จิ่นฮวา ได้อัญมณีวิญญาณมามากมาย นางจึงได้เริ่มโครงการประดิษฐ์อุปกรณ์พลังวิญญาณเพื่อใช้ในการอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน
อัญมณีวิญญาณนั้น นอกจากจะใช้เป็นสื่อนำพลังวิญญาณแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์ยังสามารถดูดซับพลังวิญญาณจากมันเปลี่ยนเป็นพลังปราณได้เช่นกัน แต่ผู้ที่จะใช้งาน หรือดูดซับอัญมณีวิญญาณได้ต้องมีธาตุตรงกันเท่านั้น นอกจากสายพิสุทธิ์และสายอันธการเท่านั้นที่ทุกธาตุสามารถดูดซับมันได้
แต่วงแหวนอักขระ มีประเภทที่เป็นวงแหวนควบคุมพลังธาตุเช่นกัน การประทับอักขระประเภทนี้จะสามารถทำให้คนที่ไม่มีพลังธาตุดังกล่าวสามารถควบคุมพลังธาตุนั้นได้ ฉะนั้นผู้ที่ไม่มีพลังธาตุไฟ เมื่อใช้อักขระนี้ก็สามารถใช้งานอัญมณีสายอัคคีได้เช่นกัน แต่ไม่อาจดูดซับได้
จิ่นฮวานำอัญมณีเพลิงทับทิม (สายอัคคี) ออกมาสามก้อน ทดลองวาดอักขระควบคุมเพลิงแล้วประทับลงไป เมื่อแสงสว่างของวงแหวนอักขระจากหายไป นางจึงส่งพลังปราณเข้าไปกระตุ้น เกิดเปลวเพลิงลุกขึ้นบนอัญมณีก้อนนั้น นางทดลองควบคุมให้ไฟแรงขึ้นหรือเบาลง ตามใจชอบ
“สำเร็จแล้ว” จิ่นฮวาเอ่ยอย่างยินดี หลังจากนั้นนางจึงประทับวงแหวนอักขระควบคุมเพลิงลงบนอัญมณีอีก สองก้อนที่เหลือจนเสร็จ
“ไปที่ห้องครัวเรือนใหญ่กันเถอะ” จิ่นฮวาบอกภูติทั้งสอง
นางสั่งให้บ่าวชายปรับปรุงรูปแบบเตาในห้องครัวไว้แล้ว โดยก่ออิฐขึ้นเป็นโต๊ะขนาดกว้างครึ่งเมตรมีเจาะรูวงกลมข้างบนขนาดพอดีให้วางหม้อได้ มีช่องด้านใต้สำหรับวางอัญมณีวิญญาณที่ให้กำเนิดไฟ
นางวางอัญมณีเพลิงทับทิมลงในช่อง ลองให้สาวใช้นามลี่ฟางที่มีพลังธาตุน้ำ ส่งพลังปราณเข้าไป สักครู่ไฟก็ลุกขึ้นที่เตา นางบอกให้ลี่ฟางส่งพลังปราณเข้าไปเพิ่มไฟก็แรงขึ้น จากนั้นให้ดึงพลังปราณกลับเล็กน้อย ไฟก็อ่อนลง พอได้ระดับที่พอใจก็หยุดส่งพลัง ไฟยังคงลุกอยู่ สักพักก็เริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ พอพลังปราณที่ใส่ไว้ถูกใช้จนหมด ไฟก็ดับลง
“เจ้าสามารถดึงพลังออกให้ไฟดับทันที หรือเติมพลังปราณเพิ่มเพื่อให้ไฟแรงขึ้น สามารถควบคุมได้ดั่งใจ สะดวกดีใช่หรือไม่” จิ่นฮวาอธิบายอย่างภูมิใจ ทุกคนในครัวต่างเห็นด้วย มันสะดวกกว่าการคอยเติมฟืนตั้งเยอะแถมไม่มีควันอีกด้วย ต่อจากนี้ก็ไม่ต้องเก็บฟืนแล้วลดภาระไปอีกหนึ่งอย่าง
