เรือนกาญจนา

    บทพิเศษ 2 Love Me Love My Cat (ตอนจบ)

    หนึ่งเดือนต่อมา รัตน์ได้กลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา แม้ว่าร่างกายของเธอแข็งแรงขึ้นมากแล้ว แต่ยังคงไม่ฟื้น

    พยาบาลเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วยพิเศษเพื่อเรียกฝ่ายชายที่เฝ้าผู้ป่วยอยู่ไม่ห่าง “เอ่อ คุณอาทิตย์คะ หมอมีเรื่องที่จะคุยด้วยค่ะ”

    “ขอบคุณครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้” นายหัวรับคำ หันไปจูบหน้าผากรัตน์ แล้วเดินไปที่ห้องของแพทย์ประจำตัวรัตน์

    นายหัวเข้าไปนั่งตรงข้ามคุณหมอเพื่อรอฟัง คาดว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาการของแฟน

    “คุณเป็นสามีของคุณสราญรัตน์หรือเปล่าครับ” หมอสอบถาม

    นายหัวขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยอมตอบ “เป็นว่าที่สามีครับ ผมรอเธอฟื้นก่อน และจะรีบแต่งงานกับเธอทันที”

    “งั้นหมอขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ คุณรัตน์ตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้ว”

    “เป็นความจริงงั้นหรอครับ” นายหัวตกใจระคนดีใจ

    “น่าเสียดายที่ คุณรัตน์ยังไม่ฟื้นนี่สิ หมอเองก็แปลกใจนะครับ”

    “ผมอยากดูแลเธออย่างใกล้ชิด ผมขอพาเธอกลับไปบ้านได้มั้ยครับ”

    “ได้สิครับ หมอจะเขียนใบสั่งยาให้ คุณสามารถดูแลเธออยู่ที่บ้าน หมอเองก็กลัวว่า เธออาจได้รับเชื้อโรคดื้อยาในโรงพยาบาลได้ครับ”

    “ขอบคุณครับคุณหมอ”

    ****************************

    ณ บ้านของนายหัวอาทิตย์ ในกรุงเทพฯ

    นายหัวตั้งใจว่า ถ้าหากเขาไม่อยู่ช่วงไหนก็จะจ้างพยาบาลพิเศษมาดูแลรัตน์กับลูกในท้อง ตอนนี้นายหัวได้อุ้มรัตน์อย่างทะนุถนอมและวางเธอบนเตียงเบาๆ เขาอาบน้ำเสร็จก็ไปค้นนิทานที่เคยเล่าให้สตาร์ฟัง มาอ่านให้รัตน์ฟัง เผื่อว่าเธอจะฟื้นในเร็ววัน

    พอเวลาสามทุ่ม นายหัวปิดไฟนอน เขานอนกอดรัตน์และจูบหน้าผากเบาๆ “ฝันดีนะครับรัตน์”

    เช้าวันรุ่งขึ้น รัตน์รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาพร้อมกับความงวยงง มองเห็นเพดานห้องที่ไม่คุ้นเคย ตอนนี้เธอรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องนอนของตัวเอง พอค่อยๆ สำรวจตัวเอง เธอก็เห็นแขนผู้ชายพาดบนตัวเธอ รัตน์ตกใจมาก หันไปมองเจ้าของแขนนั่น เธอตกใจที่เห็นผู้ชายไว้หนวดเคราที่เคยเจอที่โรงแรม เลยรีบผลักร่างชายตัวใหญ่จนเขาตกเตียง

    “โอ๊ย! รัตน์ผลักผมตกเตียงทำไมครับ” นายหัวจับไปที่ก้นซึ่งเพิ่งจะกระแทกพื้น สักพักเขาก็ตั้งสตินึกขึ้นได้ว่าแฟนตัวเองฟื้นแล้ว เลยรีบลุกขึ้นไปกอดรัตน์ “รัตน์ นี่คุณฟื้นแล้วงั้นหรอ ผมดีใจจริงๆ”

    รัตน์มองตาขวางพร้อมกับรีบแกะมือผู้ชายออก “ออกไปนะ อย่าแตะต้องตัวฉัน”

    “ทำไมล่ะ คุณจำผมไม่ได้หรอ ผมเป็นว่าที่สามีคุณไง” นายหัวงงกับอากัปกิริยาของรัตน์ที่รังเกียจตน

    “ไม่ พวกเราไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ถึงแม้ในโรงแรมนั่น ฉันจะตกเป็นของคุณแล้วก็เถอะ แต่ฉันจะถือว่าให้ทาน พวกเราต่างคนต่างอยู่กันเถอะค่ะ”

    “นี่หมายความว่าคุณลืมเรื่องราวในช่วงที่อยู่ในเรือสำราญทั้งหมด เลยจำไม่ได้ว่าพวกเราได้ตกลงที่แต่งงานกันแล้วหรอครับ” นายหัวเดาจากคำพูดของรัตน์

    “คุณโกหก ฉันไม่มีวันยอมตกลงเป็นแฟนกับคุณแน่นอน” รัตน์คิดว่ายังใงเธอคงไม่มีวันยอมคบกับผู้ชายที่รังแกผู้หญิงแน่ๆ

