น่าสนุก น่าสนุกจริงๆ ถึงตอนนี้ผมจะไม่ได้จับริมฝีปากตัวเองอยู่ แต่ผมก็มั่นใจว่ามันคงยิ้มสยายออกมาอย่างน่าเกลียดน่ากลัวแน่นอน ต่อให้ไม่ต้องส่องกระจก ใบหน้าของผมตอนนี้คงดูสนุกสนานไปกับความทุกข์ของคนอื่น ขณะที่สายตาของผมกำลังจับจ้องไปยังสาวน้อยคนนั้น ไม่สิ เธอเป็นองค์หญิง องค์หญิงเจ้าของเรือนผมสีขาวหิมะ และดวงตาสีแดงดูดุร้ายราวกับสัตว์ป่า
แต่ถึงอย่างไรเธอก็เป็นองค์หญิง ยิ่งกว่านั้นเธอยังเป็นเอลฟ์ที่เกลียดมนุษย์ยิ่งกว่าสิ่งใด การจะต้องให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพน่าอับอาย ทานอาหารของมนุษย์ในสภาพที่ไม่ต่างจากสุนัขแบบนั้น คงทำให้เธอรู้สึกอัปยศอยู่พอสมควร ดังนั้น พอผมออกจากห้องไปสักพัก เธอถึงยอมกินอาหารที่ผมเอามาให้สินะ
แค่นั้นก็นับว่าเป็นความสนุกอย่างหนึ่งแล้ว การที่ทำให้เจ้าหญิงซึ่งถือตัวสามารถลดตัวเองมาทานอาหารในสภาพสุนัขได้ แต่ว่าสำหรับผมมันยังไม่พอหรอก เธอจะต้องตกต่ำยิ่งกว่านี้ ดวงตาที่ดุร้ายของเธอจะต้องกลายเป็นความวางเปล่า หรือไม่ก็เต็มไปด้วยความหื่นกระหายต่อการมณ์เท่านั้น
ด้วยเหตุผลนั้น ผมจึงผสมยากระตุ้นอารมณ์ทางเพศไปในอาหารด้วย เพื่อให้เธอแสดงความต้องการทางเพศของผู้หญิงออกมา อยากจะเห็นเหลือเกิน ตัวเธอในสภาพที่เหมือนกับสุนัขตัวหนึ่ง และมีน้ำรักไหลออกมาจากกลีบกุหลาบ สภาพของเธอจะน่าอนาถขนาดไหนกันนะ
ผมรอให้เธอทานอาหารจนเสร็จ ก่อนจะจับเวลาอยู่พักหนึ่งแล้วเดินกลับเข้ามา ผมแกล้งทำเป็นว่าไม่ได้แอบมองเธออยู่
อาหารในจานได้หมดลงแล้ว ขณะเดียวกัน เธอที่อยู่ในสภาพคลานสี่ขาด้วยข้อศอกและหัวเข่านั้น ก็พยายามจะดิ้นออกจากพันธนาการ แต่เสียใจด้วย วัสดุที่ทำอุปกรณ์พวกนั้นไม่ได้สร้างมาอย่างมักง่ายหรอกนะ ต่อให้เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีพลังกำลังสูงก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้น อย่างหวังว่าเธอจะหนีจากพันธนาการนั้นไปได้เลย
“ตอนแรกทำท่าเหมือนไม่อยากกิน แต่สุดท้ายก็กินมันจนหมดนี่ อยากเห็นจังเลยนะ สภาพของเธอตอนที่กินอาหารเหมือนกับสุนัขตัวหนึ่ง องค์หญิงเอลฟ์ที่มีสภาพตกต่ำแบบนั้น ท่าทางของเธอจะเป็นยังไงกันนะ”
ผมเอ่ยออกไปพร้อมกับคำพูดที่แฝงคำดูถูกและสร้างความอับอายให้กับเธอเต็มที่ แต่ว่าเธอก็ไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมานอกจากความเรียบนิ่ง ยกเว้นดวงตาของเธอที่ยังคงดุร้าย
“เธอไม่คิดจะพูดกับฉันหน่อยเหรอ องค์หญิง”
“...”
“เป็นพวกไม่ค่อยพูดเหรอ ฉันแนะนำให้เธอพูดก่อนดีกว่านะ เพราะหลังจากนี้ ปากของเธออาจจะเต็มไปด้วยแก่นกายของผู้ชายจนพูดออกมาไม่เป็นภาษาก็ได้”
“...”
