เสิ่นเย่ว์เฉินกินอาหารกลางวันเป็เพื่อนฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น จากนั้นจึงบอกว่าจะไปคารวะบิดามารดา
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นคิดว่านางกตัญญู จึงสั่งให้คนไปหยิบรังนกแดงชั้นเลิศในห้องมาสองกล่องกำชับให้เอากลับไปกินให้ตรงเวลา บำรุงร่างกายให้ดี ตอนที่ไปพบเสิ่นจื้ออวิ๋นกับเหยาซื่อเหยาซื่อก็มอบของบำรุงให้นางอีกไม่น้อยทั้งยังนำเทียบยาที่เขียนเป็ลายลักษณ์อักษรมาให้นางฉบับหนึ่ง ยัดใส่มือนางเงียบๆแล้วกระซิบบอก“นี่เป็สูตรลับของบรรพบุรุษที่คนบ้านเดิมข้าขอมาจากหมอเลื่องชื่อในเมืองหลวงเ้าเก็บไว้ให้ดี ต่อไปพอไปถึงตระกูลจูแล้วต้องมีประโยชน์ต่อเ้าแน่”
ครั้นเห็นรอยยิ้มแฝงความนัยของเหยาซื่อ เสิ่นเย่ว์เฉินก็เข้าใจกระจ่างโดยพลันรีบก้มหน้ามองเทียบยาที่พับอยู่ในมือฉบับนั้น พลางคิดกับตัวเองว่า จะว่าไปนี่เป็สูตรลับในตำนานที่ช่วยเื่คลอดบุตรสินะ
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกับเหยาซื่อสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจเพื่อให้นางบำรุงร่างกายเช่นนี้เดาว่าเป็เพราะคาดหวังให้นางแต่งไปแล้วคลอดบุตรชายบุตรสาวเร็วๆให้มารดาอาศัยบารมีบุตร ทำให้ตำแหน่งฐานะมั่นคง
เสิ่นเย่ว์เฉินกลับมาถึงเรือนตนก็มองไปยังกล่องไหมใบเล็กใหญ่ที่วางกองอยู่เ่าั้ในใจพลันเศร้าสลด
แม้ตอนนี้คนข้างกายนางแต่ละคนจะแย้มยิ้มพูดคุยสมัครสมานกลมเกลียวแต่ทุกคนต่างทราบดีว่าภายใต้รอยยิ้มทุกรอยเก็บซ่อนความคิดใดเอาไว้พวกเขาปากก็พูดว่าคิดทำเพื่อนาง แต่ในใจกลับคิดทำเพื่อตัวเอง
นี่เป็ครั้งแรกที่เสิ่นเย่ว์เฉินคิดว่าตนแต่งงานเข้าตระกูลจูไปเช่นนี้ก็ไม่แน่ว่าจะเป็เื่ดีนางกำเทียบยาที่เหยาซื่อมอบให้ฉบับนั้น ก่อนจะนำไปซ่อนไว้ในห้องแม้จะไม่ได้ใช้แต่ก็คิดเก็บไว้เผื่อ้า
ผ่านไปอีกหลายวันเสิ่นเย่ว์เฉินก็มีระดูแล้ว นางนอนบนเตียงไม่ยอมลุกทั้งวัน แม้แต่คารวะเช้าก็ยังไม่ไปตามเวลาทำเอาฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกับเหยาซื่อคิดว่านางป่วยจนใยกใหญ่
นี่เป็โรคเก่าของเสิ่นเย่ว์เฉิน อู๋มามาที่ปรนนิบัติรับใช้นางมานานหลายปี จะต้มน้ำขิงใส่น้ำตาลทรายแดงและเตรียมเตาอุ่นมือให้นางไว้อบอุ่นร่างกายทุกครั้ง
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกับเหยาซื่อมาเยี่ยมเสิ่นเย่ว์เฉินกลับพบว่าใบหน้าของนางซีดเซียวทั้งยังนอนอยู่บนเตียง ปวดท้องจนเหงื่อไหลท่วมเต็มศีรษะ ท่าทางทรมานมาก