    “รัตน์เชื่อผมเถอะ คุณสงบสติอารมณ์ก่อน บางทีความทรงจำของคุณ คงค่อยๆ ฟื้นขึ้นมาก็ได้ อีกอย่างคุณต้องใจเย็นกว่านี้ ตอนนี้คุณตั้งครรภ์อยู่นะ” นายหัวกลัวว่าหากรัตน์ไม่ระวังตัวอาจทำให้ลูกในท้องได้รับความกระทบกระเทือนได้

    “อะไรนะ นี่คุณข่มขืนฉัน จนฉันตั้งครรภ์เลยงั้นหรอ ไอ้คนเลว ไปให้พ้นเลย ไป” รัตน์โมโหเลยหยิบหมอนไปตีเพื่อไล่ฝ่ายชาย

    นายหัวยังไม่รู้ว่าจะทำยังไง เลยยอมออกจากห้องนอนพร้อมกับขังรัตน์ไว้ในห้องก่อน

    รัตน์ตกใจที่ได้ยินเสียงโซ่คล้องลูกบิดอยู่ด้านนอก เลยเดินไปที่ประตู พอหมุนลูกบิดและพยายามเปิดประตู ก็เปิดไม่ออก รัตน์จึงทุบไปที่ประตูและตะโกนว่า “ปล่อยฉันนะ คุณไม่มีสิทธิ์กักขังฉันไว้แบบนี้ ปล่อยเดี๋ยวนี้”

    นายหัวเดินลงมาข้างล่างพร้อมกับนั่งกุมขมับบนโซฟาในห้องรับแขก สักพักก็รีบติดต่อหมอให้มาดูอาการรัตน์ให้

    ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมง รถของหมอประจำตัวรัตน์ก็มาถึง

    หมอและพยาบาลมาถึงที่บ้าน พวกเขาแอบตกใจเล็กน้อยที่นายหัวได้ทำการกักขังรัตน์ไว้ในห้อง แต่ก็ยังทำตัวปกติ แล้วเข้าไปตรวจอาการตามหน้าที่ ก็พบว่าร่างกายรัตน์ปกติดีทุกอย่าง

    “ร่างกายแข็งแรงขึ้นมากเลยนะครับ งั้นหมอขอตัวก่อน”

    “เดี๋ยวค่ะหมอ ช่วยพาฉัน…” รัตน์พูดไม่จบเพราะนายหัวพูดแทรก

    “ผมมีเรื่องจะคุยกับหมอครับ” นายหัวรีบขัดจังหวะ เขาพาหมอไปคุยกันด้านล่างและแอบกระซิบให้แม่บ้านช่วยล็อกประตูคุณผู้หญิงให้

    ที่ห้องรับแขก นายหัวรีบเล่าอาการความจำเสื่อมระยะสั้นเฉพาะในช่วงที่อยู่บนเรือให้หมอฟัง

    “มันเกิดขึ้นได้ครับ เพราะศีรษะของเธอถูกกระแทก งั้นหมอแนะนำว่าพรุ่งนี้คุณควรพาว่าที่ภรรยาไปตรวจที่โรงพยาบาลอีกทีนะครับ”

    “ครับหมอ แล้วความทรงจำของเธอจะฟื้นคืนมั้ยครับ” นายหัวกังวล เขาไม่อยากให้รัตน์แสดงทีท่ารังเกียจเขาแบบนี้

    “คงต้องค่อยเป็นค่อยไปครับ” หมอไม่สามารถบอกได้ว่านานแค่ไหนความทรงจำถึงฟื้นคืน

    นายหัวเดินไปส่งคุณหมอ จนรถของหมอและพยาบาลได้เคลื่อนผ่านไป สักพักแม่บ้านก็รีบวิ่งมาตาม

    “แย่แล้วค่ะ นายหัว คุณผู้หญิงขู่จะฆ่าตัวตายค่ะ” แม่บ้านกล่าวอย่างตื่นตระหนก

    นายหัวรีบวิ่งไปบนห้องเร็วสุดชีวิต พอเปิดประตูห้อง เขาก็เห็นฝ่ายหญิงหยิบมีดปอกผลไม้ที่แม่บ้านลืมเก็บ มาจ่อที่คอของตัวเอง

    “วางมีดลงรัตน์ อย่าทำแบบนี้” นายหัวร้องห้าม

    “คุณก็ปล่อยฉันไปสิคะ” รัตน์พยายามขอร้อง

    “คุณเป็นคนรักของผม ผมจะปล่อยคุณกับลูกไปได้ยังไงครับ”

    “ฉันทนอยู่กับคนที่ข่มเหงรังแกผู้หญิงไม่ได้จริงๆ ปล่อยฉันไปเถอะค่ะ” รัตน์มีน้ำตาคลอ

    นายหัวจะใช้วิธีกระโจนและแย่งมีด แต่หญิงสาวรู้ทัน เลยจงใจทำให้ปลายมีดกรีดที่คอของตัวเองจนเลือดออกซิบๆ

    “หยุด! อย่าเข้ามา! ฉันพูดจริงทำจริงนะคะ” 

    “คุณไม่รักลูกบ้างเลยหรอครับ”

