ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๑๐๖ เจ้าเพื่อนโง่ (re-edition)

            ฮึ ฮึ ฮึ .. เสียงหัวเราะของอุทัยดังขึ้น เป็นเสียงเย้ยหยันระคนผิดหวัง .. มันก้าวเดินเข้าหาแล้วมาหยุดยืนตรงหน้า ดวงตาทั้งสองจ้องมององค์ชายผู้งามสง่า

            “มารดามึงสิ!” อุทัยสบถ “.. เป็นองค์ชายเพียงไม่กี่เดือน คนกลับแปรเปลี่ยนไป หรือนี่คือสันดานที่แท้จริง”

            องค์ชายฤทธารับฟังจนมุมปากกระตุก วาจาสามหาวประดานี้ยังไม่มีใครกล้ากล่าวกับมัน จึงตอบกลับด้วยเสียงเย็นชา “.. เจ้าผู้นี้ สมควรตาย .. คงถือตัวว่าเคยเป็นเพื่อนเล่นกับข้า”

            อุทัยส่งเสียงสูงล้อเลียน “.. เจ้าผู้นี้ สมควรตาย” แล้วกวนตีนต่อ “.. นี่ท่านจะฆ่าพระสหายเช่นข้า .. หรือ”

            ฮึ ฮึ .. องค์ชายฤทธาหัวเราะเยาะ “เจ้าคิดว่าข้ามิกล้าสังหารเจ้าหรือ”

            อุทัยตอบกลับ “ไม่ .. ไม่ได้คิดว่าท่านไม่กล้า .. แต่ท่านไม่สามารถ มากกว่า .. ฮา”

            องค์ชายฤทธาฉุนกึก “ชิ ! ด้วยกายามังกรอันสูงส่งของข้า .. เพียงใช้ปลายนิ้วก้อย ก็แยกศีรษะออกจากร่างกายของเจ้าได้แล้ว”

            อุทัยหัวเราะ “อุ๊ย .. อุ๊ยยย .. น่ากลัวจุง ..”

            องค์ชายฤทธากล่าว “พูดมากน่ารำคาญ มาเริ่มประลองกันเลยดีกว่า คราวนี้ได้ตายสมใจแน่นอน”

            ใครกันแน่ที่พูดมากน่ารำคาญ อุทัยยิ้มเย้ยกล่าวว่า “องค์ชาย ! จะเสียเหงื่อต่อสู้ให้เหนื่อยทำไม .. ข้ามีครบสามป้ายแล้ว ฮา ฮา”

            กล่าวจบร่างอุทัยก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา ไปปรากฏอยู่อีกด้านหนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินออกจากวงเขตประลอง กล่าวขึ้นว่า “แต่ ข้าขอป้ายอันนี้คืนก็แล้วกัน .. ฮา”

            องค์ชายฤทธาเหลียวหน้าไปมอง เห็นป้ายมังกรเหินสีชมพูสดอันหนึ่งอยู่ในมือของอุทัย

            เมื่อค้นในอกเสื้อ ป้ายมังกรเทวะสามเศียรยังคงอยู่ แต่ป้ายมังกรโลหิตมารไม่อยู่เสียแล้ว มีป้ายมังกรเหินสีเทาอีกป้ายหนึ่งเข้ามาแทนที่

            องค์ชายมังคละนั่งไม่ติด จ้องมองอุทัยไม่วางตา

            องค์ชายฤทธายืนนิ่งกัดฟันกรอด เหตุการณ์เมื่อครู่คล้ายไม่ได้เกิดขึ้นจริง นั้นอาจเป็นมายากล หรือวิชาไสยเวทที่เจ้าอุทัยใช้สับเปลี่ยนป้ายมังกรเหินจากอกเสื้อของมันไป

            นับตั้งแต่มายังโอริสา นี่เป็นครั้งแรกที่องค์ชายฤทธาถูกลูบคมถึงเพียงนี้

            “หยุดก่อน ! ..” องค์ชายฤทธากล่าวเสียงดัง “กลับมาประลองกับข้า เดี๋ยวนี้”