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นขมวดคิ้วถามว่า “โธ่ เหตุใดถึงปวดจนเป็เช่นนี้ได้ ต้องเชิญหมอมาตรวจหรือไม่”นางจำได้ว่าเมื่อก่อนอู๋มามาเคยบอกว่าตอนเสิ่นเย่ว์เฉินมีระดูจะปวดท้องเหลือทนตอนนั้นนางไม่ได้ใส่ใจ คิดว่านางยังอายุน้อย เ็ปไปก็ไม่เป็อุปสรรค ทว่าวันนี้เห็นแล้วยังอดใไม่ได้หันไปมองอู๋มามาพลางถามว่า “ปวดเช่นนี้ทุกครั้งเลยหรือ”
อู๋มามาผงกศีรษะ “เป็เช่นนี้มาหลายปีแล้วเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นได้ยินดังนั้นก็เอ่ยเสียงเข้มขึ้น “เหลวไหลในเมื่อเป็โรคเก่าเหตุใดไม่เชิญหมอมาตรวจดูสักหน่อยเล่า” กล่าวจบก็สั่งให้หลี่หมัวมัวรีบไปเชิญหมอมา
อู๋มามาตอบตามจริง “ก่อนหน้านี้เคยเชิญหมอมาตรวจแล้วพวกเขาบอกเพียงว่าร่างกายเย็น เป็เช่นนี้มาแต่กำเนิด…”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหน้า พิศมองสีหน้าเสิ่นเย่ว์เฉินอีกครั้งทั้งยังร้อนใจมากขึ้นไปอีก
ครู่หนึ่งหลี่หมัวมัวก็เลิกผ้าม่านเดินเข้ามาด้านหลังมีชายชราสวมชุดคลุมเดินตามมาด้วยคนหนึ่ง จอนผมทั้งสองและหนวดเคราขาวโพลนคนผู้นี้คือลู่ชิวเฟิงเ้าของฉือชั่นถังแห่งไหลโจวเป็หมอชื่อดังที่มีชื่อเสียงขจรขจาย
ปกติหากเสิ่นจื้ออวิ๋นไม่สบายก็จะเชิญเขามาตรวจเป็ครั้งคราว คนตระกูลนี้เชื่อมั่นในวิชาแพทย์ของเขามากที่สำคัญลู่ชิวเฟิงเป็คนปากแข็งมากไม่เคยซุบซิบนินทา ถือเป็คนมีหลักการ
หลี่หมัวมัวเดินมาข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าแล้วกระซิบบอก “ฮูหยิน บ่าวเชิญท่านหมอลู่มาแล้วเ้าค่ะ”
หมอลู่คารวะฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกับเหยาซื่อ จากนั้นฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็เอ่ยปาก“นี่คือหลานสาวคนโตของข้า ทุกครั้งที่มีระดูจะปวดท้องยากจะทนไหว รบกวนท่านหมอตรวจนางหน่อยเถิด”
ขณะเดินทางมาลู่ชิวเฟิงฟังหลี่หมัวมัวอธิบายสถานการณ์ไปแล้ว จึงผงกศีรษะเล็กน้อยโดยไม่กล่าวสิ่งใดเพียงมองเสิ่นเย่ว์เฉินที่นอนตะแคงอยู่บนเตียง ก่อนเดินเนิบนาบเข้าไปสะบัดเสื้อคลุมนั่งลงบนม้านั่งเล็กๆข้างเตียง กล่าวเสียงทุ้มต่ำผ่านผ้าม่านเขียวที่ทิ้งตัวคั่นขวางอยู่เบื้องหน้า“รบกวนคุณหนูยื่นมือซ้ายออกมาให้ข้าจับชีพจรด้วยขอรับ”
เขากล่าวพลางรับผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาจากสาวใช้ ค่อยๆ คลี่ออกวางคลุมบนข้อมือที่เสิ่นเย่ว์เฉินยื่นออกมา จากนั้นก็ใช้สองนิ้วแตะลงเบาๆแล้วหลับตาพิจารณา
ชั่วขณะนั้นบรรยากาศภายในห้องเงียบงันไร้สุ้มเสียง