    “รักค่ะ ดังนั้นฉันจะเลี้ยงลูกเอง” รัตน์ไม่คิดที่จะอยู่กับฝ่ายชาย

    สักพัก ก็มีเสียงเด็กผู้หญิงวิ่งเข้ามาในห้องพร้อมกับตะโกนว่า “แม่รัตน์ฟื้นแล้ว แม่รัตน์หายแล้วจริงๆ” เด็กหญิงสตาร์ไม่ดูตาม้าตาเรือ วิ่งเข้าไปกอดรัตน์จนเธอตกใจ

    รัตน์เห็นว่าเป็นเด็กน้อย เธอก็เลยยอมวางมีดไว้ที่โต๊ะ เพราะกลัวว่าเด็กจะโดนลูกหลงไปด้วย “หนูเป็นใครน่ะ ทำไมเรียกฉันว่าแม่”

    “แม่รัตน์ความจำเสื่อมหรอคะ ที่เรือสำราญแม่รัตน์ยอมตกลงคบกับพ่ออาทิตย์แล้ว หนูซึ่งเป็นลูกของพ่อก็ต้องเป็นลูกของแม่รัตน์ด้วยสิ จริงมั้ย ว่าแต่ แม่รัตน์จะทำอะไรคะ” เด็กหญิงสตาร์อธิบาย

    “แม่เขาจำอะไรไม่ได้เลยลูก และเขาคิดว่าพ่อข่มเหงรังแกเขาจนท้อง ไม่ยอมอยู่กับพวกเราที่นี่ แถมยังขู่ว่าจะฆ่าตัวตายหากไม่ยอมปล่อยเขาอีก” นายหัวฟ้องลูกสาว

    “แม่รัตน์อย่าคิดฆ่าตัวตายอีกนะคะ แม่รัตน์เป็นคนบอกหนูเองว่า การฆ่าตัวตายเป็นบาป เกิดชาติหน้าฉันใดจะต้องฆ่าตัวตายอีก 500 ชาติ แถมยังถือว่าเป็นการอกตัญญูต่อบิดามารดาด้วยนะคะ” สตาร์ทบทวนคำสอนของแม่รัตน์ครั้งที่อยู่บนเรือสำราญ

    “ฉันเป็นคนบอกหนูจริงๆ หรอ ทำไมฉันจำอะไรไม่ได้เลยล่ะ” รัตน์งงว่าตนไปสอนเด็กตอนไหน

    “คุณแม่พักผ่อนก่อนนะคะ บางทีความจำแม่อาจฟื้นคืนก็เป็นได้” สตาร์กล่าว

    “ให้ฉันกลับบ้านก่อนเถอะนะคะ ถ้าจำได้แล้ว จะรีบกลับมาหาเลยค่ะ” รัตน์พยายามพูดดีๆ

    นายหัวเดินมาหยิบมีดที่โต๊ะ พร้อมกับบอกว่า “ยาโรงพยาบาลของคุณอยู่กับผม คุณอยู่ที่นี่นั่นแหละดีแล้วครับ ไปลูก แม่เขาต้องพักผ่อน”

    รัตน์วิ่งไปที่ประตู หลังจากที่สองพ่อลูกเดินออกจากห้องและปิดประตูอย่างรวดเร็ว “ไม่นะ อย่าขังฉันนะ” รัตน์พยายามหมุนลูกบิด แต่เปิดไม่ได้เพราะถูกล็อคจากด้านนอก

    นายหัวอุ้มลูกสาวไปด้านล่าง

    “ทำไมต้องขังแม่รัตน์ด้วยล่ะคะ ปล่อยให้แม่กลับบ้านไปก่อน ไม่ดีกว่าหรอคะ” สตาร์สงสารแม่รัตน์

    “ช่วงก่อนที่พ่อจะเจอแม่รัตน์ที่เรือสำราญ แม่เขาเกลียดพ่อมาก บางทีหากความทรงจำของแม่รัตน์ยังไม่กลับมาก แม่เขาอาจหนีพ่อไปไกลแสนไกลก็ได้” นายหัวกังวล

    “สวัสดีค่ะ พ่อลูกคุยอะไรกันเอ่ย” ภัทรอุ้มคิริวเดินเข้ามาทักทาย

    “น้าภัทรนี่คะ แถมอุ้มคิริวมาเยี่ยมด้วย” สตาร์วิ่งไปหาคิริว แมวน้อย

    “น้าได้ยินว่า รัตน์ฟื้นแล้ว เลยมาเยี่ยมค่ะ” ภัทรอยากเจอเพื่อน

    “อ้าว แล้วคุณทรรศนัยล่ะครับ ไม่มาด้วยงั้นหรอ” นายหัวทักเพราะสองคนมักตัวติดกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด

    “เดี๋ยวตามมาค่ะ เห็นว่าวันอาทิตย์มีนัดประชุมผู้บริหาร แล้วรัตน์ล่ะคะ ทำไมไม่ลงมาด้วย” ภัทรมองหาเพื่อน

    “แม่รัตน์ยังอยู่ในห้องค่ะ” สตาร์ตอบ

    “งั้นน้าฝากคิริวนะคะ ขอไปดูรัตน์ก่อน” ภัทรวางแมวลงเพื่อให้เล่นกับหนูสตาร์ แล้วค่อยเดินตามนายหัวขึ้นไปข้างบน พอไปถึงเธอก็ตกใจเมื่อเห็นประตูห้องนอนถูกล็อคไว้แน่นหนา