            อุทัยยังก้าวเดินไปทางสถานที่รับรองผู้เข้าประลอง กล่าวว่า “ก็บอกแล้วอย่างไรว่า ไม่ประลองแล้ว .. ปราณเทวะมังกร บวกกับเคล็ดวิชาพลิกสวรรค์ .. ยังมีผู้ใดกล้าประลองกับท่าน ฮา”

            ไม่รู้อุทัยกล่าววาจาจากใจจริงหรือเป็นการประชดประชัน องค์ชายฤทธากล่าวว่า “ฮึ ! เจ้าขี้ขลาด มีแต่เล่นลวดลาย ลอบมาสับเปลี่ยนป้ายมังกรเหินของข้าตั้งแต่เมื่อใด”

            อุทัยกล่าวอย่างติดตลกว่า “ข้าวานให้บิดาท่าน สับเปลี่ยนมาให้ .. ฮา” .. เจ้าเวรุงกะบนบ่าก็หัวเราะดัง จั๊กกก จั๊กกก

            องค์ชายฤทธาสบถ “.. ไอ้คนชั้นต่ำ” ทำท่าจะติดตามไปเอาเรื่อง

            อุทัยหยุดหันมาเล็กน้อย กล่าวว่า “อะ อะ .. ท่านลืมที่องค์ลุงของท่านกล่าวแล้วหรือไร ว่าเข้าไปในวงประลองได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ออกมาแล้วจะไม่สามารถเข้าไปประลองได้อีก .. ฮา”

            องค์ลุงที่อุทัยกล่าวถึงก็คือองค์ชายมังคละ ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายต่างมารดา ของมารดาผู้ให้กำเนิดองค์ชายฤทธา

            องค์ชายฤทธาได้แต่กำหมัดด้วยความโมโห .. มันกัดฟันกรอด สหายเก่าของมันผู้นี้ช่างไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ไม่รักษาหน้าองค์ชายผู้สูงศักดิ์ไว้เพียงน้อย

            อุทัยหัวเราะฮิฮะ .. เป็นเสียงหัวเราะระคนความโศกชนิดหนึ่ง .. มันก้าวเดินต่อไม่หันกลับมามององค์ชายแห่งแคว้นโอริสาอีก

            เมื่อก้าวถึงซุ้มรับรองก็ถูกสายตาหลายสิบคู่จ้องมอง จากม้านอกสายตาที่ถูกลืม กลับผุดเด่นจนไม่มีใครกล้าประมาทอีกต่อไป

            แม้แต่มณีจันทร์ดรุณีน้อยในชุดแดง ยังไม่มาสนทนาอย่างคราวก่อน เนื่องจากนางยึดถืออุทัยเป็นคู่แข่งอีกคนหนึ่งแล้ว

            อุทัยพบเห็นแมวน้อยซิงซิงนั่งรออยู่ในมุมสงบมุมหนึ่ง ขณะเดินเข้าไปหาก็มีบุคคลลุกพรวดแล้วเดินสวนออกไป อุทัยสัมผัสจิตสมาธิอันไม่ปกติของคนผู้นี้ เมื่อหันกลับไปมองพบเห็นเพียงเงาหลังไวๆ เดินปรี่ไปยังลานประลองแล้ว

            บุคคลผู้นี้มีหน้าตาหล่อเหลาจัดเป็นหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง ทั้งแต่งกายเรียบง่ายเรียบร้อยราวบัณฑิต อุทัยเพ่งตามองถึงกับคิ้วขมวด

            .. เป็นมันนั่นเอง .. วันฉลอง

            วันฉลองบุตรชายพระยาไกรนรสิงห์แม่ทัพแคว้นอโยธยา ในการประลองรอบแรกได้ชนะยอดยุทธ์ผู้หนึ่งอย่างเฉียดฉิว ตอนนี้ได้ครอบครองป้ายมังกรเหินอยู่สองป้าย

            แต่มันหาญกล้าท้าประลองกับองค์ชายฤทธา ผู้ที่ถูกวางตัวอยู่ลำดับแรกเชียวหรือ

            พระยาไกรนรสิงห์บนตำหนักมังกรคำรนลุกเด้งพรวด มันไม่คาดคิดว่าบุตรชายจะมีการแสดงออกเช่นนี้