ลู่ชิวเฟิงจับชีพจรครู่หนึ่งจึงค่อยยกมือออก ขมวดคิ้วเล็กน้อย“คุณหนูไตพร่องมดลูกเย็น ทำให้ปวดท้อง่มีระดู มือเท้าเย็นเยียบต้องดูแลร่างกายให้ดี”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นได้ยินดังนั้นก็รีบสอบถาม “ร้ายแรงหรือไม่เ้าคะ”
ลู่ชิวเฟิงไม่ได้พยักหน้าแต่ก็ไม่ได้ส่ายหน้า เพียงตอบว่า “ตอนนี้ยังไม่ร้ายแรงแต่หากไม่ตั้งใจดูแลร่างกาย ต่อไปย่อมอันตรายอย่างยากจะหลีกเลี่ยง ยิ่งไปกว่านั้นจะทำให้ตั้งครรภ์ยากด้วยขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นได้ยินดังนั้นสีหน้าพลันมืดครึ้มลง ในใจคิดคำนวณทันที
ลู่ชิวเฟิงลุกขึ้นเดินไปเขียนเทียบยาด้านนอก ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจึงรีบกำชับสาวใช้ในห้องว่า“รับใช้คุณหนูของพวกเ้าให้ดี ห้ามละเลยจนเกิดอะไรขึ้นเด็ดขาด”กล่าวจบก็พาเหยาซื่อเดินออกไปด้านนอก
เมื่อเห็นลู่ชิวเฟิงเขียนเทียบยาเสร็จแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็กล่าวขึ้นอย่างไม่วางใจนัก“หากจะปรับสภาพร่างกายของนางให้ดีขึ้น จะต้องใช้เวลานานสุดเท่าใดหรือ”
อีกไม่นานก็จะถึงวันแต่งงานแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ต้องปรับสภาพร่างกายนางให้ดีขึ้นให้ได้
ลู่ชิวเฟิงลูบเคราพลางตอบ“น้ำแข็งหนาสามฉื่อไม่ได้เกิดจากความหนาวเพียงวันเดียวคุณหนูใหญ่มีร่างกายเย็นมาั้แ่กำเนิด ร่างกายถูกความเย็นทำให้เสียหายได้ง่ายดังนั้นจึงต้องวางแผนระยะยาวและค่อยเป็ค่อยไป จะรีบร้อนไม่ได้ดีที่ตอนนี้เป็ฤดูร้อน เื่อาหารการกินของคุณหนูจะต้องระมัดระวังเป็พิเศษอาหารจำพวกแตงกวา สาลี่ ถั่วเขียวและน้ำตาลให้กินแต่พอเหมาะ ทางที่ดีให้กินอาหารจานร้อนจะเหมาะสมที่สุด”
ในใจฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเริ่มปลงตก มองลู่ชิวเฟิงครู่หนึ่งแล้วกระซิบบอก“ท่านหมอลู่ หลานสาวคนโตของข้าหมั้นหมายแล้ว ดังนั้นเื่วันนี้จะต้องเก็บให้มิดรบกวนท่านปิดปากให้แน่น อย่าให้เื่นี้แพร่ออกสู่ภายนอกเด็ดขาด”
ตระกูลจูให้ความสำคัญเื่ทายาทที่สุด หากพวกนางทราบว่าเสิ่นเย่ว์เฉินมีร่างกายเย็นมาแต่กำเนิดทำให้ตั้งครรภ์ยากพวกนางคงยกเลิกการแต่งงานนี้แน่
ลู่ชิวเฟิงตรวจรักษาให้ครอบครัวขุนนางมาหลายปีจะพูดทำสิ่งใดล้วนรู้ความและรู้จักแยกแยะ จึงรีบพยักหน้ารับคำ “ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นโปรดวางใจข้าเป็หมอก็เพื่อรักษาผู้ป่วย เื่ที่ไม่ควรพูดจะไม่พูดออกไปแม้แต่คำเดียว”