    “รัตน์ครับ ภัทรมาเยี่ยม” นายหัวตะโกนก่อนที่จะเปิดประตู

    “ภัทรหรอ ช่วยด้วยภัทร ฉันพูดกักขัง” รัตน์รีบตะโกนขอความช่วยเหลือ

    “นี่มันหมายความว่ายังไงคะ ทำไมคุณขังเพื่อนฉันไว้แบบนี้” ภัทรกล่าวอย่างเอาเรื่อง

    “ฟังผมก่อนนะครับ คือว่า…” นายหัวพูดไม่จบ

    “ไม่ค่ะ ไขกุญแจเดี๋ยวนี้นะคะ” ภัทรเป็นห่วงเพื่อน

    นายหัวเห็นเพื่อนรัตน์ไม่ยอมฟังเช่นกัน เขาก็เลยยอมไขกุญแจ

    ภัทรรีบเดินเข้าไป เมื่อนายหัวเปิดประตูให้

    หญิงสาวทั้งสองกอดกันในห้อง

    “โอ๋ ไม่ต้องกลัวนะ ภัทรอยู่นี่แล้ว” ภัทรคอยปลอบขวัญเพื่อน

    “พารัตน์ออกไปจากที่นี่ที ภัทร”

    “ทำไมล่ะรัตน์ ที่นี่ก็เป็นบ้านแฟนรัตน์นะ” ภัทรสงสัยทำไมรัตน์ต้องหนีแฟนตัวเอง

    “ไม่ใช่ เขาคือคนที่ข่มเหงรัตน์ต่างหาก” รัตน์รีบปฏิเสธ

    “นี่มันหมายความว่ายังไงคะ นายหัว สรุปว่าคุณใช้กำลังข่มขืนเพื่อนฉันงั้นหรอ” ภัทรหันไปถามนายหัวอย่างเอาเรื่อง

    “ผมอธิบายได้นะครับ ฟังผมก่อน”

    “ไปรัตน์ ฉันก็ไม่ยอมให้เธออยู่กับผู้ชายที่รังแกผู้หญิงหรอก” ภัทรรีบจูงมือรัตน์ลงไปข้างล่าง

    นายหัวรีบเดินเข้าไปขวางผู้หญิงทั้งสองไว้และกล่าวว่า “คุณจะพาลูกและเมียผมไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”

    “อะไรนะ รัตน์ท้องหรอคะ” ภัทรตกใจกับข่าวนั้น หากไม่มีเรื่องที่นายหัวข่มเหงรัตน์ เธอก็คงจะดีใจที่เธอกำลังจะมีหลาน

    “ใช่ครับ รัตน์ท้องกับผม ท้องได้หนึ่งเดือนแล้ว” นายหัวกล่าว

    “ไม่ ฉันเลี้ยงลูกคนเดียวได้ ภัทรต้องช่วยฉันนะ” รัตน์พยายามขอร้องเพื่อน

    “ฉันจะพาเพื่อนฉันกลับค่ะ” ภัทรจูงมือเพื่อนเดินหนีฝ่ายชาย

    “ผมไม่ให้ไป” นายหัวยังคงเอาตัวไปขวางไว้

    “พวกเราไม่ได้เป็นอะไรกัน คุณไม่มีสิทธิ์กักขังฉันนะคะ” รัตน์กล่าวอย่างไม่ใยดี

    ภัทรสามารถพารัตน์ลงมาด้านล่างได้ แล้วรีบเดินไปอุ้มคิริว จากนั้นก็พารัตน์ไปขึ้นรถ

    “จะพาแม่รัตน์ไปไหนคะ” สตาร์ตะโกนถาม

    “กลับบ้านค่ะ” ภัทรตอบ

    “ทำไมล่ะค่ะ ทำไมแม่รัตน์ไม่อยู่ที่นี่” สตาร์เริ่มน้ำตาคลอ

    “ให้แม่รัตน์กลับบ้านก่อนนะคะ” ภัทรพยายามกล่อมเด็ก

    สตาร์วิ่งไปกอดขารัตน์ “ไม่! แม่รัตน์อย่าไปเลยนะคะ”

    “ปล่อยก่อนนะคะสตาร์” รัตน์พยายามค่อยๆ แกะมือเด็กออก

    “ไม่! แม่ต้องอยู่ที่นี่กับสตาร์นะคะ ฮือ ฮือ” สตาร์ร้องไห้หนัก

    รัตน์ทั้งสงสาร แต่เธอจะอยู่กับคนแปลกหน้าได้ยังไง

    สักพัก ทรรศนัยก็ขับรถมาถึง พอลงจากรถและเห็นเหตุการณ์ ก็เลยถาม “มีอะไรกันน่ะ”

    “พี่ทรรศ ช่วยรัตน์ด้วยค่ะ” รัตน์ตะโกน

    “คุณตั้งครรภ์ลูกผมอยู่นะรัตน์” นายหัวพยายามเตือนหญิงสาว

    “ก็เป็นผลมาจากที่คุณข่มเหงฉันที่โรงแรมไงคะ” รัตน์รู้สึกปวดร้าวที่เคยโดนห่มเขงที่โรงแรม

