เมื่อส่งแขกทั้งหมดกลับไปเป็นที่เรียบร้อย ฟางหรงที่นั่งอยู่ในเรือนตระกูลหลินเงียบ ๆ ก็เริ่มเรียบเรียงความทรงจำของตนเองอีกครั้งด้วยความตั้งใจ
ดินแดนแห่งนี้ไม่ได้เป็นดินแดนยุคโบราณที่เคร่งครัดกับขนบธรรมเนียมมากนัก หญิงสาวบางคนที่มีความสามารถและร่ำรวยบางครั้งถึงกับเลี้ยงบุรุษไว้ให้ความสำราญกับตนเองแทนที่จะแต่งเป็นภรรยาของชายหนุ่มตระกูลอื่น เพื่อเป็นเพียงหญิงสาวที่อุดอู้รอความรักจากผู้เป็นสามีเพียงคนเดียวโดยที่ไม่สนใจสายตาของใคร
แม้ผู้คนหลายกลุ่มจะยังไม่เห็นด้วยกับในเรื่องที่หญิงสาวตระกูลสูงศักดิ์บางคนประพฤติตนเช่นนั้นแต่ก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยทัดทานด้วยเช่นกัน ชาวเมืองเพียงแค่มองเป็นเรื่องของคนรวยที่มีอันจะกินสามารถทำได้เพียงเท่านั้น
เพราะฮ่องเต้เองที่ถูกขุนนางบางคนถวายฎีกาเรื่องความไม่สมควรยังถูกฮ่องเต้หนุ่มตอกกลับอย่างเจ็บแสบไปตาม ๆ กัน ว่าพวกเขาไม่ได้ไปเสียเงินในการสนับสนุนให้พวกนางเลี้ยงบุรุษเอาไว้สร้างความสำราญเสียหน่อย พวกเขาจะเดือดร้อนอันใดกัน ในเมื่อตนเองยังไม่สามารถมีภรรยาเพียงคนเดียวตลอดชีวิตกันได้ แล้วจะมาโวยวายเรื่องที่สตรีบางคนทำตัวไม่ต่างจากพวกเขาไปทำไม
การปกครองของดินแดนนี้ดูน่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับฟางหรง เพราะเหมือนกับว่าฮ่องเต้องค์นี้จะมีความคิดความอ่านที่เข้าใจง่ายราวกับคนสมัยใหม่ในยุคที่นางเคยได้ยินมาไม่มีผิด
อีกทั้งเขายังสนใจที่จะพัฒนาบ้านเมืองในส่วนต่าง ๆ มากกว่าเรื่องการประพฤติตัวของสตรีบางกลุ่มที่ขุนนางเก่าแก่ทั้งหลายตีโพยตีพายว่าทำตัวไม่เหมาะสมอีกด้วย
ซึ่งฟางหรงเห็นด้วยกับฮ่องเต้องค์นี้ไม่น้อย บุรุษยังหาความสำราญให้กับตนเองได้อย่างไม่รู้สึกผิดอะไร แล้วเหตุใดสตรีต้องทนกล้ำกลืนอยู่กับความทุกข์ทนเพียงฝ่ายเดียวด้วยเล่า
หญิงสาวดูเรื่องราวของดินแดนแห่งนี้ผ่านความทรงจำของร่างก่อนจะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
‘ที่หลินฟางซินทำเช่นเดียวกับสตรีร่ำรวยตระกูลอื่น ๆ ไม่ได้น่าจะเป็นเพราะนางไม่มีตระกูลใหญ่คอยหนุนหลังและหัวอ่อนจนหลวมตัวเข้าไปอยู่ร่วมกับตระกูลเจินสินะ ทั้งที่หากใช้ชีวิตของตนเองอย่างมีความสุข และเลี้ยงดูรุบุษไว้ดูเล่นโดยไม่ต้องสนใจผู้อื่นก็น่าจะสำราญใจไม่น้อยแท้ ๆ ’ ร่างบางคิดอย่างเงียบงัน
“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวขอเข้าไปได้หรือไม่เจ้าคะ” หนิงอันหรืออันอัน สาวใช้ส่วนตัวของหลินฟางซินขออนุญาตเจ้านายสาวอยู่หน้าห้องด้วยน้ำเสียงเบา
