“กลิ่นมันไม่น่ากินเลย”นางเอ่ยกระเทียมที่ว่านี้คนพื้นถิ่นรู้จักมันในชื่อ หญ้าเหม็น
นางไม่เข้าใจว่าจะกินของแบบนี้ทำไมสำหรับหญ้าเหม็นพวกนี้ไม่เหมาะที่จะเอามาทำอาหาร เพราะกลิ่นของมันฉุนและเหม็นมาก
ถึงลูกชายของนางบอกว่ามันกินได้แต่นางก็ไม่ยากกินมันนัก ถ้านำมันไปทำเป็อาหาร แล้วอาหารที่ออกมาจะเป็อย่างไร จะมีกลิ่นเหม็นหรือเปล่า
เมื่อได้ผักครบตาม้าแล้วเราก็ขนพวกมันกลับพอมาถึงหน่อไม้ก็ต้มเสร็จพอดี
“เอาผักพวกนี้ไปล้างก่อน”เซียวยี่บอกคนของนาง
“เ้าค่ะ”หญิงสองคนเข้ามารับตะกร้าผักไปจัดการมะเขือเทศถูกแยกออกเพราะยังไม่ได้ใช้ ไม่นานผักที่ล้างแล้วก็กลับมาผมเริ่มอธิบายวิธีจัดการกับผักที่เก็บมาอย่างละเอียด
“พริกนี่แค่ล้างแยกออกจากผักอื่น กระเทียมก็หันแบบนี้ แยกออกจากันเข้าใจหรือไม่” ผมเริ่มอธิบายและทำให้พวกนางดูเป็ตัวอย่าง
“เข้าใจเ้าค่ะ” สองสาวพยักหน้ารับ
เมื่อทั้งคู่เข้าใจแล้วผมจึงหันมาจัดการกับหน่อไม้ที่ต้มสุกแล้ว เทน้ำต้มหน่อไม้ทิ้งไป เอาเฉพาะหน่อไม้ ใส่ลงไปในหม้อตุ๋นเนื้อกวางทั้ง3 หม้อ โดยแบ่งพวกมันออกมาเท่าๆ กัน
ต้มต่อไปอีก2 เค่อ แล้วใส่เกลือเพื่อชูรสชาติวัตถุดิบ เสร็จแล้วก็ใส่ต้นหอมป่าลงไปชิมรสชาติปิดฝาหม้อ รอต่อไปอีกเพียงไม่ถึง เค่อ ก็ยกลงจากเตาพักเอาไว้
ทันทีที่อาหารปรุงเสร็จเรียบร้อยท่านแม่ก็เรียกทุกๆ คนมากินอาหารเช้า อันที่จริงนางร้องบอกคนเพียงคนเดียว
“ท่านพี่บอกให้ทุกคนหยุดงาน มากินข้าวกันก่อนเ้าคะ”นางร้องบอกสามีที่กำลังสั่งงานคนงานอยู่
ถึงเสียงของนายหญิงจะไม่ดังมากแต่ทุกคนก็ได้ยินกันทั่วแล้ว โดยไม่ต้องรอให้ซานหลงบอกทุกคนก็วางมือจากงานแล้ว
“พี่น้อง ไปล้างไม้ล้างมือกันเถอะ อย่าให้นายหญิงต้องรอนาน”หม่าเหลียงเอ่ยขึ้นเป็คนแรก พี่น้องขอทานทั้ง 15 ชีวิต เดินตรงไปยังลำธารทันทีเพื่อล้างมือ ซานหู่ก็เช่นกัน
เมื่อกลับขึ้นมาพวกมันก็เข้าแถว รอรับอาหารเหมือน ตอนที่รับอาหารจากครอบครัวซานครั้งแรก สาวน้อยทั้ง5 คน ทำหน้าที่ตักอาหารแจกจ่ายแก่พวกมัน
“หอมจริงๆ ขนาดข้า ยืนอยู่ไกลขนาดนี้ยังได้กลิ่น”น้องรองของหม่าเหลียงพูดขึ้นเบาๆ
“ใช่ๆ พี่รอง หอมมากๆ มันต้องอร่อยมากแน่ๆ “
“ข้าเห็นนายหญิงเอาเนื้อกวางมากมายตุ๋นลงไป นายหญิงช่างใจกว้างกับพวกเรามาหนัก”