            วันฉลองก้าวเข้าวงเขตประลอง กล่าวขึ้นด้วยความองอาจว่า “ข้า วันฉลองตัวแทนราชสำนักอโยธยาขอท้าท่านประลอง”

            องค์ชายฤทธายังหัวเสียกับอุทัย มันมองผู้มาแวบหนึ่งแล้วกล่าวขึ้นว่า “ฮึ ! ท่านมั่นใจแล้วหรือ ..”

            วันฉลองหน้าเสียเล็กน้อย ปั้นหน้าขึงขังกล่าวต่อ “ทำไมหรือ ท่านคิดว่าข้ามิคู่ควรเป็นคู่มือท่านหรือ ..”

            องค์ชายฤทธาพิจารณาวันฉลอง แล้วกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ข้ายอมรับวิชายุทธ์ราชสำนักอโยธยานั้น หาเป็นรองผู้ใดไม่ แต่ท่าน .. ฮา ฮา”

            วันฉลองสะกดความโกรธ แสดงออกด้วยท่าทีผึ่งผาย ราวยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ที่ผุดเด่นดังดาวประกายพรึก กล่าวว่า “ท่านต้องสำนึกเสียใจในคำปรามาสของท่าน”

            องค์ชายฤทธากล่าว “หากไม่กลัวตาย เช่นนั้นก็เข้ามา” .. คนหงุดหงิดอยู่แล้ว เมื่อมีผู้เสนอตัวมาให้ทุบตี มันยิ่งบังเกิดความยินดี

            วงเขตประลองเรืองแสงสีแดงวาบ เสียงโห่ร้องของผู้ชมดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง วันฉลองลอบส่งสายตามายังที่รับรองผู้เข้าประลอง

            ความเคลื่อนไหวนี้ไม่สามารถหลบรอดประสาทสัมผัสของอุทัย วันฉลองส่งสายตามายังสตรีงดงามนางหนึ่ง

            .. เป็นนาง .. วาวา สำนักบุปผาเหมันต์

            จิตสมาธิของนงคราญมีการกระเพื่อมไหวเล็กน้อย นางมองการประลองที่ด้านหน้าอย่างจดจ่อ

            อุทัยครุ่นคิดในใจ วันฉลองผู้นี้ต้องการแสดงออกเพื่ออวดอิสตรีผู้นี้แล้ว .. แต่เหตุใดมันจึงเลือกมาประลองกับองค์ชายฤทธา ช่างเป็นผู้ที่ไม่ประมาณตนเอาเสียเลย

            แต่แล้วอุทัยถึงกับใจหายวาบ .. หรือ เป็นการชิงรักหักสวาท .. คิดได้เช่นนั้น ขนหัวของมันถึงกับลุกซู่ชูชัน

            วันฉลองตั้งท่าจรดมวยตามแบบฉบับชาวอโยธยา มันใช้ ‘มวยพุทธปฐม’ ซึ่งเป็นวิชายุทธ์หลักของเหล่าทหารราชสำนักอโยธยา

            องค์ชายฤทธากล่าว “แสดงเชิงมวยราชสำนักอโยธยาให้ข้าชมหน่อย ฮา ฮา”

            ไม่รู้วันฉลองสามารถชนะคู่ประลองในครั้งแรกมาได้อย่างไร ท่าทางของมันดูเก้ๆ กังๆ ปากก็กล่าวว่า “ประเดี๋ยวได้เห็นดีกัน ฮึ ฮึ”

            วันฉลองย่อเข่าตั้งท่าจรดมวย ท่วงท่าเปลี่ยนเป็นว่องไว มันไม่รอช้าเป็นฝ่ายสืบเท้าข้าหาแล้วจึงบิดสะโพกสะบัดแข้งขวาเตะใส่

            เป็นการเตะสูงที่ทรงพลังขัดกับท่าทางไร้เรี่ยวแรงในคราวแรก สามแข้งติดๆ ทั้งรุนแรงและแม่นยำ ประเคนใส่องค์ชายฤทธา

            .. ป๊าบ ! ป๊าบ ! ป๊าบบบ !

