จะมีบ้างที่บางคนใช้อุปกรณ์เวทย์ขนาดใหญ่ในการบินเช่น เรือเหาะ เป็นต้น
แต่ก็มีบางพวกที่ใช้เวทย์มิติทะลุผ่านสถานที่ในการเดินทางเพียงแต่ผู้ใช้เวทมนต์ที่สามารถใช้เวทย์มิติได้นั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยและยังมีข้อจำกัดมากมายในการเดินทางโดยการใช้เวทย์มิติ เช่นพันธะสัญญาเขตแดนอาณาจักรซึ่งปิดกั้นการใช้เวทย์มิติทะลุผ่านเขตแดนของแต่ละอาณาจักรเป็นต้น
กฎสำหรับการใช้เวทย์มิติเหล่านี้เข้มงวดเป็นอย่างมากหากฝ่าฝืนผู้ใช้เวทมนต์มิติของอาณาจักรอาจทำการทำลายการผันผวนของมิติทำให้ผู้ใช้เวทย์มิตินั้นติดอยู่กับมิติของตนเองไปตลอดกาล
ความสะดวกสบายของเวทย์มิตินั้นจึงแฝงไปด้วยอันตรายอันน่ากลัวการใช้เวทย์มิติผ่านเขตแดนอย่างเครื่องเคลื่อนย้ายมิติจึงต้องผ่านการรับรองจากเจ้าหน้าที่ของแต่ละอาณาจักรเสียก่อน
การใช้เครื่องเคลื่อนย้ายมิตินั้นมีความยุ่งยากเป็นอย่างมากและมีค่าใช้จ่ายที่มากเช่นเดียวกัน
หากไม่มีความจำเป็นจริงๆน้อยครั้งนักที่เครื่องเคลื่อนย้ายมิติจะเปิดใช้งาน
การเดินเท้าหรือใช้สัตว์พาหนะจึงเป็นการเดินทางที่นิยมมากที่สุด
เป็นเรื่องที่ดีที่ตอนนี้เมอร์ลินได้บรรลุสู่ขั้นก่อลำต้นนั่นจึงทำให้เขาสามารถเหาะบินบนอากาศได้การเดินทางของเขาจึงสะดวกและรวดเร็วเป็นอย่างมาก
ทันใดนั้นเองระหว่างเส้นทางที่เขาบินอยู่นั้นก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น
เมอร์ลินมองลงไปยังเบื้องล่าง เขาได้พบเจอกับเด็กน้อยที่มีแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าและตุ่มหนองขึ้นเต็มร่างกายกลางหลังของเด็กน้อยนั้นกำลังแบกตะกร้าที่บรรจุสมุนไพรมากมาย
เด็กคนนี้กำลังถูกไล่ล่ามีสัตว์อสูรบางตัวกำลังไล่ตามเขา
ในช่วงวิกฤตินั้นเด็กน้อยโชคร้ายสะดุดรากไม้ล้มลงจนใบหน้ากระแทกพื้น
สัตว์อสูรร้ายนั้นมองเด็กน้อยด้วยความหิวกระหายมันพุ่งกระโจนเข้าใส่เด็กน้อย
เมอร์ลินมองดูเหตุการณ์ด้วยความเวทนา
"นิสัยเสียของข้านั้นแก้ไม่หายเสียจริงๆ" เมอร์ลินบ่นพึมพรำกับตนเองและทันใดนั้นเอง
ตูม!
พลังปราณเซียนถูกปล่อยออกไปเป็นรูปแบบโจมตีสัตว์อสูรตัวนั้นเป็นเพียงระดับ 2ซึ่งมันต่ำต้อยเป็นอย่างมาก
ในสายตาของเมอร์ลินเพียงพลังปราณเซียนอันเล็กน้อยของเขาก็สามารถทำให้สัตว์อสูรตัวนี้จบชีวิตลงได้แล้วเพียงหนึ่งการโจมตีซากศพของสัตว์อสูรก็กระเด็นออกไปนับสิบหลายเมตร
เมอร์ลินร่อนลงมายังพื้นดินพร้อมกับเดินไปที่เด็กน้อยดูเหมือนว่าเด็กน้อยนั้นจะสิ้นสติสลบไป
เมอร์ลินพ่นลมหายใจออกมาพร้อมกับส่ายศีรษะ เขาใช้มือจับด้านหลังคอเสื้อของเด็กน้อยและเหาะขึ้นไปกลางอากาศในทันที
เมื่อครู่ก่อนที่จะพบกับเด็กน้อยเมอร์ลินสังเกตเห็นหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งตอนบินผ่านมา เขาคาดว่าเด็กน้อยคนนี้จะต้องมาจากหมู่บ้านแห่งนี้เป็นแน่เพราะนอกจากที่นั้นแล้วแถวนี้ก็ไม่มีหมู่บ้านอื่นใดอีก
เมื่อช่วยคนก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด เมอร์ลินนั้นไม่ใจร้ายปล่อยเด็กน้อยนอนสลบอยู่คนเดียวอยู่กลางป่าเขาจึงตัดสินใจหิ้วเด็กน้อยคนนี้ไปส่งยังหมู่บ้านแห่งนั้น