    “คุณความจำเสื่อม ผมได้เคลียร์ตัวเองแล้วว่าผมไม่ได้ข่งเหงคุณที่โรงแรมนั่น ผมเป็นคนช่วยคุณจากเสี่ยชัยวัฒน์ต่างหาก ในช่วงที่อยู่บนเรือสำราญ พวกเราปรับความเข้าใจกันดีแล้ว และพวกเราก็มีความสัมพันธ์กันด้วยความเต็มใจ รัตน์พยายามนึกให้ออกสิครับ” นายหัวตะโกนอธิบายเรื่องราวทั้งหมด

    “ฉันไม่เชื่อคุณหรอกค่ะ” รัตน์ไม่ยอมฟัง

    “ไม่เชื่อ คุณก็ดูคลิปกล้องวงจรปิดที่โรงแรมสิครับ” นายหัวพยายามหยิบมือถือ

    “ฉันไม่ดูค่ะ! บางทีคุณอาจตัดต่อก็ได้” รัตน์ไม่เชื่อใจ

    “ให้ผมคุยกับน้องเองก็ได้ครับนายหัว” ทรรศนัยรับมือถือที่มีคลิปที่โรงแรมจากนายหัว แล้วเขาก็พารัตน์และภัทรเข้าไปคุยในห้องรับแขก

    ภัทรประคองเพื่อนไปนั่งบนโซฟา

    รัตน์นั่งแล้วก็รีบถามพี่ชาย “คุยเรื่องอะไรคะ พี่ทรรศ”

    “รัตน์จำคืนที่ถูกอาศรีพรรณตีหัว และโดนผลักตกทะเลได้หรือเปล่า” ทรรศนัยลองถาม

    “อะไรนะคะ อาศรีพรรณทำร้ายรัตน์ด้วยหรอคะ” รัตน์นึกไม่ออกเลย และคิดไม่ถึงว่าอาจะทำร้ายตน

    “แล้วใครได้รับงานถ่ายแบบโฆษณาขายรังนกหรอรัตน์” ทรรศนัยลองถามอีก

    “ไม่รู้เลยค่ะ” รัตน์ส่ายหน้า

    “แสดงว่าเหตุการณ์บนเรือทั้งหมด รัตน์จำอะไรไม่ได้เลยใช่มั้ย” ทรรศนัยเข้าใจสถานการณ์แล้ว

    “ค่ะ พี่ทรรศ” รัตน์พยักหน้า

    “เอาล่ะ งั้นรัตน์ดูคลิปในมือถือนี้ ในคลิปนี้รัตน์จะเห็นว่า รัตน์ถูกเสี่ยชัยวัฒน์มอมเหล้า แล้วเขาก็ประคองรัตน์เข้าไปในโรงแรม ผ่านไปไม่นาน รัตน์เห็นแมวนี่มั้ย” ทรรศนัยอธิบายจากในคลิป

    “เห็นค่ะ แมวตัวนี้เหมือนคิริวเลยนะคะ” รัตน์มองเทียบกับคิริวที่นั่งเลียขนตัวเองอยู่

    “คงคล้ายๆ น่ะ ดูต่อนะ แมวตัวนี้มันวิ่งไปคาบแฟลชไดรฟ์ของนายหัว แล้ววิ่งไปที่ห้อง 302 ซึ่งเป็นห้องเสี่ยชัยวัฒน์เช่าพัก แมวตัวนั้นคงส่งเสียงดัง เสี่ยเลยยอมละจากรัตน์แล้วเดินมาเปิดประตู นั่นทำให้เสี่ยได้เจอนายหัวพอดี แต่แมวนี่สิรีบวิ่งเข้าไปในห้อง ทำให้นายหัวก็รีบวิ่งตามไปด้วย นั่นทำให้นายหัวเจอรัตน์เมาไม่ได้สติอยู่บนเตียงในสภาพไม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์ เขาจดจำรัตน์จากในทีวี และเขาก็รู้จักเสี่ย ดังนั้นเขาจึงช่วยไล่เสี่ยโดยขู่ว่าจะฟ้องภรรยาของเสี่ย พอเสี่ยยอมไป รัตน์ก็ฟื้นตอนที่เสี่ยไม่อยู่ ทำให้รัตน์เข้าใจนายหัวผิด คิดว่าเขาข่มเหงรัตน์” ทรรศนัยอธิบายละเอียดมากจนนายหัวทึ่ง เพราะทรรศนัยพูดเหมือนตนอยู่ในเหตุการณ์

    “ทำไมพี่ทรรศถึงรู้เรื่องราวทั้งหมดคะ” รัตน์สงสัย

    “อ้อใช่! รัตน์ส่งอีเมลล์เล่าให้พี่เอง เห็นบอกว่าได้ตกลงคบกับนายหัวไปแล้วด้วย” ทรรศนัยแต่งเรื่องโกหก เพราะรู้ดีว่าถ้าตนพูดความจริงว่าตนเป็นแมวในคลิป คงไม่มีใครเชื่อ