            องค์ชายฤทธาไม่หลบหลีกใช้แขนซ้ายตั้งฉากป้องกันเอาไว้ มันยิ้มออกมา กล่าวเบาๆ ว่า “เจ้าผู้นี้ เก็บงำฝีมือ ..”

            วันฉลองยิ้มเยาะ “เป็นอย่างไร เชิงมวยอโยธยา ถูกใจท่านหรือไม่ ..” แล้วจึงตามเตะด้วยแข้งซ้ายอีกสามแข้ง

            .. ป๊าบ ! ป๊าบ ! ป๊าบบบ !

            องค์ชายฤทธาใช้แขนขวาเข้าป้องกัน .. มันยิ้มตอบ กล่าวว่า “ชักสนุกแล้วซี ..”

            วันฉลองก้าวย่างตามแบบฉบับมวยพุทธปฐม แล้วเอี้ยวตัวชกออกด้วยหมัดขวาตรงมีปราณประกายแสดห่อหุ้มไว้

            องค์ชายฤทธายืนอย่างปลอดโปร่ง ย่อตัวแล้วแบมือซ้ายเหยียดยืดแขนออก ก่อเกิดปราณดังสะเก็ดแก้วใสบนฝ่ามือ

            .. เปรี้ยง ! หมัดฝ่ามือปะทะกัน ปราณทั้งสองสายกระจายออกด้านข้างจนฝุ่นผงปลิวว่อน

            องค์ชายฤทธาในชุดคลุมสีขาวสะบัดพลิ้ว มันยังยืนอยู่ที่เดิม แต่วันฉลองถูกแรงกระแทกจนต้องถอยหลังไปสามก้าว

            ฮือออ .. ผู้ชมร้องอย่างตื่นเต้น ส่วนบรรดายอดยุทธ์รุ่นเยาว์บ้างผุดลุกขึ้นจนบดบังอุทัย ต่างวิจารณ์ถึงความสูงส่งขององค์ชายฤทธานั้นแข็งแกร่งกว่าอย่างเทียบไม่ติด

            วันฉลองตั้งหลักได้จึงตั้งท่าจรดมวยอีกครั้ง แล้วโคจรพลังปราณ ก่อเกิดพลังระดับ ‘อัคระปราณ’ เป็นประกายแสดสดใสวิ่งวนอยู่รอบกาย

            องค์ชายฤทธาเดินลมปราณร่ายรำฝ่ามือ กล่าวว่า “เพียงขอบเขตปราณยุทธ์ ช่างไม่เจียมตัว” แล้วจึงนำแขนขวาไขว้เก็บด้านหลัง ฝ่ามือซ้ายหงายขึ้นแล้วกวักเรียก “เข้ามา ..”

            ราวถูกหยามหยัน วันฉลองไม่รอช้าเดินปรี่เข้าหา หมัดซ้ายขวาระดมชกใส่องค์ชายฤทธา

            .. ป๊าบ ! หมัดซ้ายของวันฉลองถูกฝ่ามือสกัดไว้

            .. ป๊าบ ! องค์ชายฤทธาพลิกฝ่ามือตบหมัดขวาจนพ้นทาง

            .. ป๊าบ ! หลังมือหมุนกลับมาปัดหมัดซ้ายของวันฉลองอย่างแยบคาย

            .. วืดดด ! องค์ชายฤทธาดึงศีรษะหลบ เท้าขวาของวันฉลองผ่านปลายคางของมันไปนิดเดียว

            .. ป๊าบบบ ! องค์ชายฤทธาใช้สันมือสับเข้าข้อเท้าซ้ายที่เตะเข้ามาจนเด้งออก

            .. วืดดด ! องค์ชายฤทธาเบี่ยงตัวหลบลูกถีบของวันฉลองอีกครั้ง

            องค์ชายฤทธาพลิกกลับมารับหมัดขวาซ้ายของวันฉลองอีกหลายหมัด

            มันใช้เพียงมือแขนข้างหนึ่งก็สามารถปัดป้องการโจมตีของวันฉลองอย่างหมดจด ทั้งหมัดและเท้าที่ระดมเข้าใส่ไม่สามารถทำอย่างไรองค์ชายผู้นี้ได้

            วันฉลองรวบรวมพลังปราณกัดฟันแสดงออกด้วยท่าไม้ตาย .. มันชกออกหนึ่งหมัด แต่ปรากฏปราณหมัดประกายแสดนับร้อยๆ ชกเข้าใส่

            .. หมัดดาราประกายพรึก !