จิ่นฮวาไม่ชอบให้มีคนเยอะวุ่นวายในบ้าน นางจึงไม่อยากหาบ่าวเพิ่ม จึงคิดวิธีหาเครื่องทุ่นแรงมาใช้นั่นเอง บ่าวไพร่ในบ้านนาง มีเพียงสาวใช้ห้าคนกับบ่าวชายที่ทำหน้าดูแลไร่ และปกป้องเจ้านาย มี10คน เด็กแฝดสองคนที่ตามติดน้องชายนาง แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว นางจะไม่รับคนงานเพิ่มอีก
เมื่อติดตั้งอัญมณีที่เตาทั้งสองเสร็จ นางนำอัญมณีที่เหลืออีกก้อนไปติดที่ห้องอาบน้ำ นางออกแบบเป็นชั้นวางคล้ายขั้นบันไดสองขั้น ตั้งอ่างต้มน้ำไว้ชั้นบนสุด ให้อยู่ใต้รางน้ำไม้ไผ่พอดี แล้ววางอัญมณีเพลิงทับทิมไว้ที่ช่องใต้อ่างต้มน้ำ แล้วเจาะรูปสำหรับปล่อยน้ำที่อ่าง ขั้นที่สองวางอ่างน้ำธรรมดาไว้รับกับรางน้ำอันที่สองที่แยกออกมาเจาะช่องปล่อยน้ำให้ไหลลงมาที่อ่างอาบน้ำ
เมื่อเปิดน้ำที่รางไม้ไผ่ทั้งสองน้ำไหลลงมาจนเต็มทั้งสองอ่าง จิ่นฮวาส่งพลังปราณไปที่อัญมณี น้ำในอ่างใบแรกถูกต้มจนร้อนอย่างรวดเร็ว นางเปิดให้น้ำร้อนในอ่างใบแรกไหลลงมาผสมกับน้ำเย็นอ่างที่สอง แล้วเปิดให้น้ำจากอ่างสองที่อุ่นดีแล้วไหลลงมาที่อ่างใหญ่สำหรับอาบน้ำ
“ปล่อยให้น้ำไหลจนเต็มอ่างแล้วปิดรางน้ำไม้ไผ่ ดึงพลังปราณออกจากอัญมณีให้ไฟดับ ก็ลงไปแช่น้ำอุ่นได้แล้ว” จิ่นฮวากล่าวอย่างยินดี ที่การทดลองสำเร็จ เมื่อการทดลองสำเร็จนางจึงทำเพิ่มที่เรือนเจ้านายทั้งสามหลังและเรือนของบ้าวไพร่ด้วย
นางยังอยากทำอีกหลายอย่างแต่ตอนนี้ต้องพักไว้ก่อน เพราะสิ่งที่ออกแบบไว้บ่าวยังสร้างไม่เสร็จ
“ข้าจะสร้างสิ่งที่เรียกว่าตู้เย็น ใช้อัญมณีสายวารี และสายวายุ ผสานกันประทับอักขระกักเก็บพลัง จากนั้นเมื่อผนึกลมปราณลงไป อัญมณีทั้งสองจะปลดปล่อยพลังออกมาตลอดเวลา เมื่อเราใส่รวมกันไว้ในตู้ ภายในตู้ก็จะเย็นลง เราสามารถทำน้ำแข็งได้ ถ้าเอาผักหรือเนื้อมาแช่ไว้ในนั้นก็จะเก็บไว้ได้นานขึ้นด้วย” จิ่นฮวาบอกความคิดของนางกับภูติทั้งสอง
“ทำไมท่านไม่ประทับวงแหวนอักขระคงสภาพไว้ที่ตู้ด้วยล่ะขอรับ จะได้เก็บของได้นานขึ้นอีกไปอีก” จิ้นซื่อเสนอ
“อื้ม ก็ดีเหมือนกัน ไว้ช่างทำตู้ที่ข้าออกแบบเสร็จเรามาลองทำกัน” จิ่นฮวาเห็นด้วย