    “เป็นความจริงหรอคะ” รัตน์ทำหน้างง

    “จริงสิคะแม่รัตน์” สตาร์เข้าไปนั่งใกล้ๆ และกอดแม่รัตน์

    “งั้นในเมื่อรัตน์เข้าใจนายหัวแล้ว ภัทรขอพาคิริวกลับก่อนนะ” ภัทรรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรบุ่มบ่ามเกินไป เกือบทำให้คู่รักต้องแยกทางกันเสียแล้ว

    “พี่กลับด้วยสิ เจอกันที่อพาร์ทเม้นท์นะภัทร” ทรรศนัยหันไปพยักหน้าลานายหัวแล้วรีบเดินตามภัทรไปที่รถ ทั้งสองมารถคนละคัน เลยนัดเจอกันที่อพาร์ทเม้นท์ภัทร

    “เดี๋ยวสิพี่ทรรศ แล้วรัตน์ล่ะคะ” รัตนจะเดินตามพี่ชายไป

    “รัตน์อยู่ที่นี่ปรับความเข้าใจกับนายหัวเถอะนะ ไปกันเถอะภัทร พี่อุ้มคิริวให้” ทรรศนัยหันมาบอกน้องสาว

    นายหัวและสตาร์เลยเข้าไปจูงมือรัตน์กลับไปที่ห้องนอน

    “ขอรัตน์อยู่คนเดียวก่อนนะคะ” รัตน์ต้องการคิดทบทวนอะไรบางอย่าง

    สองพ่อลูกเลยจำเป็นต้องปล่อยให้รัตน์อยู่คนเดียวตามลำพัง

    ตกดึกนายหัวส่งสตาร์เข้านอน จากนั้นก็เดินไปดูรัตน์ที่ห้องนอน ก็พบว่าเธอนอนหลับอยู่บนเตียงไปแล้ว

    นายหัวนั่งบนเตียงและเข้าไปดูรัตน์ใกล้ๆ ก็พบว่าเธอนอนส่ายหน้าไปมาราวกับว่ากำลังฝันอยู่ สักพักเธอก็ลุกขึ้นมาแล้วกระโจนกอดคอฝ่ายชายที่กำลังก้มหน้ามาดูอยู่นั้น ตอนนี้ฝ่ายหญิงได้รุกจูบกับนายหัวเหมือนกับเหตุการณ์ครั้งที่รัตน์วิ่งหนีพ่อค้าพันธ์ไม้ในเรือสำราญ และใช้วีธีหลบพ่อค้าด้วยการจูบกับนายหัวที่หน้าห้องของเขาในเรือ

    นายหัวจูบตอบเพราะคิดถึงรัตน์มานาน จนกระทั่งจุดไฟเสน่หา

    รัตน์รู้สึกตัวตื่น เมื่อฝ่ายชายได้รุกเร้าเธอหนักขึ้น เธออยากจะผลักฝ่ายชายแต่เหมือนไร้เรี่ยวแรง “คุณอาทิตย์ คุณจะทำอะไรคะ”

    “เตือนความจำไงครับ” นายหัวมองหน้าหญิงสาวและกระซิบเบาๆ

    “หยุดนะคะ รัตน์ เอ่อ รัตน์ท้องอยู่นะ” หญิงสาวพยายามเตือน

    “รับรองผมจะไม่รุนแรงกับคุณ ทูนหัว”

    สิ่งที่ฝ่ายชายกระทำเป็นการย้ำเตือนความทรงจำในคืนวาบหวามนั่น ซึ่งมันได้ผล รัตน์สามารถจำเหตุการณ์ที่ตนยินยอมพร้อมใจที่จะตกเป็นของนายหัวครั้งที่อยู่บนเรือสำราญได้แล้ว และคืนนี้ก็ไม่ต่างกัน สองร่างรวมเป็นหนึ่งเดียว ต่างกันเพียงแค่วันนี้ฝ่ายชายกระทำทุกขั้นตอนอย่างอ่อนโยน เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้อยได้รับอันตราย

    สัปดาห์ต่อมา นายหัวรีบจัดงานแต่งงานระหว่างเขากับรัตน์ เพราะฝ่ายหญิงกลัวท้องโตเสียก่อน และพากันเดินทางกลับสุราษฎร์ธานีทันที เพราะสตาร์จะเปิดเทอมแล้ว

    บัดนี้สตาร์รู้สึกไม่น้อยหน้าเพื่อนอีกต่อไป เธอมีแม่แล้ว และแม่คนนี้ก็อาสาไปรับไปส่งสตาร์ที่โรงเรียนทุกวัน ทำให้ตอนนี้เด็กน้อยสามารถพูดอวดแม่สุดสวยกับเพื่อนในโรงเรียนได้แล้ว

    วันนี้รัตน์ขับรถไปส่งสตาร์ที่โรงเรียน “เย็นนี้แม่มารับนะคะ”

    “วันนี้กลับเย็นหน่อยนะคะคุณแม่ สตาร์มีซ้อมเชียร์ leader ค่ะ”

    “งั้นแม่ขอเข้าไปดูด้วยนะคะ” รัตน์อยากเห็น

    “ได้สิคะแม่ หนูได้เต้นอยู่หน้าสุดด้วยค่ะ” สตาร์พูดอวด

    “แม่ไปก่อนนะลูก”