“น้องสามพูดถูก เราต้องขยันทำงานให้มากๆ สมกับน้ำใจของท่านมอบให้พวกเรา”เสียงกระซิบกระซาบกันเบาๆดังขึ้นไม่ขาดสาย ผมอดยิ้มออกไม่ได้
ฟังจากการสนทนาเมื่อครู่ คนพวกนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไรเลย ทัศนคติก็ดีเยี่ยมไม่
เขารับถ้วยกวางตุ๋นหน่อไม้มาเป็คนแรกเดินมาถึงจุดที่ปูฟางเอาไว้ ก็หย่อนก้นลงไปนั่ง แล้วเปิดปากพูดในสิ่งที่ตนตั้งใจเอาไว้
“พวกเ้าทุกคน มาล้อมวงกินข้าวกับข้า”ผมพูดออกมาเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน
“จะดีหรือขอรับนายน้อย” หม่าเหลียงท้วงขึ้น ตัวมันเป็เพียงบ่าวจะให้ไปนั่งเสมอนายได้อย่างไร
“ดีสิไม่ต้องเอ่ยอะไรให้มากความ วันนี้ข้าจะนั่งกินข้าวกับพวกเ้า”น้ำเสียงของผมเด็ดขาดขึ้น ทุกคนจึงไม่กล้าพูดอะไรขัดขึ้นอีก เมื่อรับถ้วยกวางตุ๋นหน่อไม้มาแล้วทุกคนก็เดินมานั่งล้อมเป็วงอย่างว่าง่าย
ถ้วยกวางตุ๋นหน่อไม้ป่าวางอยู่เบื้องหน้าของผมผมมองดูสมาชิกทุกคน ที่นั่งล้อมวงอยู่บนฟางข้าวเก่าๆ ที่ปูเอาไว้สำหรับนั่งกินอาหารทุกคนยังไม่กล้าลงมือ
เพราะผมและครอบครัวยังไม่ขยับสำหรับผมแล้ว นี่เป็ครั้งแรกที่ได้กินอาหารร่วมกันกับคนหลายคนแบบนี้ มันทำให้นึกถึงบรรยากาศการกินอาหารที่โรงเรียนขึ้นมานิดๆ
“โรงเรียนหรือ…”
“จริงสิ…การกินอาหารร่วมกันครั้งแรก จะให้มันธรรมดาได้อย่างไร”ผมจะต้องฝากอะไรเอาไว้เป็มรดกทางวัฒนธรรมบ้าง
“มื้อนี้เป็อาหารมือแรกสำรับพากเราข้าไม่สนว่าที่ผ่านมาพวกเ้าจะเป็ใคร มาจากไหน ผ่านอะไรมา แต่ต่อจากนี้ตอไปพวกเ้าทุกคนคือคนสกุลซาน คือครอบครัวของข้า”ผมเริ่มเอ่ยคำซึ้งๆที่คิดได้ เมื่อมองดูทุกคนพบว่าตอนนี้พวกเขากำลังมีอารมณ์ร่วมจึงพูดต่อ
“ตอไปนี้เป็พิธีกรรม ก่อนกินข้าวของคนสกุลซาน ทุกคนทำตามข้า”สองแขนของผมยกขึ้นตั้งฉากกับลำตัวเอาปลายนิ้วมือแตะข้อศอกของแขนอีกข้าง ในท่าขัดฉาก ที่เคยทำสมันเป็ทหาร
“ตบฉาก”มือขวาที่อยู่บนท่อนแขนซ้ายเปิดขึ้น ตั้งเป็ฉากโดยที่ปลายมือซ้ายจรดอยู่กับข้อศอกขวาเหมือนเดิมก่อนจะตบมือขวาที่ยกขึ้น ลงบนท่อนแขนซ้ายจนเกิดเสียงดัง แปะ!!ทุกคนมองดูอย่างฉงน ผมเขินเล็กน้อย