“นายหญิงเก่งมากเลยเจ้าค่ะ ที่คิดของแปลกๆ แบบนี้ขึ้นมาได้” เยว่เอ๋อร์เอ่ยชมจากใจจริง นางไม่เคยเห็นของแบบนี้มาก่อน
จิ่นฮวายิ้มเจือนๆ ‘ข้าก็ก็อปเขามาอีกที่เช่นกัน’ นางคิดในใจแต่ไม่ได้เอ่ยออกไป ที่นางอยากสร้างตู้เย็นเพราะจะได้ตั้งไว้ในครัว สามารถเก็บของสดได้นานขึ้นและหยิบใช้สะดวก หากจะให้เก็บในแหวนมิติของนางก็คงลำบาก ต้องมาเบิกของเวลาจะใช้ และนางยังอยากกินพวกน้ำหวานแช่เย็นแสนสดชื่นด้วย นางกินแต่น้ำชาร้อนๆ จนเบื่อแล้ว
ทางด้านหวังเม่ยเม่ยเห็นว่าจิ่นฮวานำอัญมณีวิญญาณออกมาใช้มากมายก็มองอย่างสงสัย แต่ไม่ได้เอ่ยถาม
จิ่นฮวายังใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเรื่อยมา วันนี้บิดามาหานางที่ห้องตำรา พูดคุยกับเรื่องผลผลิต และเรื่องราวต่างๆ ในเรือน นางจึงเอาผลึกแก้วอันธการออกมาให้บิดาดู แล้วพูดบางอย่างกับบิดา จากนั้นนางได้วาดวงแหวนอักขระประทับลงไปที่ผลึกแก้วอันธการ แล้วนำใส่ในกล่องไม้ปิดอย่างดี บอกให้บิดาเก็บไว้ในห้องตำราที่เรือนใหญ่ อย่าให้ใครเห็น
มีเสียงบางอย่างเคลื่อนไหวหน้าประตู ทั้งสองจึงหยุดพูด จิ่นฮวาเดินไปเปิดประตูแต่ไม่พบใคร
“สงสัยเสียงลมพัดใบไม้เจ้าค่ะ” จิ่นฮวากล่าวกับบิดา
“งั้นพ่อขอตัวก่อน” หลินซานหยางถือกล่องไม้แล้วเดินกลับไปที่เรือนใหญ่
เช้าวันต่อมา ทุกคนมาทานอาหารกันที่เรือนใหญ่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นทุกวัน
“วันนี้พ่อจะออกไปพบเถ้าแก่หานในเมืองนะ อาจจะกลับช้าหน่อย พวกเจ้าไม่ต้องรอ กินข้าวกลางวันกันก่อนเลย” หลินซานหยางบอกกล่าว
“เจ้าค่ะท่านพ่อ งั้นข้าฝากท่านพ่อซื้อหมึกกับพู่กันมาให้ด้วยนะเจ้าคะ” จิ่นฮวารู้ว่าบิดาจะเข้าเมืองเลยฝากซื้อของ
เมื่อทุกคนกินข้าวเสร็จก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตนเอง
จิ่นฮวานั่งวาดภาพอยู่ที่สวนดอกไม้หน้าเรือนของตนเองอย่างสบายใจ
“เรียบร้อยแล้วใช้หรือไม่” จิ่นฮวาเอ่ยถามจิ้นซื่อแล้วหันมายิ้มแต่ไปไม่ถึงดวงตา
“ขอรับ นางออกไปแล้ว” จิ้นซื่อรายงาน
จิ่นฮวายิ้มอย่างเยือกเย็น
“เมื่อมีคนคิดร้าย เราก็ควรตอบโต้กลับไปบ้างใช่หรือไม่” นางเอ่ยแผ่วเบาแล้วหันกลับไปวาดรูปต่อ