“ไม่คิดจะอ้อนวอนขอความเห็นใจเลยสินะ ก็สมแล้วล่ะที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการออกจากป่ามากำจัดมนุษย์ แต่ยังไงก็ตาม ฉันมีเรื่องที่จะต้องพูดคุยกับเธอ ดังนั้น ถ้าหากเธอไม่พูด ฉันก็ต้องทรมานเธอจนกว่าจะพูดนั่นล่ะ”
ใช่แล้ว ตัวผมไม่ได้มีหน้าที่แค่ฝึกเธอคนนี้ให้กลายเป็นทาส แต่สำหรับมนุษย์แล้ว เธอคนนี้เหมือนกับเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี เธอต้องรู้เกี่ยวกับที่ตั้งของกองทัพ รวมไปถึงแผนการต่างๆ ที่เอลฟ์กำลังจะโจมตีมนุษย์ในอีกไม่ช้านี้แน่ ดังนั้น ถ้าผมสามารถรีดเร้นข้อมูลออกมาจากปากเธอได้ ความได้เปรียบย่อมตกเป็นฝ่ายของมนุษย์
“คิกๆ …”
แต่แล้วผมก็ต้องแปลกใจ คิ้วของผมเลิกขึ้น ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมแปลกใจที่อยู่ๆ เธอก็หัวเราะออกมา หรือเพราะน้ำเสียงของเธอช่างหวานใสฟังสบายราวกับกระดิ่งลมกันแน่ ใบหน้าที่เรียบนิ่งของเธอก่อนหน้านี้หายไปสิ้นราวกับมันเป็นภาพลวงตา เธอคนนี้กำลังยิ้มออกมาและมองผม
“พูดคุยเหรอคะ คนอย่างคุณคิดจะพูดคุยกับฉัน จริงๆ เหรอคะ”
“ต้องการจะพูดอะไร อยู่ๆ ก็อยากจะขอความเมตตาขึ้นมารึไง กลัวที่จะถูกทรมานสินะ”
“เปล่าเลยค่ะ แต่แค่อยากให้คุณรู้เอาไว้ว่า สำหรับเอลฟ์อย่างฉันแล้ว เวทมนตร์อ่านใจถือเป็นเรื่องพื้นๆ แต่พวกเราจะไม่ใช่เวทมนตร์พวกนั้นเพื่อรุกล้ำความคิดส่วนตัวของคนอื่น แต่ว่าสำหรับสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำที่เรียกว่ามนุษย์แล้วก็เป็่นกรณียกเว้นค่ะ”
“หึ ช่างกล้าพูดเหลือเกินนะ เหมือนเธอวิงวอนที่จะอยากถูกทรมานเหลือเกินนะ”
“เห๋… วิงวอนเหรอคะ อย่าทำให้ขำไปหน่อยเลยค่ะ คิกๆ ”
องค์หญิงคนนั้นหัวเราะออกมา ในสภาพของเธอที่นอนแผ่หลาเผยให้เห็นก้อนเนื้ออันอวบอิ่มคู่หนึ่ง และกลีบกุหลาบสีชมพูอ่อนที่ปิดสนิท แต่สำหรับผู้หญิงแล้วมันก็เป็นท่วงท่าที่น่าอาย แต่ว่าทำไมเธอดูไม่ยี่หระกับเรื่องพวกนั้นเลยนะ
“คุณน่ะ ต่อให้ฉันขอความเมตตาอย่างไร คุณก็จะหาเรื่องทรมานฉันอยู่ดี เรื่องสอบปากคำอะไรนั่นก็เป็นเรื่องรอง ตัวคุณเป็นแค่มนุษย์ที่สนุกสนานกับความเจ็บปวดของคนอื่นเท่านั้นค่ะ”
“นั่นคือสิ่งที่เธอได้จากการอ่านใจฉันสินะ แล้วมันจะทำไม รู้เรื่องนั้นแล้วมันจะช่วยอะไรเธอได้ อยากอ่านใจให้ลึกแค่ไหนก็เชิญเลย ที่เธอจะได้เห็นคงมีแต่ภาพของฉันที่กำลังทรมานผู้หญิง แบบที่เธอกำลังจะโดนต่อจากนี้ไงล่ะ”
“ค่ะ ถูกต้องเลย ฉันเห็นภาพของผู้หญิงมากมายที่ถูกทรมาน คุณเป็นนักฝึกทาสฝีมือดีจนน่ากลัวเลย ต่อให้เป็นม้าพยศแค่ไหนคุณก็ทำให้เชื่องได้อย่างง่ายดาย”