    ตอนนี้รัตน์ได้เปลี่ยนจากอาชีพนางแบบ กลายเป็นแม่บ้านเต็มตัว เธอท้องได้สามเดือนแล้ว และกำลังจะเดินทางไปกรุงเทพฯ ในสัปดาห์หน้าเพื่อไปงานแต่งงานของพี่ทรรศกับภัทร

    ****************************

    ภัทรและทรรศนัยแต่งงานกันมาสามวันแล้ว ตอนนี้ภัทรได้ย้ายไปอยู่เรือนเล็กที่อยู่ภายในรั้วบ้านอาจองค์ดำรงธรรม เรือนหลังนี้ถูกสร้างเป็นเรือนหอ ซึ่งเป็นของขวัญของพ่อสุทัศน์ที่มอบให้กับลูกชายอย่างทรรศนัย และสมาชิกที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ เจ้าคิริว ขณะนี้ภายในห้องนอน ทั้งสามนอนในห้องเดียวกันจนทรรศนัยบ่น

    “โถ่ ภัทร ผมรู้ ว่าคุณรักคิริวมากแค่ไหน แต่พวกเราแต่งงานกันแล้ว ควรมีเวลาส่วนตัวบ้าง หรือว่าพวกเราหาห้องให้คิริวใหม่ดีมั้ย”

    “คิริวติดภัทรมาก ตัวมันต่างหากที่จะไม่ยอม ไม่เชื่อพี่ทรรศก็ลองดูสิคะ”

    ดังนั้นทรรศนัยจึงลองดู เขาอุ้มคิริวไปไว้ในห้องอีกห้อง แต่พอวางมันลง มันก็วิ่งกลับไปหาภัทรทันที ทำให้ไม่มีทางแยกแมวกับทาสสาวอย่างภัทรออกจากกันได้

    แต่มีหรือที่ทรรศนัยจะยอม

    เข้าสู่คืนที่สี่ หลังงานแต่งงาน ภัทรที่กลับมาจากที่ทำงานและอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็เดินตามหาแมวน้อยเสียทั่วบ้าน เมื่อเรือนเล็กไม่เจอ ก็ไปหาในเรือนใหญ่ เมื่อหาไม่เจอ เธอก็เอาไว้รอถามสามีเผื่อคิริวอยู่กับเขา

    วันนี้ทรรศนัยกลับมาสี่ทุ่ม เขาอาบน้ำแต่งตัวและเดินไปนอนบนเตียงทันที

    “พี่ทรรศคะ พี่เห็นคิริวมั้ยคะ” ภัทรรีบถาม

    เงียบกริบ

    “อ้าว หลับแล้วหรอคะ หลับง่ายจริงๆ แล้วจะไปหาคิริวได้ที่ไหนนะ” ภัทรก็เลยนอนบนเตียงบ้าง แต่เธอนอนเล่นๆ เพื่อคิดว่าคิริวจะไปไหนและอยู่กับใคร

    ทรรศนัยพลิกตัวไปกอดภัทร

    ภัทรตกใจ “พี่ทรรศ ทำอะไรคะ ใช่สิ พวกเราต้องรีบตามหาคิริวนะคะ”

    “พี่พาคิริวไปฝากไว้ที่ House รับฝากสัตว์เลี้ยงแล้ว” ทรรศนัยพูดยิ้มๆ

    “ทำไมไม่ถามภัทรก่อนคะ” ภัทรไม่พอใจ

    “พี่ขอโทษ ก็ในเมื่อพี่เป็นพ่อของคิริวแล้ว ก็เลยคิดว่าน่าจะมีสิทธิ์พามันไปไหนก็ได้นี่” ทรรศนัยแก้ตัว

    “ก็ได้ค่ะ ว่าแต่พี่ฝากไว้ที่นั่นทำไมคะ” ภัทรสงสัย

    “เพื่อนพี่ที่เป็นสัตวแพทย์อยากได้พ่อพันธุ์อย่างคิริวน่ะ เธอเลยขอเลี้ยงคิริวสักอาทิตย์ เผื่อแมวเพศเมียพันธุ์ไทยของเธอจะท้องได้ลูกแมวพันธุ์ผสมไทยเปอร์เซียน่ารักๆ ไง”

    “เป็นสัปดาห์เลยหรอคะ” ภัทรไม่ชินกับการแยกกับคิริว

    “ใช่ ดังนั้นวันนี้พี่ขอนะ” ทรรศนะกอดหญิงสาว

    “เดี๋ยวสิคะ พี่ทรรศ เดี๋ยว อื้อ…”

    ฝ่ายชายประกบจูบ เพื่อไม่ให้ภัทรพูดอีก กลายเป็นว่าทั้งสองได้เข้าหอในคืนที่สี่หลังงานแต่งงาน เพราะที่ผ่านมาแมวน้อยได้นอนแทรกกลางระหว่างทั้งคู่มาโดยตลอด คืนนี้ฝ่ายชายคิดแผนการส่งคิริวไปเป็นพ่อพันธุ์ ทำให้เขากับภัทรได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันสองต่อสองบ้าง

    คืนอันหวานฉ่ำของทั้งสองได้ผ่านพ้นไป

    ภัทรตื่นมาทำกับข้าวให้ฝ่ายชายทานตอนเช้า เมื่อเธอตั้งโต๊ะ ก็ไปนั่งรอสามีที่กำลังอาบน้ำ