            ผู้ชมทั้งอัฒจันทร์เงียบกริบ ปราณหมัดสังหารครอบคลุมองค์ชายฤทธาจนมืดฟ้ามัวดิน

            “ชิ ..” องค์ชายฤทธาสบถ มันนำมือทั้งสองร่ายรำรับกระบวนท่า เกิดเป็นฝ่ามือนับร้อยๆ ตั้งรับปราณหมัดเช่นกัน

            .. ปร่ะ ! ปร่ะ ! ปร่ะ ! เปรี๊ยะ ! เปรี๊ยงงง ! องค์ชายฤทธาตั้งรับอย่างเหนียวแน่น ปราณหมัดของวันฉลองไม่สามารถฝ่าปราณฝ่ามือขององค์ชายฤทธามาได้แม้เพียงหมัดหนึ่ง

            วันฉลองโจมตีจนสูญเสียพลังปราณจึงต้องถอยออกมาตั้งหลัก คราวนี้เป็นการรุกขององค์ชายฤทธาบ้างแล้ว

            ฮึ ฮึ .. องค์ชายฤทธาหัวเราะก้าวเท้าเข้าหา ฝ่ามือซ้ายพลิกม้วนแล้วเหยียดยืดฟาดออก พลังปราณสุดลึกล้ำดำเนินมาตามฝ่ามือ ปรากฏปราณรูปมังกรผลึกเกล็ดแก้วส่องประกาย

            .. ฝ่ามือมังกรสยบปฐพี !

            ปราณมังกรแก้วส่องแสงวิบวับจนละลานตา ขณะฝ่ามืออยู่ห่างหน้าอกวันฉลองเพียงคืบ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงบางสิ่ง

            เฮ่ยยย ! อุทัยลุกพรวด

            แม่ววว ! เจ้าแมวน้อยกระโดดขึ้นไปบนหัวของอุทัย

            สิ่งที่ทั้งสองไม่คาดคิดได้เกิดขึ้น !!!

            ที่ทั้งสองแปลกใจมิใช่กระบวนฝ่ามือขององค์ชายฤทธา แต่เป็นท่าร่างของวันฉลอง ท่าเท้าของมันลอยขึ้นเหนือพื้น แขนทั้งสองกางออก ร่างถดถอยห่างออกจากฝ่ามือไปสามคืบ ราวกับนกน้อยที่กำลังโผบินเล่นลมอยู่กลางเวหา

            อุทัยตาเบิกโพลง ! มันจดจำได้เป็นอย่างดี ท่าร่างนี้ .. ‘ปักษาเหินนภา’

            แววตาวันฉลองเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น ท่าร่างยังดำเนินต่อ มันถลันวูบโผกลับเข้าหาฝ่ามือมังกร หมัดซ้ายแปรเปลี่ยนเป็นวิชาดัชนี สองนิ้วชี้กลางพุ่งตรงเข้าใส่หน้าอกองค์ชายฤทธา ประกายดำวาบสะท้อนจากวงแหวนบนนิ้ว

            ม๊าวววว ! เจ้าแมวน้อยร้องเสียงดัง นางกล่าวอย่างตกใจ “ดัชนีทวงวิญญาณ”

            .. ปุ๊ก ! ดัชนีสีดำจี้ใส่หน้าอกองค์ชายฤทธาอย่างถนัดถนี่

            .. เปรี้ยงงงงง ! ฝ่ามือมังกรประทับเข้าไหล่ขวาวันฉลองอย่างจัง

            องค์ชายฤทธาทำหน้าพิกล ร่างถอยซวนเซไปถึงสามก้าว มันต้องตกตะลึงกับกระบวนท่าดัชนีประหลาด ส่วนวันฉลองถูกพลังฝ่ามือฟาดกระเด็นจนหลุดเขตประลองไป