“เข้ามาสิอันอัน” หลินฟางซินเอ่ยขึ้น
“เป็นอันใด ทำไมเจ้าทำหน้าตาแปลก ๆ เช่นนั้น” นายสาวถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
“คุณหนู เมื่อตอนกลางวันคุณหนูตอบพ่อบ้านของตระกูลเจินไปเช่นนั้นจะไม่เป็นไรหรือเจ้าคะ”
“ทำไมกันเล่า หรือเจ้ากับพ่อของเจ้ากังวลขึ้นมาอีกแล้ว” หลินฟางซินเอ่ยขึ้นอย่างรู้ทัน
“ท่านพ่อของบ่าวก็คิดไม่ต่างจากบ่าวเท่าไหร่หรอกเจ้าค่ะ ตระกูลเจินยิ่งใหญ่และมีอำนาจในมือมากกว่าเรา ท่านกล่าวออกไปตรง ๆ อย่างนั้นดูจะไม่เป็นผลดีกับเราเสียเท่าไหร่นะเจ้าคะ” อันอันเอ่ยขึ้นอย่างเห็นด้วยกับความกังวลของพ่อของตน
“เจ้าไม่ต้องกังวล บอกพ่อบ้านหนิงด้วยว่าไม่ต้องกังวลเช่นกัน เรื่องนี้รอดูกันไปเดี๋ยวก็รู้เองว่าแท้จริงแล้วตระกูลเจินนั้นมองข้าเป็นลูกหลานจริง ๆ หรือกำลังหวังสิ่งใดจากเราอยู่กันแน่” หลินฟางซินเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
“คุณหนูหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ” อันอันถามคุณหนูของนางด้วยความไม่เข้าใจ
“เจ้าคิดดูเอาเถิด ตั้งแต่ที่เราจำความได้ ไม่ว่าตระกูลหลินจะวิกฤติหรือมีความสุข ตระกูลเจินเคยยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องกับพวกเราบ้างหรือไม่ ตอนลำบากไม่ช่วยเหลือตอนมีความสุขไม่มาร่วมยินดี ต่างจากชาวบ้านทั่วไปที่ไม่ได้รู้จักมักคุ้นที่ไหนกัน” หลินฟางซินอธิบายให้สาวใช้ตัวน้อยฟังตามความเป็นจริง
“ก็จริงของคุณหนูนะเจ้าคะ” สาวใช้คิดตามแล้วพยักหน้าเข้าใจ
“ดังนั้นเราจึงต้องรอดูสถานการณ์ไปก่อน ไม่ต้องคิดอะไรไปไกลกว่าที่ยังเป็นอยู่ในยามนี้ เจ้าไปพักผ่อนได้แล้ว ข้าก็จะพักผ่อนแล้วเช่นกัน”
“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะคุณหนู คุณหนูพักผ่อนเยอะ ๆ นะเจ้าคะ หลายวันมานี้คุณหนูต้องอดหลับอดนอนเตรียมงานไว้ทุกข์ให้นายท่านจนร่างกายผ่ายผอมไปจนเห็นได้ชัดเลยเจ้าค่ะ” อันอันเอ่ยกับคุณหนูของตนด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“ข้าเข้าใจแล้ว” หลินฟางซินรับคำสาวใช้ด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
‘เพราะเป็นสาวใช้ที่ภักดีแบบนี้แท้ ๆ จึงทำให้จุดจบน่าเศร้าไม่ต่างจากผู้เป็นนายในชีวิตที่แล้ว’ หญิงสาวคิดพลางมองตามสาวใช้ที่กำลังเดินออกไปจากห้องอย่างเงียบๆ