“ทำตามข้าตบฉาก”ผมตีหน้าเครียด ออกคำสั่งขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนเริ่มทำตามเกิดเสียงดังเปาะแปะขึ้นไม่พร้อมกัน
“ทำใหม่ตบฉาก”
“ทำใหม่ให้พร้อมกันตบฉาก”
“ทำใหม่ตบฉาก” แปะ!!ในที่สุดทุกคนก็ทำได้พร้อมกัน
“พูดตามข้า ข้าวทุกจาน, อาหารทุกอย่าง, อย่ากินทิ้งขว้าง, เป็ของมีค่า, ชาวนาเหนื่อยยาก, ลำบากหนักหนา, สงสารบรรดา, คนยากคนจน, บ้านเมืองนี้, ยังมีคนจนยาก, สุดแสนลำบาก, อัตคัดขัดสน, อย่ากินทิ้งขว้าง ตามแต่ใจตน, สงสารคนจน, ที่ไม่มีกิน
* ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบพระคุณที่กรุณา, เมตตานำอาหารมาให้, ข้าพเ้าซาบซึ้งน้ำใจ, ต่อแต่นี้ไป, จะทำความดีตอบแทนพระคุณ,
* ไม่ดัง, ไม่หก, ไม่เหลือ (สาธุ)
เมื่อทุกคนท่องจบและเข้าใจความหมายของมันน้ำตาของทุกคนไหลออกมา
กวีของนายน้อยบทนี้เสียดแทงลงกลางจิตใจของพวกเขาอย่างจัง พวกเขาเป็ขอทานมีหรือจะไม่เห็นคุณค่าของอาหาร
ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยาความเดือดร้อนเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ยากนักที่จะหาความสุขสงบได้ การล้มหายตายจาก การพลัดพรากเกิดขึ้นทุกพื้นที่ ผู้คนล้มตายจากความอดอยากมากมาย จนกลายเป็เื่ธรรมดา
กวีบทนี้ทำให้ทุกคนนึกถึงความยากลำบากของชีวิตในอดีต มีใครบ้างที่้าถือชามเก่าๆ เร่ขออาหารจากผู้อื่น ได้กินบ้าง ไม่ได้กินบ้าง อดมื้อกินมื้อมาก็มาก คิดแล้วก็เศร้าใจ
ขอทานตัวเหม็นอย่างพวกเขาจะงานใช้แรงแลกเป็เงิน ก็ไม่มีใครจ้าง
ผู้คนมากมายมองพวกเขาด้อยค่ากว่าขยะที่เขาทิ้งลงพื้นเสียอีกมื้ออาหารครั้งนี้เป็มื้ออาหารแห่งความทรงจำของทุกคนที่นี่ กับการถือกำเนิดขึ้นของ กวีสกุลซาน
“ความหิว ความสิ้นหวังที่ผ่านมาให้พวกเราทิ้งมันเอาไว้ข้างหลังแต่นี่ต่อไปพวกเราจะฝากอนาคตและความหวังเอาไว้กับนายน้อยสกุลซานซานหลงผู้นี้”คำปฏิญาณดังก้องขึ้นในใจของพี่น้องตระกูลหม่า และทุกๆคน
พวกเขาจำคำพูดของนายน้อยได้ดีว่าจะกลับไปรับพี่น้องที่ยังเป็ขอทานของพวกเขา มาอยู่ที่นี่ด้วยกัน ต่อแต่นี้ ที่นี่จะเป็บ้านสำหรับพวกเขาทุกคน
ทุกสายตามองจ้องไปยังเด็กหนุ่มตรงหน้าตอนนี้เขาเปรียบเสมือนหัวใจของทุกๆคนที่อยู่ตรงนี้