            พระยาไกรนรสิงห์บิดาของวันฉลองลุกพรวด ส่วนบรรดาผู้ชมโดยรอบส่งเสียงโห่ร้องกันกึกก้อง .. หนึ่งฝ่ามือแลกหนึ่งดัชนี ทำทั้งสองได้รับบาดเจ็บทั้งคู่

            ชัยชนะเป็นขององค์ชายฤทธาอย่างไม่ยากเย็น ส่วนวันฉลองหลุดออกจากเขตการประลองกลายเป็นผู้พ่ายแพ้

            วันฉลองจ้องมององค์ชายฤทธา นำมือเช็ดโลหิตที่มุมปาก กล่าวขึ้นว่า “ร้ายกาจ ! ฝ่ามือมังกรร้ายกาจสมคำร่ำลือ”

            ฮ่ะ ฮา ฮา .. องค์ชายฤทธาหัวเราะอย่างเย่อหยิ่ง กล่าวว่า “ท่าดัชนีเมื่อครู่ นับเป็นกระบวนท่าที่ดีท่าหนึ่ง แต่ ..” มันยิ้มเยาะกล่าวต่อ “.. พลังปราณของเจ้ายังอ่อนด้อยเกินไป”

            แล้วจึงเหยียดแขนกางมือซ้ายออก ป้ายมังกรเหินสองป้ายที่เก็บไว้ในสายรัดเอวของวันฉลอง ถูกพลังปราณไร้สภาพดูดรั้งมาอยู่ในมือองค์ชายฤทธา

            ผู้ชมโห่ร้องจนอัฒจันทร์แทบแตก การชนะตัวแทนจากแคว้นอโยธยาย่อมสร้างความเบิกบานแก่ประชาชนชาวโอริสาโดยถ้วนหน้า

            วันฉลองกลายเป็นแท่นหินรองรับเท้าขององค์ชายฤทธา ยิ่งต้องการขึ้นสู่ที่สูง ย่อมต้องหาแท่นหินเหยียบส่งขึ้นไปเรื่อยๆ

            องค์ชายฤทธาโบกมือให้กับผู้ชมที่กำลังเบิกบาน ราวกับว่ามันคือวีรบุรุษแห่งแว่นแคว้น

            ฝ่ายวันฉลองใบหน้าซีดจนไร้สีเลือด ร่างสั่นสะท้านลุกขึ้นอย่างยากเย็น เพียงยืนได้ชั่วครู่ก็ต้องร่ำร้องด้วยความเจ็บปวด

            อ๊ากกกก !!! อกของมันแอ่นลอย โลหิตสีดำพุ่งออกมาทางหูจมูกตา ทั้งยังทะลักออกจากปากเป็นลิ่มๆ

            วันฉลองร่างหงายล้มลง หลังยังไม่ทันสัมผัสพื้นก็ถูกแขนอันแข็งแกร่งวงหนึ่งรองรับเอาไว้

            ผู้ที่เข้ามารับร่างก็คือพระยาไกรนรสิงห์ ที่เร่งเร้าท่าร่างมาถึงในพริบตา คนมีสีหน้าแตกตื่นร่ำร้องว่า “ชาย ! ชายน้อย ..”

            พระยาไกรนรสิงห์เขย่าร่างบุตรชาย กล่าวลิ้นระรัว “เป็นเช่นไร ลูกพ่อ ..”

            โลหิตทะลักออกปากวันฉลองไม่ยอมหยุด มันเงยหน้ามองบิดาละล่ำละลักกล่าวด้วยความเจ็บปวด “บ .. บ .. บิดา .. ข .. ข .. ข้า .. อั๊กกก!”