หลังจากงานศพของนายท่านหลินจบลงเป็นที่เรียบร้อย คุณหนูหลินผู้เป็นทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหลินก็ได้ออกคำสั่งกับคนของตนในทันที
เรื่องที่นางต้องการปิดจวนไม่ต้อนรับแขกและงดเข้าร่วมงานรื่นเริงที่ทางตระกูลอื่นส่งเทียบเชิญเข้ามา ด้วยเหตุผลว่าต้องการไว้ทุกข์ให้กับบิดาผู้ล่วงลับอย่างเงียบ ๆ ในช่วงนี้ไปก่อน
ซึ่งการกระทำของนางนั้น ชาวบ้านและตระกูลใหญ่ต่าง ๆ ในเมืองหลวงต่างก็รู้สึกชื่นชมเป็นอย่างมาก
เพราะการที่คุณหนูหลินตัดสินใจปิดเรือนงดร่วมงานรื่นเริงเพื่อเป็นการไว้อาลัยต่อหลินเทียนเช่นนี้นั้น นับเป็นดั่งการแสดงความกตัญญูต่อบิดาผู้ล่วงลับอย่างถึงที่สุดแล้วนั่นเอง
โดยแม้ว่านางจะปิดเรือนงดรับแขกและไม่เข้าร่วมงานรื่นเริง แต่ก็ใช่ว่าหญิงสาวจะไม่ได้ทำอย่างอื่นเลยเสียทีเดียว เพราะนางทั้งแบ่งเวลาไปยังอารามประจำเมืองหลวงแทบทุกสัปดาห์ ส่งคนไปตั้งโรงทานเพื่อทำทานในนามของตระกูลหลิน และยังเดินทางไปดูแลกิจการของตระกูลที่ผู้เป็นบิดาและมารดาทิ้งเอาไว้ให้ด้วยความขยันขันแข็ง
การแสดงออกของคุณหนูตระกูลหลินในยามนี้นั้น ทำให้คนตระกูลเจินที่คราแรกเดือดดาลกับวาจาของหลินฟางซินเมื่อครั้งที่พวกเขาส่งพ่อบ้านไปเคารพศพหลินเทียนมากอยู่แล้วต้องรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก
เพราะการที่หลินฟางซินไม่รับแขกและไม่ร่วมงานรื่นเริงอย่างที่นางได้ประกาศออกมา ส่งผลให้ตระกูลเจินไม่สามารถไปขอพบเพื่อเป็นการรบกวนนางได้เช่นกัน
ครั้นจะไปดักรอตอนนางออกไปยังอารามหรือยามที่นางไปตรวจตรากิจการของตระกูลก็คล้ายจะดูเป็นการจงใจจนเกินไป ซึ่งคนตระกูลเจินไม่คิดจะทำเช่นนั้นแม้แต่นิดเดียวเพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกเสียหน้าอย่างถึงที่สุด
ในระหว่างที่หลินฟางซินใช้ข้ออ้างในการกันคนตระกูลเจินให้ไม่เข้ามาวุ่นวายกับนางในช่วงนี้นั้น ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ราชสำนักสั่นคลอนครั้งยิ่งใหญ่เช่นกัน เมื่อฉีอ๋องผู้เป็นพระอนุชาร่วมสายเลือดขององค์ฮ่องเต้ผู้มีอำนาจปกครองกองทัพทั้งหมดของแคว้นได้รับบาดเจ็บจากพิษหลังจากเดินทางไปกวาดล้างชนเผ่าลึกลับที่พยายามเข้ามาแย่งชิงดินแดนฝั่งทางเหนือ
แม้ว่าการกวาดล้างและขับไล่ผู้รุกรานจะได้รับชัยชนะกลับมา แต่การได้รับพิษปริศนาที่ฉีอ๋องผู้ควบตำแหน่งเป็นถึงแม่ทัพผู้แข็งแกร่งได้รับกลับมานั้น กลับสร้างความหวาดหวั่นให้กับราษฎรและราชสำนักไม่น้อย