    สามีเดินลงมาเลยทักท้วง “ทำไมภัทรไม่ปลุกพี่ล่ะ”

    “ภัทรแค่จะแสดงฝีมือทำกับข้าวให้พี่ค่ะ ทานสิคะ นี่ไงแซนวิช”

    “ไหนดูซิ น่าทานจริงๆ” ฝ่ายชายหยิบแซนวิชเข้าปาก

    ภัทรลุกไปชงกาแฟให้ แต่ทว่ากลับถูกสามีดึงให้มานั่งบนตักของเขา

    ฟอด (ทรรศนัยหอมภรรยาเสียงดัง)

    “พี่ทรรศน่ะ เล่นอะไรแบบนี้คะ” ภัทรจับแก้มด้วยความเขิน

    “พี่ป้อนแซนวิชให้เอามั้ย” ทรรศนัยหยิบแซนวิช ฉีกเป็นชิ้นเล็กและป้อน

    “ไม่เอาค่ะ ภัทรทานเองได้”

    มีหรือที่ฝ่ายชายจะยอม กลายเป็นว่าสามีภรรยาผลัดกันป้อนแซนวิชให้แก่กัน พอทานหมด ภัทรก็เลยถาม “พี่รักภัทรตรงไหนคะ ในเมื่อแต่ก่อนพี่ยังรังเกียจภัทรอยู่เลย หรือเป็นเพราะภัทรทำศัลยกรรมหน้าใหม่”

    “พี่ยอมรับว่าเรื่องศัลยกรรมก็มีส่วน แต่เหตุผลสำคัญที่สุดก็คือ พี่ชอบภัทรตรงที่ภัทรมีเมตตาเหมือนกับแม่พิมพาของพี่” ทรรศนัยบอกตามตรง

    “ภัทรมีเมตตาตรงไหนคะ หรือว่าตรงที่เลี้ยงคิริว แต่ถึงอย่างนั้น ภัทรก็ทำงานทดลองกับสัตว์ บางครั้งก็มีการฆ่าสัตว์เพื่อนำไปวิเคราะห์วิจัยด้วย พี่อาจคิดผิดก็ได้นะคะ”

    “ไม่ใช่หรอกภัทร งานที่ภัทรทำแม้ว่าต้องมีการทดลองกับสัตว์บ้าง แต่ก็ทำเพื่อความจำเป็น สิ่งที่ภัทรทำ ล้วนมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ทำให้วิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้ามากขึ้น ผิดกับอาของพี่ที่เลี้ยงหนูเพียงเพื่อทดสอบพิษ แล้วนำพิษที่มีประสิทธิภาพมาเข่นฆ่าคน” ทรรศนัยอธิบาย

    “ถ้าดูภายนอก ก็คงไม่มีใครเชื่อว่าอาศรีพรรณจะเป็นฆาตกรไปได้นะคะ” ภัทรเห็นว่าลักษณะภายนอกของอาศรีพรรณเป็นคนใจดี

    “นั่นสิภัทร” ทรรศนัยเพิ่งเข้าใจถึงคำว่า คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ

    “ว่าแต่ พี่ไม่ได้ฝืนใจอยู่กับแมวแน่นะคะ” ภัทรรู้สึกเห็นใจฝ่ายชาย

    “พี่ปรับตัวได้บ้างแล้ว ตอนนี้พี่ก็รักและเอ็นดูคิริวจริงๆ”

    “ถ้ารักคิริวจริง ทำไมปล่อยให้คนอื่นเลี้ยงคิริวล่ะคะ”

    “เปล่าเสียหน่อย พี่ช่วยให้คิริวมีคู่ต่างหาก และถ้าแมวตัวเมียท้องคลอดออกมา หลานสตาร์จะได้เลี้ยงลูกของคิริวไง”

    “ภัทรเชื่อพี่ก็ได้ค่ะ ตอนนี้พี่เห่อแมวมากไปแล้วนะคะ อาหารเม็ดก็ซื้อมาเต็มบ้าน แถมขนมแมวเลียก็ซื้อมาซะหลายยี่ห้อ ของเล่นแมวก็ซื้อบ่อย แถมยังซื้อเครื่องนวดหัวแมวมาอีก” ภัทรบ่น

    “พี่เคยเป็นแมวก็เลยรู้ว่าแมวขี้เบื่อแค่ไหน” ทรรศนัยเผลอพูด

    “อะไรนะคะ เคยเป็นแมว” ภัทรตกใจ

    “เอ้ยไม่ใช่ หมายถึงเคยช่วยเพื่อนเลี้ยงแมว ก็เลยรู้จักนิสัยของแมวมาบ้างน่ะ” ทรรศนัยพูดกลบเกลื่อน

    “ขอบคุณที่รักภัทรกับคิริวนะคะ”

    “พี่เองก็ขอบคุณที่ภัทรยังคงรักพี่เสมอ”

    ภัทรที่นั่งตักฝ่ายชาย ก็ถูกเชยคางให้จูบกับเขา โชคดีที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันสองต่อสองภายในเรือนเล็ก จึงไม่มีใครมารบกวนเวลาทั้งสองกำลังสวีทกัน

    จบบริบูรณ์

    คล้ายกับเรื่องเรือนกาญจนา ที่คุณอ่าน