            “อย่าเพิ่งกล่าววาจา ..” บุคคลอีกผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นด้านข้าง มันใช้ดัชนีบรรจุพลังจิ้มไปยังจุดชีพจรของวันฉลอง

            ปุ .. ปุ .. ปุ .. ร่างของวันฉลองกระตุกวาบ แล้วจึงแน่นิ่งอยู่ภายในวงแขนบิดาของมัน

            โห .. โห .. พระยาไกรนรสิงห์ร่ำร้อง ดูจากสภาพบุตรชาย อาการบาดเจ็บครั้งนี้หนักหนาสาหัสยิ่งนัก

            มันหันมาจ้องมององค์ชายฤทธาที่กึ่งกลางลานประลอง กล่าวเสียงสั่นว่า “เจ้า ! ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ต้องชดใช้อย่างสาสม”

            แต่องค์ชายฤทธาหาใส่ใจบุคคลเช่นพระยาไกรนรสิงห์ไม่ การพลั้งมือทำบุตรชายขุนนางต่างแคว้นบาดเจ็บ นับเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับศักดิ์ฐานะของมัน

            ผู้คนทั้งอัฒจันทร์ก็ไม่ใส่ใจกับผู้มือฝีมืออ่อนด้อยเช่นกัน ยังโห่ร้องชื่นชมให้กับองค์ชายฤทธาไม่ยอมหยุด

            พระยาไกรนรสิงห์เกิดโทสะจนหน้าแดงก่ำ บุรุษที่ด้านข้างกล่าวทัดทานไว้ “ช้าก่อนท่านแม่ทัพ ! เรื่องอื่นขอให้ท่านวางไว้ก่อน อาการท่านชายน่ากังวลยิ่ง” ”

            พระยาไกรนรสิงห์คิดได้ในทันที กล่าวทั้งน้ำตาว่า “ท่านอาจารย์ .. ช่วยบุตรชายข้าด้วย”

            บุรุษผู้นั้นหยิบขวดแก้วยาวขนาดเล็กออกมาจากอกเสื้อ แล้วหยดน้ำสีเหลืองใสลงหน้าผากวันฉลองหนึ่งหยด หยดน้ำนั้นซึมหายเข้าผิวหนังไปโดยทันที

            พระยาไกรนรสิงห์แข้งขาอ่อนแรง กล่าวว่า “.. ช่วยด้วย .. รักษาชีวิตของมันไว้ด้วย .. โฮ ฮฮฮฮ”

            บุรุษผู้นั้นกล่าวอย่างเร่งรีบว่า “รีบด่วน ! หากชักช้าอาจเกิดผลที่ท่านไม่อาจรับได้” มันช้อนร่างวันฉลองยกขึ้น แล้วพาเข้าไปด้านล่างตำหนักมังกรคำรนโดยทันใด

            เพียงชั่วครู่วันฉลองก็ถูกนำมายังห้องโอสถ เสียงโห่ร้องจากภายนอกดังแว่วเข้ามา การประลองที่ด้านนอกยังคงดำเนินต่อ

            ภายในห้องส่งกลิ่นอบอวลด้วยตัวยาและสมุนไพร วันฉลองแน่นิ่งมีเพียงลมหายใจรวยริน มันนอนสงบอยู่บนแท่นไม้ ส่วนพระยาไกรนรสิงห์นั่งกุมขมับอยู่บนเก้าอี้ มีผู้ติดตามอีกผู้หนึ่งคอยปลอบประโลม

            โฮ ฮฮฮ .. พระยาไกรนรสิงห์ส่งเสียงโอดครวญอันแหบแห้ง กล่าวขึ้นว่า “เหตุใดจึงบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ .. ชายน้อยของข้า ..” .. ในฐานะบิดา หัวใจของมันแทบแหลกสลายแล้ว

            ผู้ติดตามที่ข้างกายกล่าวขึ้น “นายน้อยวันฉลองถือเป็นผู้กล้า กระทำการด้วยความอาจหาญ ไม่เกรงกลัวแม้ผู้มีพลังฝีมือสูงกว่า”

