(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์

    ตอนที่ 62 หมัดอหังการของมนุษย์หิน

            หลังจากที่วัดค่าดัชนีพลังเสร็จ


            กระบวนการทั้งหมดก็ยังไม่สิ้นสุดลง


            ถึงจะวัดค่าดัชนีพลังได้อย่างแม่นยำและสมบูรณ์แบบแล้ว ตัวของอาหมัดก็จำเป็นต้องเข้ารับการทดสอบอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งนั้นก็คือการวัดค่าพละกำลังของร่างกาย หรือก็คือการโจมตีด้วยความแข็งแกร่งทั้งหมด


            “การทดสอบต่อไปจะเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งค่ะ”


            เจ้าหน้าที่หญิงผายมือไปยังอุปกรณ์เทคโนโลยีชิ้นถัดไป ทำให้อาหมัดของแสยะยิ้มออกมาและหันมองไปยังทิศทางดังกล่าว


            ลักษณะของเครื่องวัดค่าพลังเหมือนแท่นทดสอบ เป็นหุ่นยนต์ขนาดใหญ่กว่าสองเมตรที่ออกแบบมาเพื่อต้านทานแรงกระแทกมหาศาล


            เพียงแค่ผู้เข้าการทดสอบโจมตีไปยังหุ่นยนต์ตัวนี้ ตัวเครื่องจะแสดงผลของพลังทั้งหมด ประมวลผลเป็นภาพโฮโลแกรมที่มีความแม่นยำสูง


            ว่ากันว่าอัตราความแม่นยำในการคำนวนกว่า 99% หมายความว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เจ้าเครื่องนี้ก็ยังไม่เคยวัดผิดพลาด


            “นี่คือเครื่องวัดที่ทางสมาพันธ์โลกสร้างมาด้วยวิทยาการชั้นสูง มันสามารถรองรับพลังได้มากถึง 1,000 ตัน”


            “ต่อให้จะเป็นนักสู้พันธุกรรมระดับ 9 ดาวโจมตีก็ไม่พังทลายและสามารถวัดค่าพลังการโจมตีได้อย่างสบายๆ”


            เจ้าหน้าที่หญิงอธิบายออกมาด้วยรอยยิ้ม ขณะที่เธอเองก็ได้ค่อยๆขยับถอยหลังไปทีละนิด


            คนอื่นๆเองก็ตั้งตารอคอยถึงพละกำลังของนักสู้ที่เกิดการกลายพันธุ์ ถึงค่าดัชนีพลังจะวัดระดับพลังได้อย่างแน่นอน ทว่ายีนที่เกิดการกลายพันธุ์นั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้ ด้วยลักษณะร่างกายภายนอกที่เป็นดั่งหินผาอันแข็งแกร่ง


            อาหมัดคนนี้จะต้องเชียวชาญในเรื่องพละกำลังและการป้องกันที่ร้ายกาจอย่างแน่นอน


            เพียงแค่มองก็สามารถมองได้ถึงความแตกต่างของนักสู้พันธุกรรมโดยปกติ


            “แค่โจมตีไอ้หุ่นกระป๋องนี้ใช่ไหม?”


            ในตอนนั้นอาหมัดก็ได้ก้าวเดินมายังบริเวณเบื้องหน้าของแท่นทดสอบ แขนของเขาเริ่มส่งเสียงประหนึ่งมีบางสิ่งเคลื่อนผ่าน ผิวหนังที่เต็มไปด้วยหินผาเริ่มสั่นสะเทือนขึ้นอย่างหนัก รอบบริเวณเริ่มเต็มไปด้วยแรงกดดัน ทำให้หลายคนที่มองเห็นเริ่มกลืนน้ำลายกันอึกใหญ่


            “ย๊ากกกกกกกกกกกก!”


            ทันใดนั้นชายร่างหินก็ส่งเสียงคำรามออกมา พร้อมกับเหวี่ยงกำปั้นที่เต็มไปด้วยหินของตนเข้าใส่เครื่องวัดค่าพลัง


            “เปรี๊ยง!”