“เอาละทุกคนกินได้”ผมนั่งกินซุปกวางอยู่ในวงเดียวกันกับพวกเขาโดยไม่รังเกียจ ไม่ถือตัวในความเป็นายแม้แต่น้อยผมคิดแบบนี้จริงๆ ผมเชื่อว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็คนเท่ากันมองพวกเขาเป็คนในครอบครัว
เมื่อกินเสร็จพวกเราก็เริ่มงานอีกครั้งคราวนี้ผมรู้สึกว่าทุกคนตั้งใจทำงานมากขึ้น
ทุกคนรู้ดีว่าสิ่งที่กำลังทำคืออะไร ทำเพื่ออะไร ทุกคนจึงตั้งใจกันมากไม่ว่าจะเป็การสร้างที่พักชั่วคราว หรือการสะสมอาหารทำไว้เพื่อรองรับจำนวนคนที่จะมากขึ้นในอนาคต ถึงนายน้อยจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆแต่พวกเขาทุกคนก็ไม่ได้โง่
“พี่หม่า ท่านจำบทกวีที่นายน้องพาพวกเราท่อง ได้หรือเปล่า”
“จำได้สิ ทำไมหรือน้องรอง”
“ความหมายมันดีมากๆ ข้าเป็คงโง่ ข้าจำได้ไม่มากนัก ท่านช่วยท่องให้ข้าฟังอีกได้หรือไม่”
“ได้สิ....”หม่าเหลียงเริ่มท่องกวี ที่นายน้อยพาท่องให้พี่น้องฟังทุกคนเริ่มท่องตาม ทางเดินขึ้นเขาจึงเต็มไปด้วยคำร้องและทำนองแปลกๆ
ใครจะรู้ต่อมาอีกหลายปีกวีบทนี้ถูกแพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวาง และถูกเรียกขานกันในนามกวีสกุลซาน เพื่อเป็เกียรติแก่ซานหลง
ตะวันบ่ายคล้อยลงมาแขวนอยู่เหนือเส้นขอบฟ้าไม่มากนัก อีกไม่นานดวงตะวันก็คงจะลาลับไป
งานก่อสร้างรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วทุกคนเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่ไม่มีใครหมดกำลังใจหรือปริปากบ่นออกมาสักคนคนพวกนี้ใจสู้กมากว่าที่ผมคิด
“เอาละ ทุกคนวันนี้เราพอแค่นี้ก่อน”ผมกลบดินกองสุดท้ายลงในหลุมตรงหน้า
เสาต้นสุดท้ายของวันนี้ถูกฝังเสร็จแล้วจึงสั่งจบงานของวันนี้
“อีกไม่นานก็มืดแล้ว ลุงหม่าพวกท่าไปช่วยบิดาขนเนื้อหมูไปส่งเหลาอาหารในเมืองนะขอรับ”
“ได้ขอรับนายน้อย”หม่าเหลียงตอบกลับ
ไม่ถึงเค่อดีเนื้อหมูจำนวนมากถูกจัดใสรถเข็นจนเต็มรอเพียงคำสั่งของนายใหญ่พวกเขาก็พร้อมออกเดินทางทันที
“ท่านแม่ ท่านเตรียมอาหาร สำหรับแจกจ่ายสำหรับคืนนี้หรือยังขอรับ”
“เตรียมเอาไว้แล้ว”
“นี่รถลากใหม่หรือขอรับ”ผมเห็นรถลากเล็กๆอีกคันที่จอดอยู่ข้างๆรถลากเนื้อ
“ใช่แม่ให้ซูกวนไปซื้อมา”
“ดีขอรับจะได้ไม่เสียเวลากลับไปกลับมา”