            พระยาไกรนรสิงห์มองบุตรชายด้วยความอาลัย ผู้ติดตามผู้นั้นกล่าวต่อ “นี่เป็นเพียงแค่การประลอง แต่ .. องค์ชายผู้นั้นมิได้ยั้งมือแม้แต่น้อย .. ช่างโหดร้ายยิ่งนัก”

            .. เปรี้ยง ! พระยาไกรนรสิงห์นำมือทุบพนักเก้าอี้ด้วยโทสะ จนผู้ติดตามตัวสะดุ้ง

            ที่พักแขนทำด้วยไม้เนื้อแข็งถูกพลังปราณบดกระแทกจนกลายเป็นเศษไม้ปลิวกระเด็น ปากของมันพึมพำกล่าว “เจ้าบุตรโง่ ..”

            ผู้ติดตามกล่าวต่อ “ยังดีที่มีท่านอาจารย์สุเรนทร์อยู่ด้วย นายท่านวางใจเถิด”

            อาจารย์สุเรนทร์ที่คนผู้นั้นกล่าวถึง คือบุรุษผู้ที่นำวันฉลองเข้ามายังห้องโอสถแห่งนี้ .. มันเป็นคนของวังดาราจักร สำนักที่ถูกยกย่องให้เป็นลำดับหนึ่งแห่งแผ่นดินนี้

            คนผู้นั้นผละจากร่างวันฉลองเดินมายังทั้งสอง พระยาไกรนรสิงห์รีบลุกขึ้นแล้วถามว่า “มันเป็นเช่นไร .. บุตรข้าเป็นเช่นไร .. ท่านอาจารย์”

            สุเรนทร์กล่าวว่า “เชิญท่านแม่ทัพที่ด้านนอกก่อน”

            ทั้งหมดก้าวผ่านฉากบังตามายังส่วนหน้าของห้องโอสถ เป็นห้องอันกว้างขวาง มีพนักงานชาวโอริสาวิ่งวุ่นอยู่อีกหลายคน ผู้ประลองที่ถูกอุทัยทุบตีก็ถูกนำมายังห้องนี้ บ้างยังนอนสลบ บ้างเริ่มรู้สึกตัวร้องโอดโอย

            สุเรนทร์มีสีหน้าหนักใจกล่าวกับพระยาไกรนรสิงห์ว่า “อาการของมัน น่ากังวลยิ่ง”

            พระยาไกรนรสิงห์รับฟังจนใจสั่น รีบเกาะแขนของสุเรนทร์กล่าวเสียงสั่นว่า “ท่านอาจารย์ ช่วยผู้บุตรอันต่ำต้อยของข้าด้วย .. โฮฮฮฮ ..”

            สุเรนทร์กล่าว “ข้าตรวจสอบดูแล้ว ชีพจรปราณกว่าแปดในสิบส่วนล้วนบาดเจ็บเสียหาย ..”

            พระยาไกรนรสิงห์เข่าแทบทรุดจนผู้ที่คอยติดตามต้องรีบเข้ามาประคองไว้ สุเรนทร์กล่าวต่อ “.. ข้าได้นำโอสถทิพย์ของท่านจ้าววังรักษาพลังชีวิตของบุตรชายท่าน และใช้พลังปราณของข้าห่อหุ้มจุดชีพจรที่สำคัญไว้แล้ว”

            พระยาไกรนรสิงห์กล่าวว่า “มัน .. มัน .. จะเป็นเช่นไร .. โฮฮฮฮฮ ..”

            สุเรนทร์กล่าวรับรอง “ท่านแม่ทัพโปรดวางใจ ข้าจะดำเนินการอย่างสุดความสามารถ”

            พระยาไกรนรสิงห์กล่าวว่า “ท่านอาจารย์ รับคารวะจากข้าด้วย ..” แล้วจึงทิ้งตัวคุกเข่า จนสุเรนทร์ต้องรั้งร่างของมันเอาไว้

            ขณะที่ทั้งหมดสนทนากัน กลับมีเด็กรับใช้พร้อมแมวตัวน้อยยืนมองเหตุการณ์อยู่อย่างเงียบงัน .. คนผู้นั้นหัวแกรกๆ พิจารณาร่างของวันฉลองด้วยความสนใจ