            การโจมตีของเขาไม่ต่างไปจากกระสุนปืนใหญ่ เกิดเสียงระเบิดที่ดังสนั่นไปทั่วทั้งบริเวณ


            หุ่นยนต์วัดค่าที่สูงกว่าสองเมตรสั่นสะเทือนไปมาอยู่เล็กน้อย จากนั้นเครื่องวัดค่าพลังก็ได้ประมวลผลอย่างรวดเร็ว ภาพโฮโลแกรมสามมิติถูกฉายขึ้นบริเวณเหนือหัวของเครื่องวัด


            [ติ๊ง! ค่าดัชนีพลังอยู่ที่ 8,000 กิโลกรัม เกณฑ์เฉลี่ยนักสู้พันธุกรรมของท่านอยู่ในระดับที่ 4]


            อาหมัดที่เห็นความแข็งแกร่งของตนก็แสยะยิ้มขึ้น พลางชักหมัดของตนกลับมาอย่างรวดเร็ว โดยที่ใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยความฮึกเหิมและลำพองอย่างถึงขีดสุด ประดุจว่าไม่มีใครที่มีความแข็งแกร่งมากกว่าเขาคนนี้ไปอีกแล้ว


            “เป็นไปได้ยังไง!! ค่าดันชีพลังของเขาอยู่ที่ระดับ 3 เท่านั้นเองนะ!”


            “เหอะๆ สมแล้วที่ยีนเกิดการกลายพันธุ์ เขาเก่งมากกว่านักสู้ระดับ 3 ดาวโดยปกติไปมาก!”


            ความแข็งแกร่งนี้ทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจ นัยน์ตาต่างเบิกกว้างขึ้นอย่างแตกตื่น


            “ไม่เลวเลยนะค่ะ ความแข็งแกร่งของคุณไม่ธรรมดาเลยทีเดียว คิดว่าหลังจากนี้คุณจะต้องมีอนาคตที่ไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน”


            เจ้าหน้าที่หญิงกับคนอื่นๆปรบมือแสดงความยินดีให้กับอาหมัด จ้องมองเขาด้วยท่าทางที่ดูเคารพยกย่องอยู่เล็กน้อย


            “ไม่ธรรมดา ข้าได้ยินมาว่าอาหมัดคนนี้มาตระกูลธรรมดาเท่านั้น ใครจะไปคิดละว่ายีนของเขาเกิดการกลายพันธุ์ขึ้น”


            “หือ? ถ้าเป็นแบบนี้ตระกูลของเขาก็มีอนาคตที่สดใสแล้วน่ะซิ ไม่ว่ายังไงข้าก็ต้องเชิญชวนเขาเข้ามาในองค์กรให้ได้”


            “หึหึ เพียงแค่ปลุกพลังก็มีพลังเทียบเท่าได้กับ 4 ดาว อาหมัดคนนี้ไม่ต่างไปจากสมบัติล้ำค่า ควรค่าให้ฝึกฝนแน่นอน”


            ส่วนสเก้าเตอร์ที่เข้ามาตรวจสอบนักสู้พันธุกรรมคนอื่นๆก็ลอบซุบซิบกันอย่างตื่นเต้น


            พวกเขาหมายมั่นว่าอาหมัดคนนี้จะได้เข้ามาอยู่ในองค์กรของตน เพราะผู้มีพรสวรรค์ระดับนี้ไม่ได้หาง่ายมากนัก ในทางกลับกัน พละกำลังที่สามารถเพิ่มระดับได้มากถึงเพียงนี้ ถือเป็นอัญมณีล้ำค่าที่ต้องพิจารณาอย่างถึงที่สุด ถ้าได้รับการฝึกฝน อาหมัดอาจกลายมาเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง


            “การทดสอบเสร็จสิ้นแล้ว!”