องค์หญิงพยักหน้า ก่อนจะยิ้มออกมา
“ต้องการจะสื่ออะไรกันแน่”
“ที่จะบอกก็คือ มันง่ายเกินไปแล้วใช่ไหมคะ สำหรับการฝึกทาส สำหรับการฝึกมนุษย์ มนุษย์อ่อนแอ เปราะบางเกินไป ถูกรุมโทรมสักคืนก็หมดสติ บางคนก็เป็นบ้า ถูกทรมานด้วยความเจ็บปวดไม่นานก็ร้องขอชีวิต สุดท้ายก็กลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่เชื่องอย่างง่ายดาย ไม่สิ ต้องเรียกว่าฝีมือในการฝึกทาสของคุณมันยอดเยี่ยมต่างหาก”
องค์หญิงสยายยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ชวนให้ใจละลาย แต่ผมก็ไม่ได้หลงเสน่ห์ไปกับรอยยิ้มนั้น ถึงแม้ว่าจะรู้สึกว่าวูบหนึ่ง หัวใจของผมจะกระตุกวูบก็ตาม
“หึ ก่อนหน้านี้ยังทำตาดุอย่างกับสัตว์ร้าย ตอนนี้มาพูดดีงั้นเหรอ รึว่าเริ่มกลัวที่ฉันจะฝึกเธอแล้วรึไงกัน”
“หืม เรื่องนั้นไม่เลยค่ะ คุณจะทรมานฉัน จะฝึกฉันยังไงก็ตามแต่ ฉันไม่ได้กลัวคุณเลย แค่ตัวฉันนั้นเกลียดมนุษย์จากก้นบึ้งของหัวใจเท่านั้นเอง”
“แล้วทำไมมาคุยกับฉันล่ะ จะบอกว่าฉันไม่ใช่มนุษย์รึไง”
“คุณแตกต่างจากคนอื่นค่ะ และฉันคิดว่าฉันน่าจะเข้ากับคุณได้ คุณมีบางอย่างที่ไม่เหมือนมนุษย์”
“หึ คิดว่าอ่านใจฉันแล้วจะพูดอะไรก็ได้งั้นสิ”
“นั่นสินะคะ การที่ฉันพูดออกมาแบบนี้อาจจะทำให้คุณไม่พอใจก็ได้ แต่สำหรับฉันแล้ว คุณไม่ใช่มนุษย์ คุณเป็นเพียงแค่สัตว์ที่หื่นกระหายในเสียงกรีดร้องและความทรมานของผู้หญิงเท่านั้น”
“หึ แบบนั้นมันฟังดูแย่ยิ่งกว่ามนุษย์อีกไม่ใช่รึไง”
“คิดงั้นเหรอคะ สำหรับฉันแล้วตรงกันข้ามเลยต่างหากค่ะ เจตนาของคุณชัดเจน ต้องการแค่ทรมานผู้หญิงและเสพสุขกับเธอ เพราะงั้นฉันคิดว่าเราน่าจะตกลงกันได้”
“ตกลงอะไร”
“คุณปล่อยฉันไป แล้วฉันจะพาพวกพ้องของฉันมาหาคุณ ถึงตอนนั้นคุณจะทรมานเพื่อนฉันแค่ไหนก็ได้ค่ะ”
“หึ ขายเพื่อนเพื่อเอาตัวเองรอดเหรอ”
“ก็มันเทียบไม่ได้กับอุดมการณ์ของฉันนี่คะ ฉันต้องการที่จะกอบกู้อาณาจักรของตัวเองคืนมา เทียบกับชีวิตของฉันแล้ว เพื่อนถือว่าเป็นอะไรที่ถูกมากในการแลกเปลี่ยนค่ะ”
“เหรอ แต่ว่าเธอลืมไปอย่างหนึ่งนะองค์หญิง ว่าตัวเองตอนนี้ไม่มีสิทธิต่อรองอะไรกับฉัน”
“จริงอยู่ค่ะ ตัวฉันตอนนี้แค่จะปกป้องตัวเองยังทำไม่ได้ ถ้าคุณจะข่มขืนฉันตอนนี้ นอกจากอ้อนวอนและส่งเสียงครวญครางราวกับสุนัขในฤดูผสมพันธุ์เพราะว่าคุณแอบใส่ยาปลุกกระตุ้นอารมณ์ทางเพศเอาไว้ในอาหารที่ฉันกิน นอกจากนั้นฉันก็ทำอะไรไม่ได้เลย”
“รู้ด้วยเหรอว่าฉันผสมยาเข้าไปในอาหาร”