เนื่องจากฉีอ๋องนั้นเป็นดั่งโล่และดาบของแคว้น เขาปกป้องราชวงศ์และฮ่องเต้ผู้เป็นพระเชษฐาด้วยความทุ่มเทมาโดยตลอด
ภายใต้การนำทัพของท่านอ๋องผู้ควบคุมกองทัพและกองกำลังลับทั้งหมดของแคว้นมาร่วมหลายปี ทำให้ชาวเมืองรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยเป็นอย่างมาก
ดังนั้นการได้รับบาดเจ็บของเขาที่ทางราชสำนักกำลังหาทางรักษาอย่างเต็มความสามารถอยู่นั้น ไม่ได้ทำให้ทุกคนในแคว้นนี้สามารถเบาใจได้เลย เพราะนอกจากฮ่องเต้ที่กุมใจไพร่ฟ้าได้แล้วท่านแม่ทัพผู้เป็นน้องชายร่วมสายเลือดของฮ่องเต้เองก็เป็นอีกหนึ่งในวีรบุรุษที่คนทั่วทั้งแคว้นให้การยกย่องและยอมรับไม่ต่างกัน ข่าวคราวของพระองค์จึงส่งผลต่อทุกคนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
การที่หนึ่งในเสาหลักของแคว้นมีข่าวการบาดเจ็บและได้รับพิษกลับมาจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับแคว้นพวกเขาไม่น้อย แม้ราชสำนักจะพยายามหยุดข่าวลือให้ทุกคนเบาใจและคลายกังวลไปแล้วก็ตามที
การที่ทางราชสำนักถึงกับติดป้ายประกาศตามหาผู้มีวิชาแพทย์ที่สามารถรักษาฉีอ๋องได้อยู่ในยามนี้ก็สามารถบ่งบอกได้เป็นอย่างดีแล้วว่าหมอหลวงไม่อาจทำการรักษาพิษให้กับเขาได้
ดังนั้นตราบใดที่ป้ายประกาศหาหมอเทวดายังไม่ถูกทางการปลดลง ชาวเมืองก็เดาได้ในทันทีว่าแม่ทัพของแคว้นพวกเขานั้นยังไม่ได้รับการรักษาหรือกำลังถูกถวายการรักษาแต่ยังทรงมีพระชนชีพอยู่
แต่เมื่อใดที่ป้ายที่ติดอยู่รอบเมืองหลวงเหล่านั้นถูกปลดลง ชาวเมืองก็สามารถเดาได้เพียงสองอย่างเช่นกัน นั่นก็คือหากฉีอ๋องไม่หายจากอาการประชวรเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ต้องเป็นท่านอ๋องผู้แข็งแกร่งของแคว้นได้สิ้นพระชนม์เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง
#บุรุษจะเดือดร้อนกับการที่สตรีเลี้ยงหนุ่ม ๆ ไว้ให้ความสำราญของตนเองไปทำไมก่อน เงินตัวเองก็ไม่ใช่นะจ๊ะ
ಠ_ಠ
#ทีตัวเองยังมีเมียเดียวไม่ได้เลย จะดิ้นทำไมยะ ฮึ้ยยย อินซะงั้นค่ะ แง่มๆๆ
(๑•̀д•́๑)
#และใช่ค่ะ ยัยน้องในโลกนี้จะเลี้ยงบุรุษ แค่กกกก หยอกกกกก
( ˘ ³˘)♥
#ยัยน้องกำลังใช้ชีวิตชิล ๆ ตระกูลเจินกำลังจ้องหาจังหวะจะหยุม ส่วนท่านแม่ทัพของแคว้นถูกพิษใกล้ตุย ชีวิตนี้ของยัยน้องดูบันเทิงดีมากฮะ แหะๆๆ
(❍ᴥ❍ʋ)
#นี่คือพลังของนิยายแฟนตาซีค่ะ หุหุ ถึงจะเป็นยุคโบราณความแปลกก็ยังคงมีเยอะเต็มไปหมด เลิ่กลั่กๆๆ
╏ : ◉ ∧ ◉ : ╏
#ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
ʕ•ᴥ•ʔ