            “เชิญคุณไปรอที่ด้านนอกเพื่อบันทึกข้อมูลและรับบัตรประจำตัวนักสู้ด้วยนะคะ”


            อาหมัดได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้ารับ เขาได้กระโดดลงไปจากเวที เมื่อเขาได้ก้าวเดินออกไปจากห้องโถงแห่งการทดสอบเพียงเล็กน้อย


            “อาหมัด ข้ามาจากสถาบันการต่อสู้ พวกเรายินดีรับคุณเข้าสู่ชั้นเรียนอัจฉริยะของโลก”


            “ไม่ๆ มาเข้าสำนักมังกรของฉันดีกว่า คุณก็รู้ดีว่าสำนักมังกรเป็นยังไง พวกเรามีผู้ปกครองที่แข็งแกร่งมากที่สุดอย่างท่านซวนหยวน”


            “เหอะๆ หุบปากไปให้หมด! แข็งแกร่งแล้วยังไง การฝึกฝนไม่ได้วัดกันที่ใครแข็งแกร่งมากกว่า มหาวิทยาลัยกรอลี่ตังหากที่ดีมากที่สุด”


            ผู้คนนับสิบก็ต่างเข้ามารุมล้อม และแย่งชิงตัวของอาหมัดกันยกใหญ่ หลายคนต่างยื่นข้อเสนอและทรัพยากรให้กับเขาอย่างมากมาย


            เสียงคึกโครมดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อาหมัดที่ถูกรายล้อมไปด้วยผู้แข็งแกร่งยิ่งเบิกบานขึ้น เขาได้พยักหน้ารับและพูดคุยข้อเสนอกันในทันที


            “ให้ตายเถอะ นี่มันน่าอิจฉาจริงๆ!”


            “เฮ้อ ฉันไม่มีพรสวรรค์แบบนั้นด้วย!”


            ภายในห้องโถง นักสู้พันธุกรรมรุ่นเยาว์พอได้เห็นก็ต่างกัดฟันแน่น หันมองไปทางอาหมัดที่กำลังถูกรุมล้อมด้วยความริษยาอย่างถึงที่สุด


            แต่มันจะทำยังไงได้ละ อาหมัดคนนี้มียีนกลายพันธุ์ที่เหนือล้ำ ทั้งยังมีพลังและพรสวรรค์มากยิ่งกว่าตัวของพวกมันไปไกลหลายสิบเท่า


            “หึ? ขยะชัดๆ!”


            ทว่าไม่ใช่กับทันย่าที่กำลังนั่งกอดอกและจ้องมองไปทางพวกเขาอย่างเย้ยหยัน ขณะเดียวกันเขาก็ครุ่นคิดถึงบางสิ่งที่แปรเปลี่ยนไป


            ในตอนนี้มีกรณีอย่างอาหมัดถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว หมายความว่าเขาสามารถใช้ข้ออ้างนี้ในการปรับเปลี่ยนตัวตนของทันย่าได้เช่นเดียวกัน


            [ถูกต้องแล้ว หลังจากนี้เจ้าจะต้องเปลี่ยนแนวทางไปอยู่เล็กน้อย บอกไปว่ายีนพันธุกรรมของเจ้าเกิดการกลายพันธุ์เช่นเดียวกัน]


            [มีเขาทั้งสองข้างออกมาจากบริเวณหน้าผาก ทว่าเจ้าไม่ได้มีระดับพลังแค่ 2 หรือ 3 ดาว ทว่าเจ้าได้กลายมาเป็นขั้นดาวเคราะห์ได้โดยตรง]


            [ถึงเรื่องนี้จะไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ทางเป็นไปได้ เจ้าต้องใช้ข้ออ้างนี้ในการรองรับตัวตนของทันย่า!]


            เมื่อเห็นว่าอาหมัดสามารถยกระดับขึ้นได้จากการปลุกพลังครั้งแรก สองลูกศิษย์อาจารย์ก็ได้มีความคิดเดียวกันผุดขึ้น


            อย่างตอนแรกที่ดาวาลได้มโนเรื่องราวโกหกออกมาเป็นตุเป็นตะ แต่พวกเขาคิดว่าสิ่งนี้ย่อมน่าเชื่อถือได้มากยิ่งกว่า


            บอกไปว่าเมื่ออยู่ในห้วงวิฤกติของความตาย ยีนพันธุกรรมก็ได้เกิดการกลายพันธุ์ขึ้น


            เรื่องนี้ย่อมเป็นอะไรที่น่าเชื่อถือมากยิ่งกว่าการที่ไปพบเจอผลไม้ประหลาดซะอีก



            ...

            นึกว่าจะเล่าเรื่องตลกนั้นออกไปซะอีก 5555+


    คล้ายกับเรื่อง(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์ ที่คุณอ่าน