“เอลฟ์นอกจากเรื่องเวทมนตร์แล้ว เรื่องของสมุนไพรและการเล่นแร่แปรธาตุก็เป็นของถนัดนะคะ ก็พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกับป่านี่นา ว่าแต่ คุณสนใจไหมคะ เพียงแค่ปล่อยฉันไป ก็จะได้เพื่อนพ้องของฉันมาเป็นของเล่นแล้ว”
“หึ ฟังดูน่าสนใจ แต่ว่าน่าเสียดายนะ อย่างแรกเลย ไม่มีหลักประกันอะไรว่าเธอจะทำตามสัญญา และอย่างที่สอง ฉันจะสนใจเพื่อนของเธอไปทำไม ในเมื่อตอนนี้องค์หญิงเอลฟ์อยู่ตรงหน้าฉันแล้ว”
“เรื่องนั้นก็จริงนะคะ แต่ว่า ฉันรู้ความลับของคุณนะคะ คุณเยน”
“นี่เธอ… รู้ชื่อของฉันด้วยเหรอ”
“เห ไม่ได้สังเกตเลยเหรอคะ ว่าฉันอาจใจคุณมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”
คำพูดขององค์หญิงเอลฟ์ทำให้ผมถึงกับเบิกตาขึ้น องค์หญิงพยักหน้ารับราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติ
“เวทมนตร์อ่านใจถือว่าเป็นเวทมนตร์พื้นฐานเลยนะคะ”
“แต่เธอถูกใส่ปลอกคอเอาไว้ ไม่น่าจะใช้เวทมนตร์ได้นี่”
“เห อย่าทำให้ตลกไปหน่อยสิคะ พวกเราที่ถูกธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้นมาอย่างประณีต และแพ้ให้กับของที่มนุษย์สร้างขึ้นมาหยาบๆ แบบนี้ได้อย่างไรกันคะ มนุษย์นี่หยาบคายจังเลยนะคะ พยายามจะฝืนกฎธรรมชาติ ทั้งที่ตัวเองก็เกิดมาจากธรรมชาติแท้ๆ ”
องค์หญิงเอลฟห์หัวเราะคิกคัก ก่อนจะมองผมด้วยสายตาจริงจัง
“แล้วก็เรื่องความลับของคุณ อยากจะให้ฉันพูดออกมา หรือว่าเราจะจบข้อตกลงกันแค่นี้คะ”
องค์หญิงเอลฟเอ่ยถามพร้อมกับเลิกตาขึ้น ทำไมกันนะ ทำไมตอนนี้ผมถึงรู้สึกเหมือนเธอคนนี้เป็นฝ่ายคุมเกมแทนที่จะเป็นผมกันนะ การกระทำขององค์หญิงเอลฟ์ทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิด ผมเดินไปหยิบที่ปิดปากออกมาแล้วเดินกลับมาหาองค์หญิง
“เธอจะพูดมากเกินไปแล้วนะองค์หญิง”
แต่นั่นกลับทำให้องค์หญิงหัวเราะ
“คิก การที่คุณแสดงอาการออกมาแบบนี้ แปลว่าเรื่องที่ฉันกำลังจะพูดคงกระทบจิตใจคุณพอสมควรสินะคะ ถ้าอย่างนั้นฉันคิดว่าเราน่าจะต่อรองกันได้”
องค์หญิงยังคงแสดงท่าทีเหมือนว่าตัวเองไม่ได้อยู่ต่ำกว่าผมเลยแม้แต่น้อย นั่นทำให้ผมคิ้วกระตุก ก่อนจะใส่อุปกรณ์ปิดปากให้กับองค์หญิง สิ่งนั้นเป็นบอลแก๊กที่ยัดเข้าไปในปากของเธอ บังคับให้ปากของเธอต้องอ้าออกตลอดเวลา และมีเข็มขัดที่รัดไปถึงหลังท้ายทอย ทำให้เธอไม่สามารถจะสะบัดหรือคายมันออกมาได้
ขณะเดียวกัน ผมก็นำอะไรบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายกับปากสุนัข แต่ทำมาจากโลหะครอบไปกับปากขององค์หญิง แล้วรัดเข็มขัดไปอีกชั้น ทำให้ตอนนี้ เธอที่ถูกพันธนาการเหมือนกับสุนัขแล้ว ยังจะมีปากเหมือนกับสุนัขอีก ช่างเป็นภาพที่น่าอัปยศสำหรับองค์หญิง ทว่าองค์หญิงกลับยังคงแสดงสายตาอารมณ์ดีออกมา
“เธอล้อเล่นผิดคนแล้ว องค์หญิง”
ผมพูดไปอย่างนั้น แต่องค์หญิงก็ไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวอะไรออกมาเล่น เธอกลับฮัมเพลงออกมาอย่างอารมณ์ดี แต่นั่นก็เหมือนกับเป็นการกระตุกหนวดเสือ
ผมเดินไปหยิบสายจูงนำมาติดกับปลอกคอของเธอ ก่อนจะกระชากทำให้ร่างของเธอลากไปกับพื้น องค์หญิงเหมือนจะรู้ตัวว่าผมต้องการอะไร เธอจึงยันตัวยขึ้น ถึงแม้ว่าจะยากลำบากพอสมควร แต่เธอก็กลับมาอยู่ในสภาพคลานสี่ขาเหมือนกับสุนัขได้
“เดินไปข้างหน้า ฉันจะให้เธอรู้เองว่านรกเป็นยังไง”
“หึ”
องค์หญิงส่งเสียงหึออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม ถึงแม้ว่าเธอจะถูกใส่บอลแก๊กอยู่ก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ทำตามคำสั่งของผมอย่างว่าง่าย เดินไปข้างหน้า พร้อมกับสายสะโพกของเธอไปด้วย ทำให้เห็นกลีบกุหลาบของเธอที่ปิดสนิทราวกับเป็นการยั่วยวน
ขณะเดียวกันนั้น ตรงกลางของกลีบกุหลาบก็หลั่งน้ำหวานออกมาย้อยจนถึงต้นขาของเธอ แต่เหมือนองค์หญิงจะไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าใบหน้าของเธอจะแดงก่ำ และพ่นลมหายใจอุ่นๆ ออกมา
“มีอารมณ์แล้วล่ะสิ”
องค์หญิงหันมาตอบคำพูดของผมด้วยสายตาราวกับเป็นการท้าทาย เธอไม่ได้แสดงความอับอายอย่างที่ผู้หญิงควรจะแสดงออกมาเลยแม้แต่น้อย นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นไปใหญ่
ผมเดินไปหยิบแส้ขึ้นมาก่อนจะนำมาฟาดที่สะโพกอวบอิ่มของเอลฟ์สาว ผิวสีขาวนวลราวกับหิมะของเธอขึ้นรอยแดง องค์หญิงเชิดหน้าขึ้นตอบสนองกับความเจ็บปวดนั้น และส่งเสียง
“อ่าห์...”
ออกมาพร้อมกับน้ำตาที่จ่ออยู่ตรงหางตาเล็กน้อย เหมือนว่าผมจะหนักมือไปสินะ ดูจากเลือดที่ไหลซึมออกมาจากสะโพกของเธอแล้ว แต่ว่า ผมไม่ได้รู้สึกผิดแต่อย่างใด อีกทั้ง ผมยังบอกให้เธอ
“เดินไปข้างหน้าได้แล้ว”
ซึ่งเอลฟ์สาวก็ทำตามอย่างว่าง่าย โดยระหว่างนั้น เธอก็แกล้งทำเป็นเดินชักช้า จนทำให้ผมต้องฟาดแส้ลงไปที่สะโพกและแผ่นหลังของเธอเป็นพักๆ และแน่นอน องค์หญิงส่งเสียงร้องออกมา แต่ว่าทำไมผมถึงไม่รู้สึกเลยว่าเธอกำลังทรมาน เหมือนเธอกำลังหยอกล้อผมอยู่มากกว่า
“ฉันจะทำให้เธออ้อนวอนขอชีวิตกับฉันให้ดู องค์หญิง”
---------------------------------
ถ้าสนุกอย่าลืมคอมเม้นกันด้วยนะครับ
รักคนอ่านยิ่งกว่าอาหารสามมื้อ #ฝนเล็บ